วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Ranking Web of World Universities


http://pci244.cindoc.csic.es/top100_continent.asp?cont=SE_Asia

การจัดอันดับมหาวิทยาลัย: ในสหราชอาณาจักรและของโลก

จำนวนมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยมากมายที่มีให้เลือก แล้วคุณจะสามารถตัดสินใจได้อย่างไรว่าที่ไหนคือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับ คุณ ขั้นตอนที่มีอิทธิพลและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักศึกษาที่ใช้ใน การเลือกมหาวิทยาลัยคือ การใช้การจัดอันดับมหาวิทยาลัยและตารางลี เพื่อช่วยคุณให้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการใช้เครื่องมือนี้และเพื่อสร้างความเสมอภาคกับแหล่งข้อมูลด้านอื่น บรรณาธิการฮอทคอร์ส Alejandraได้เขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อช่วยเหลือคุณ
การตัดสินใจว่าจะเลือกเรียนในหลักสูตรและมหาวิทยาลัยไหนดีดู เหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในการตัดสินใจที่คุณได้เคยได้ทำมา ดูเหมือนว่าจะมีหลายทางเลือกให้เลือกและทุกสถาบันการศึกษาก็ประกาศตนว่าตัว เองดีที่สุด แล้วคุณจะทำอย่างไรเพื่อแยกตัวเลือกที่ไม่ต้องการออกไป
สิ่งแรกที่คุณจำเป็นต้องทำก็คือ คุณต้องคิดถึงปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยในการตัดสินใจของคุณ คุณต้องการเรียนหลักสูตรที่เหมาะสมกับคุณหรือไม่ หรือต้องการได้รับทุนการศึกษา หรือเลือกประเทศในการเรียนต่อ บางทีคุณรู้ว่าคุณต้องการเรียนต่อด้านธุรกิจ แต่คุณไม่รู้ว่าวิทยาลัยไหนมีภาควิชาธุรกิจที่ดีที่สุด ดังนั้นการจัดอันดับก็จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยตัดสินใจให้กับคุณ

คู่มือแนะนำมหาวิทยาลัยโดย The Guardian  (The Guardian University Guide)
คู่มือแนะนำมหาวิทยาลัยโดย The Guardian เป็น การจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ได้จัดทำขึ้นมาเป็นอย่างดี ไม่เหมือนกับตารางลีกอื่นๆ ซึ่งได้วัดมาตรฐานของสถาบันการศึกษาจากการสอนและแหล่งข้อมูลสนับสนุนการ เรียนและการวิจัย ซึ่งจะเป็นที่สนใจของนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา
เกณฑ์การประเมินผล
  • คุณภาพการสอน: จะทำการวัดผลจากนักศึกษาในปีสุดท้ายในการสำรวจนักศึกษาแห่งชาติหรือ the national student survey (NSS): เปอร์เซ็นต์ความพึงพอใจของนักศึกษา
  • ความคิดเห็นและการประเมิน: จะทำการวัดผลจากนักศึกษาในปีสุดท้ายโดย NSS: เปอร์เซ็นต์ความพึงพอใจของนักศึกษา
  • ผลจาก NSS เมื่อนักศึกษาปีสุดท้ายได้ถูกสอบถามเกี่ยวกับคุณภาพโดยรวมของหลักสูตร
  • การใช้จ่ายต่อนักศึกษา: การให้คะแนนจากระดับคะแนนเต็มสิบ
  • สัดส่วนอาจารย์:นักศึกษา จำนวนนักศึกษา:จำนวนอาจารย์ผู้สอน
  • ความก้าวหน้าในอาชีพ: สัดส่วนของผู้สำเร็จการศึกษาที่ได้งานทำในขั้นปริญญา หรือเรียนต่อเต็มเวลา ภายในระยะเวลาหกเดือนหลังเรียนจบ
  • การเพิ่มคุณค่า: เปรียบเทียบผลสำเร็จของนักศึกษากับวุฒิการศึกษาเมื่อตอนแรกเข้า ให้คะแนนจากระดับคะแนนเต็มสิบ ซึ่งจะช่วยแสดงให้เป็นถึงประสิทธิภาพในการสอนของทางสถาบัน
  • วุฒิการศึกษาที่ใช้ในการเข้าเรียน (หากผ่านทาง UCAS นักเรียนใช้ผลการเรียนจากทางโรงเรียน)

คู่มือแนะนำมหาวิทยาลัยที่ดีโดย The Times (The Times Good University Guide)
คู่มือแนะนำ The Times ได้ รับการยอมรับว่าเป็นการประเมินผลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในบรรดาการจัดอันดับ ด้วยกันทั้งหมดตั้งแต่ปี 1993 มหาวิทยาลัยในตารางหลักจะถูกเปรียบเทียบผ่านการวัดผลจาก 8 ประเภท ที่มีความสำคัญสำหรับการศึกษาในระดับปริญญาตรี ได้แก่
  • ความพึงพอใจของนักศึกษา (มาจากการสำรวจนักศึกษาแห่งชาติ NSS)
  • การวิจัย (Research Assessment Exercise)
  • มาตรฐานในการรับเข้าเรียน ค่าเฉลี่ยของคะแนนจาก UCAS
  • สัดส่วนจำนวนนักศึกษา:อาจารย์
  • การใช้จ่ายในห้องสมุดและห้องคอมพิวเตอร์ ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อนักศึกษา
  • การใช้จ่ายในสิ่งอำนวยความสะดวก ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อนักศึกษาด้านการกีฬา การบริการด้านอาชีพ สุขภาพและการให้คำปรึกษา
  • ระดับคะแนนที่ดี เปอร์เซ็นต์ของนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาด้วยระดับคะแนนที่ดี ที่ได้รับการระบุว่าเป็นเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือ 2.1
  • ความก้าวหน้าในอาชีพ เปอร์เซ็นต์ของผู้สำเร็จการศึกษาสัญชาติอังกฤษที่ได้งานทำให้ระดับปริญญาหรือเรียนต่อในระดับที่สูงกว่า
  • การสำเร็จการศึกษา เปอร์เซ็นต์ของนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา

The Times Higher Education
การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย The Times Higher Education ได้ ถูกพัฒนาขึ้นโดย โทมัส รอยยเตอร์ สถาบันข้อมูลการจัดอันดับแห่งใหม่ ด้วยข้อมูลที่มากกว่า 50 สถาบันชั้นนำในแต่ละส่วนจาก 15 ประเทศทั่วทุกทวีป
ขั้นตอนการประเมินผลจะใช้ดัชนีชี้บ่ง 13 ประเภท ที่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อวัดกิจกรรมของมหาวิทยาลัยที่มีอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การสอนไปจนถึงการทำวิจัย ความพร้อมในการทำงาน ที่แสดงออกมา 5 แบบได้แก่
  • การสอน บรรยากาศการเรียนรู้
  • การวิจัย ปริมาณ เงินทุนและชื่อเสียง
  • การอ้างอิงจากเอกสารการวิจัย มีอิทธิพลต่องานวิจัย
  • แหล่งเงินทุนจากภาคอุตสาหกรรม นวัตกรรม
  • ความผสมผสานกันของเชื้อชาติ นักศึกษาและคณาจารย์

Shanghai University World Ranking
การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกเชิงวิชาการ หรือ The Academic Ranking of World Universities (ARWU), ได้ถูกเผยแพร่ในปี 2003 โดยมหาวิทยาลัยเซียงไฮ้ โดยนิตยสาร The Economist กล่าวว่า “เป็นการจัดอันดับรายปีของมหาวิทยาลัยโลกด้านการวิจัย ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุด”  มหาวิทยาลัยมากกว่า 1000 แห่งได้ถูกจัดอันดับโดย ARWU ทุกปีและรายชื่อมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด 500 อันดับแรกจะถูกเผยแพร่ทางเว็บไซด์ โดยมีเครื่องบ่งชี้ 6 ประเภทในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก
  • จำนวนศิษย์เก่าและคณาจารย์ที่ได้รับรางวัลโนเบลและเหรียญรางวัลฟิลด์
  • จำนวนนักวิจัยที่มีผลงานวิจัยที่ถูกอ้างอิงมากโดย Thomson Scientific
  • จำนวนผลงานตีพิมพ์บทความในวารสาร Nature and Science
  • จำนวนบทความในดัชนีอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์
  • เพิ่มเติมในส่วนของดัชนีอ้างอิงทางด้านสังคมศาสตร์
  • ผลการดำเนินการต่อจำนวนนักศึกษา เพื่อเปรียบเทียบกับขนาดของสถาบันการศึกษา
แม้ว่าการจัดอันดับจะ เป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ในการประเมินผลการดำเนินการของมหาวิทยาลัยใน แต่ละส่วน แต่ก็ไม่ควรใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาสถาบันหรือเป็นเครื่องมือในการ ตัดสินใจของคุณ มันคงจะไม่มีประโยชน์ที่จะเข้าสู่มหาวิทยาลัยที่มีคะแนนที่สูงกว่าอีกสถาบัน หนึ่งโดยใช้เพียงข้อมูลนี้ในการตัดสินเพียงอย่างเดียว คุณควรรู้ว่าคุณต้องการเรียนอะไร และต้องการเรียนที่ไหนและคุณต้องการเรียนอย่างไรมากกว่า เมื่อคุณมีความมั่นใจในสามประการนี้แล้ว ตัวเลือกของคุณจะแคบลงมาอย่างอัตโนมัติตามความต้องการของคุณ การจัดอันดับจึงจะถูกนำมาใช้ในการคัดเลือกตัวเลือกที่มีอยู่
ที่มา : http://www.hotcourses.in.th/study-in-the-uk/choosing-a-university/university-rankings-the-uk-and-the-world/

อันดับมหาวิทยาลัยจากระดับความน่าเชื่อถือ


      การจัดอันดับมหาวิทยาลัยจากระดับความน่าเชื่อถือ หรือ The World University rankings based on reputation  คือ แบบสำรวจทางการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เน้นความสนใจไปที่ความเปลี่ยนแปลงทางความน่าเชื่อถือของสถาบันการศึกษาต่างๆในแต่ละปี
      โดยในปีนี้ การจัดอันดับได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำอย่างชัดเจนของสถาบันการศึกษา จากอังกฤษและอเมริกาในฐานะ “super-brands” ของโลก โดยที่หนึ่งคือ Harvard University ตามด้วย Massachusetts Institute of Technology ในอันดับ 2 และ the University of Cambridge ในอันดับสาม ส่วน Stanford University, the University of California, Berkeley และ the University of Oxford ได้อันดับ 4-6 ตามลำดับ
      อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยของอังกฤษบางแห่ง ก็ได้อันดับที่ตกลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในขณะที่มหาวิทยาลัยจากประเทศจีน กลับพัฒนาขึ้น  โดยในปีนี้ มหาวิทยาลัยจากเอเชีย อย่างเช่น จีน, ไต้หวัน (National Taiwan University)  และสิงคโปร์ (National University of Singapore)    รวมทั้งออสเตรเลีย (University of Melbourne)  เป็นมหาวิทยาลัยที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากของผลสำรวจในปีนี้
      ผลสำรวจได้แสดงให้เห็นถึงสถาบันการศึกษาที่โดดเด่นในระดับโลก โดยรวบรวมความเห็นเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก รวมทั้งสาขาอีก 6 สาขาวิชา คือ physical sciences, engineering and technology, social sciences, clinical subjects, life sciences และ arts and humanities โดยผลสำรวจในปีนี้ มาจากความเห็นทั้งหมด 17,554 ความเห็น
      Phil Baty ผู้เขียนการจัดอันดับ Times Higher Education Rankings  ได้ออกมากล่าวถึงผลในปีนี้ว่า
      “ในตลาดแรงงานระดับโลกที่มีการแข่งขันที่สูงมากนั้น มหาวิทยาลัยที่ได้อันดับความน่าเชื่อถือในอันดับต้นของโลกเหล่านี้ ต่างก็ได้แย่งชิงหรือได้มาซึ่งสิ่งดีๆทั้งสิ้น ทั้งอาจารย์ผู้สอนที่ยอดเยี่ยม, นักเรียนที่มีความสามารถ, การทำวิจัยร่วมทุน หรือแม้แต่สัญญาจ้างงานจากองค์กรธุรกิจต่างๆ อีกทั้งยังสามารถดึงเอาเงินทุนหรือเงินสนับสนุนต่างๆเข้ามาได้มากกว่าอีก ด้วย ถือได้ว่าผู้ชนะ จะได้หมดทุกอย่าง
      ถึงแม้ว่าการได้รับความเชื่อถือในระดับต้นๆของโลก จะใช้เวลานาน บางครั้งเป็นสิบปีกว่าจะสามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้ก็ตามนั้น  แต่ปัจจุบันด้วยความที่โลกได้กลายเป็นโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล ที่รวดเร็วและเชื่อมต่อกันได้หมด ก็ทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่สามารถนั่งอยู่เฉยๆยึดติดกับตำแหน่งนี้เหมือนเดิมได้อีกต่อไป  เพราะสิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบให้เกิดสถาบันการศึกษาใหม่ๆขึ้นมา ส่วนความสามารถของมหาวิทยาลัยเก่าก็ลดลง ดังนั้น การรักษาตำแหน่งที่เกิดจากความน่าเชื่อถือนี้ให้คงอยู่ ก็เป็นสิ่งที่ดีกว่าและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง”

Stanford University ranked 4th according to academics.
      มีตารางการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในระดับโลกมากมาย แต่ผลสำรวจนี้เป็นผลล่าสุดที่วัดจากความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัยในสายตา ของนักวิชาการและนักวิจัย  แต่โดยทั่วไปแล้ว ผลการสำรวจที่ออกมา มหาวิทยาลัยต่างๆจะนำไปเป็นตัวตัดสินประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัย และเป็นตัวชี้วัดเกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องเงินช่วยเหลือและโครงการใน อนาคตต่างๆ
      ผลการจัดอันดับ The Times Higher Education World Reputation Rankings นี้ เป็นหนึ่งในแฟ้มสะสมผลงานของระบบการจัดอันดับมหาวิทยาลัย ที่ได้ก่อตั้ง Times Higher Education ขึ้นมา ในฐานะของผู้จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถของมหาวิทยาลัยต่างๆในโลก ซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูงที่สุด โดยการจัดอันดับจากความน่าเชื่อถือในครั้งนี้เป็นการสำรวจในระดับโลก ที่จัดทำโดย Thomson Reuters
ที่มา : http://www.hotcourses.in.th/study-abroad-info/study-options/university-rankings-reputation/?campaign=178

สัมภาษณ์กับผู้เขียน The World University rankings : Phil Baty

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยจากระดับความน่าเชื่อถือ

      ในวันนี้ฮอทคอร์สได้มีโอกาสพูดคุยกับ Phil Baty ผู้เขียน การจัดอันดับมหาวิทยาลัย The World University rankings  และเขาจะมาอธิบายเพิ่มเติมว่าการจัดอันดับมหาวิทยาลัยจากความน่าเชื่อถือนี้ สามารถแสดงอะไรให้เราได้เห็นบ้าง
เห็นได้ว่ามหาวิทยาลัย 6 อันดับแรก ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้ว คุณคิดว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เกิดผลเช่นนี้?
6 อันดับแรกถือว่าเป็นอันดับที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยเดิมจากปีที่แล้ว นอกจากนี้ ก็ยังมีความน่าสนใจตรงช่องว่างระหว่างอันดับ 6 และ 7 ด้วย
โดยมหาวิทยาลัย 6 อันดับแรกถือว่าเป็นผู้นำในรูปแบบ “Super Brand” หรือคล้ายๆกับสถานะ “Super Group” ของเหล่ามหาวิทยาลัยต่างๆ  แต่ถึงอย่างนั้น 6 มหาวิทยาลัยนี้ก็เป็นคนละกลุ่มกันกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกทั่วไป  เป็นไปได้ว่ามหาวิทยาลัยจากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือนี้นี้เป็น มหาวิทยาลัยที่ฝังอยู่ในความคิดของผู้คนทั่วไป ทำให้ทันทีที่ตอบแบบสำรวจ ผู้คนก็จะนึกถึงมหาวิทยาลัยเหล่านี้ก่อน ทำให้มหาวิทยาลัยเหล่านี้ยิ่งใหญ่เกินจริง  ซึ่งถือว่าน่าสนใจมากๆ
อันดับเหล่านี้เกิดจากการมีเงินทุนสนับสนุนใช่หรือไม่?
ผลสำรวจนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้ตอบล้วนๆ  เกิดจากนักศึกษาและอาจารย์ที่ถูกถามเพื่อให้คะแนนกับมหาวิทยาลัยที่แตกต่าง กัน  ส่วนในเรื่องการตัดเงินทุนสนับสนุนนั้น มักจะเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยของอเมริกา โดยเฉพาะแคลิฟอร์เนีย ที่อาจารย์เก่งๆจะย้ายออกไปเพื่อหางานที่ดีกว่าในมหาวิทยาลัยอื่น
แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเงินทุนสนับสนุนมีผลอย่างมากต่ออันดับ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงเห็นมหาวิทยาลัยจากเอเชียมากมายติดอันดับ โดยตารางค่อนข้างคงที่และไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาก แต่คุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของมหาวิทยาลัยจากเอเชียเสมอ อย่างเช่น มหาวิทยาลัยจากจีน ที่มีก้าวขึ้นมากถึง 5 อันดับในปีนี้ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยจากสิงคโปร์,ไต้หวัน และอื่นๆ  แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็จะเห็นมหาวิทยาลัยชื่อดังจากอังกฤษมีอันดับที่ตกลงเล็กน้อย โดยมหาวิทยาลัยจากอังกฤษ มีเพียงแค่ 10 แห่งที่ติดอันดับ Top 100 ในปีนี้ ซึ่งผมคิดว่าส่วนมากเกิดจากผลของสภาพแวดล้อมในการทำงาน
แต่ถ้าตัดเรื่องของเงินทุนสนับสนุนออกไป อะไรที่มหาวิทยาลัยจากเอเชียเกิดการเปลี่ยนแปลงของอันดับที่แตกต่าง?
มันเป็นไปไม่ได้ที่จะตัดเรื่องของเงินสนับสนุนออกไป เพราะว่ามันเงินเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนตัวขับเคลื่อน โดยมหาวิทยาลัยของจีนและชาติเอเชียอื่นๆนั้น  ใช้เงินสนับสนุนการศึกษา, การเปลี่ยนแปลงเงินเดือนและการเพิ่มการทำวิจัย เป็นตัวผลักดันองค์ความรู้ของพวกเขาออกไปให้กว้างขึ้น  ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการเงินทุนสนับสนุนทั้งสิ้น
แบบสำรวจนี้พิจารณาอะไรบ้าง?
แบบสำรวจนี้เป็นการสำรวจที่ธรรมดามาก โดยเราจะถามนักเรียนและอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาเรียน, ทำวิจัย หรือ สอนอยู่แล้ว เช่น ถ้าคุณเป็นนักศึกษาของคณะสังคมวิทยา เราก็จะถามคุณเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขาสังคมวิทยาที่ดีที่สุด เป็นต้น ดังนั้น ผลที่ออกมาก็จะให้คำตอบที่เกิดจากสิ่งที่คุณรู้จริงๆ
มหาวิทยาลัยของอังกฤษอาจจะต้องตกใจกับผลที่ออกมา คุณคิดว่าผลสำรวจล่าสุดนี้จะสามารถส่งสาระสำคัญไปยังผู้ที่วางนโยบายทางการ ศึกษาของอังกฤษได้อย่างไรบ้าง?
มันเป็นเรื่องกดดันมาก เมื่อความสามารถของมหาวิทยาลัยของอังกฤษยังคงได้รับการยอมรับอยู่ในการจัด อันดับ Top 100 ถึง 10 มหาวิทยาลัย ซึ่งถือได้ว่าเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของเปอร์เซนต์มหาวิทยาลัยทั้งหมด ดังนั้น การมีมหาวิทยาลัยถึง 10 แห่งติดอันดับต้นๆถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ Oxford และ Cambridge ที่ถือว่าดีที่สุดในโลก รวมถึง Harvard และ  MIT จากอเมริกาด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม ผลที่ออกมาก็เป็นสัญญาณแล้วว่าพวกเขาจำเป็นต้องระวังให้มากขึ้น เพราะโลกดูเหมือนจะให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก  และอาจทำให้ความเหนือชั้นของมหาวิทยาลัยจากอังกฤษในระดับโลกต้องตกลงและหาย ไปในที่สุด  แต่นี่เป็นเพียงปีที่ 2 ของการจัดอันดับจากความน่าเชื่อถือเท่านั้น เรายังต้องการข้อมูลอีกมากในการตัดสิน
ถ้ามหาวิทยาลัยของอังกฤษยังต้องการเป็นผู้นำต่อไป พวกเขาจำเป็นต้องรักษาปริมาณการรับสมัครนักเรียนต่างชาติต่อไป และแสดงให้โลกเห็นในฐานะเป็นประเทศของ “ศูนย์รวมทางความรู้” พวกเขาจำเป็นต้องสนับสนุนมหาวิทยาลัยของตนด้วยการลงทุนที่ถูกต้องและเหมาะสม
อะไรคือสาระสำคัญที่นักเรียนต่างชาติมองหาจากผลการจัดอันดับนี้?
ผมจะพูดเพียงแค่ว่า “จงเรียนรู้” จากสิ่งที่คุณเห็น ถ้าคุณเป็นคนที่สนเรื่องของชื่อเสียงและความโด่งดังของมหาวิทยาลัยที่มีผล ต่อคุณสมบัติของคุณ ก็ถูกต้องแล้วที่คุณจะมองหามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด ซึ่งตารางผลสำรวจนี้ก็บอกสิ่งนั้นให้กับคุณ
ผมอยากจะบอกต่อว่า ไม่ว่าจะเป็นตารางจากผลสำรวจอะไรก็ตาม คุณควรอ่านโดยรู้ถึงระเบียบที่มาของมัน และมองหาสิ่งที่คุณต้องการ  บางครั้งสิ่งที่คุณสนใจที่สุด ก็อาจไม่สามารถวัดเป็นค่าออกมาได้ หรือ อาจจะไม่มีข้อมูลเพียงพอในระดับโลก ดังนั้น คุณควรใช้ผลสำรวจเหล่านี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้น และควรใช้มันอย่างระมัดระวัง เพราะถึงแม้มันจะเป็นข้อมูลที่ดี แต่มันก็ไม่ได้บ่งบอกในรายละเอียด คุณควรจะหาเพิ่มเติมต่อไป
ที่มา : http://hotcourses.exteen.com/20120328/the-world-university-rankings-phil-baty

asian-university-rankings 2012

QS ประกาศอันดับมหาวิทยาลัยในเอเชีย วันที่ 29 พฤษภาคม 2555


ภาพรวม http://www.topuniversities.com/university-rankings/asian-university-rankings/2012

1.มหิดล
2.จุฬา
3.เชียงใหม่
4.ธรรมศาสตร์
5.สงขลา
6.บางมด
7.ขอนแก่น
8.เกษตร


ด้านศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์
http://www.topuniversities.com/university-rankings/asian-university-rankings/2012/faculty-area-rankings/arts-humanities

1.จุฬา
2.ธรรมศาสตร์
3.มหิดล
4.เชียงใหม่


ด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี
http://www.topuniversities.com/university-rankings/asian-university-rankings/2012/faculty-area-rankings/technology

1.จุฬา
2.มหิดล
3.บางมด
4.เชียงใหม่
5.ธรรมศาสตร์
6.เกษตร
7.สงขลา = ลาดกระบัง
8.พระนครเหนือ
9.ขอนแก่น



ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและชีวการแพทย์
http://www.topuniversities.com/university-rankings/asian-university-rankings/2012/faculty-area-rankings/life-science-biomedicine

1.มหิดล
2.จุฬา
3.เกษตร


ด้านวิทยาศาสตร์ทั่วไป
http://www.topuniversities.com/university-rankings/asian-university-rankings/2012/faculty-area-rankings/natural-sciences

1.จุฬา
2.มหิดล
3.บางมด


ด้านสังคมศาสตร์
http://www.topuniversities.com/university-rankings/asian-university-rankings/2012/faculty-area-rankings/social-science

1.จุฬา
2.ธรรมศาสตร์
3.เชียงใหม่
4.มหิดล
5.เกษตร
ที่มา: http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2507898

ผลการจัดอันดับ มหาวิทยาลัย ด้านการวิจัย โดย สกอ. (Thailand Top Ranked Universities)

http://nanotech.sc.mahidol.ac.th/doc/ranking.htm

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การประเมินผลแบบ forced ranking

ทำไมต้อง Forced Ranking ?

คอลัมน์ ถามมาตอบไปสไตล์คอนซัลด์

โดย อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา apiwut@riverorchid.com

เวลา ที่ผมต้องไปเป็นวิทยากรในเรื่องเกี่ยวกับการประเมินผลการทำงาน ทุกครั้งที่ไปจะมีคำถามยอดฮิตที่ทุกคนชอบถามคือ ทำไมองค์กรต้องเปลี่ยนวิธีการประเมินผลมาเป็นแบบ forced ranking ด้วย ในเมื่อการประเมินผลแบบให้เกรดแต่ละคนก็ดีอยู่แล้ว การใช้ forced ranking ทำให้หัวหน้างานหลายคนรู้สึกลำบากใจในการให้เกรดลูกน้อง

ก่อนที่จะไป ตอบคำถามว่าทำไม ผมขอชี้ให้เห็นก่อนว่า forced ranking คืออะไร ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของคนที่อยู่ในองค์กรที่ยังไม่เข้าสู่ระบบ forced ranking

การประเมินผลแบบ forced ranking คือการประเมินผลแบบการใช้โควตา กล่าวคือหัวหน้าจะทำการประเมินผลลูกน้องโดยให้คะแนน หลังจากนั้นจะนำคะแนนของลูกน้องทั้งหมดในทีมมาเรียงลำดับกัน โดยองค์กรจะเป็นผู้กำหนดว่า ในแต่ละทีมจะมีคนที่ได้เกรด A กี่คน เกรด B กี่คน และเกรด C กี่คน (จำนวนของเกรดอาจจะมีได้มากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับการกำหนดของแต่ละองค์กร)

โดยปกติในอดีตก่อนที่จะมีการนำ วิธี forced ranking มาใช้ในการประเมินผลการทำงาน องค์กรโดยมากจะให้คะแนนพนักงานแต่ละคนเป็นเกรด กล่าวคือ ถ้าพนักงานสามารถทำคะแนนได้เท่านี้ พนักงานจะได้เกรด A หรือพนักงานทำคะแนนได้เท่านั้น ก็จะได้เกรด B

แต่โดยส่วนใหญ่ คนส่วนมากในแทบทุกองค์กรจะได้เกรดรวมกันอยู่ที่ A กับ B ทั้งนี้เป็นเพราะว่าหัวหน้างานแต่ละคนจะพยายามประเมินคะแนนให้ลูกน้องดีไว้ ก่อน เนื่องจากกลัวว่าต้องไปลำบากใจทีหลังในการอธิบายให้ลูกน้องฟังว่า ทำไมจึงให้เกรด C กับลูกน้อง

นอกจากนี้ หัวหน้าเองก็มีหลายแบบ มีทั้งแบบที่เข้มงวด และแบบปล่อยเกรด

ซึ่ง ในจุดนี้หลายคนในองค์กรจะเริ่มมีความกังขาขึ้นมาแล้วว่าลูกน้องที่มีหัวหน้า แบบปล่อยเกรด จะเก่งและดีจริงหรือ ในขณะที่ลูกน้องที่มีหัวหน้าที่เข้มงวดจะเริ่มมีคำถามเช่นกันว่า เขาทำงานได้ดีพอๆ กับอีกคนหนึ่งที่อยู่อีกทีมหนึ่งแล้วทำไมเขาจึงได้เกรดต่ำกว่าคนคนนั้น และนั่นอาจจะส่งผลให้องค์กรเสียคนที่ทำงานเก่ง และดีไปได้

ดังนั้น วิธี forced ranking คือการประเมินที่พยายามแยกคนที่ทำงานดีออกจากคนที่ทำงานไม่ดี คนที่ตั้งใจทำงานออกจากคนที่ไม่ตั้งใจทำงาน ซึ่ง forced ranking จะสามารถแบ่งออกมาได้อย่างชัดเจน โดยองค์กรจะเป็นผู้กำหนดเลยว่า จะมีคนได้เกรด A กี่คน เกรด B กี่คน และเกรด C กี่คน (จำนวนเกรดขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กร บางองค์กรอาจจะมี เกรด A - D และเกรด F ในขณะที่บางองค์กรอาจจะมีแค่เกรด A - C เท่านั้น หรือบางองค์กรอาจจะใช้แค่ว่า "ดีมาก" "ดี" "ปานกลาง" และอื่นๆ)

วิธี การหาจำนวนคนในแต่ละเกรด โดยมากองค์กรจะใช้วิธีการหาจากเปอร์เซ็นต์ เช่น องค์กรต้องการคนที่อยู่ในเกรด A กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วนำจำนวนเปอร์เซ็นต์มาคำนวณคูณกับจำนวนพนักงาน

ซึ่งข้อดีของ forced ranking นอกจากจะช่วยในการแยกแยะระหว่างคนทำงานดีกับไม่ดีออกจากกัน องค์กรเองยังสามารถจ่ายค่าตอบแทนให้กับพนักงานได้อย่างเหมาะสม

ใน อดีตโดยส่วนมาก เวลาจ่ายโบนัสให้กับพนักงาน องค์กรจะให้เงินก้อนหนึ่งเลยกับหัวหน้างาน เพื่อนำไปแบ่งให้กับลูกน้องตามความเหมาะสมของหัวหน้า และเพื่อความปลอดภัยของตัวหัวหน้าเอง หัวหน้าโดยมากก็จะแบ่งเงินให้กับลูกน้องเท่ากัน เพื่อไม่ให้เกิดการครหานินทาขึ้น แต่ผลที่ตามมาคือ คนที่ทำงานได้ดี จะไม่เห็นความแตกต่างของการขยันทำงาน เพราะไม่ว่าจะขยันหรือไม่ขยันก็ได้เงินเท่ากัน และนั่นหมายถึงการที่องค์กรไม่สามารถรักษาคนเก่งไว้ได้

ในขณะที่หัว หน้าบางคนอาจจะแบ่งให้ตามความสามารถ แต่ก็อย่างว่า นานาจิตตัง ลูกน้องหลายคนก็จะมองว่าหัวหน้าให้แต่คนสนิท คนที่ไม่สนิทก็ได้น้อยหน่อย แม้หัวหน้าจะพยายามชี้แจงแล้ว แต่ถ้าลูกน้องได้โบนัสน้อย ส่วนมากก็จะหาว่า หัวหน้าแก้ตัวให้กับตัวเอง ทั้งนี้เพราะเกณฑ์การตัดสินใจทุกอย่างขึ้นอยู่กับหัวหน้า องค์กรไม่มีหลักอะไรให้กับหัวหน้างานเลย

ดังนั้นการใช้ forced ranking จะเป็นการประเมินผลที่พยายามแยกคนที่ทำงานดีออกจากคนที่ทำงานไม่ดีอย่าง ชัดเจน ซึ่งจะทำให้องค์กรสามารถตอบแทนพนักงานตามความสามารถของเขาจริงๆ แม้จะค่อนข้างขัดกับความรู้สึกของคนไทย ที่มองว่าคนเรามันก็มีทั้งดีและไม่ดีในตัวของตัวเอง แต่วิธีการ forced ranking ณ ตอนนี้ ถือว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการเก็บรักษาคนเก่งคนดีไว้ภายในองค์กร

เพราะวิธีการนี้ จะทำให้องค์กรสามารถ จ่ายผลตอบแทนได้ถูกต้อง และพนักงานก็จะเห็นถึงความแตกต่างในการทำงานดีกับการทำงานไม่ดี

แต่ อย่างไรก็ตาม forced ranking ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีอย่างเดียว forced ranking ก็มีข้อเสียเช่นกัน ซึ่งก็คือ คนที่ได้เกรด B หรือคนที่อยู่ในระหว่างกลางของเกรด (gray area) อาจเกิดอาการน้อยใจได้ หรือกรณีที่องค์กรกำหนดให้เกรด A มี 2 คน แต่ในความเป็นจริงแล้วคนในทีมอาจจะสมควรได้รับเกรด A 3 คน ซึ่งตรงจุดนี้อาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้

แต่ทั้งนั้นระบบ forced ranking ถือว่าเป็นระบบที่มีข้อเสียน้อยที่สุดในปัจจุบัน องค์กรใหญ่ๆ หลายองค์กร ทั้งระดับนานาชาติและระดับชาติ ต่างหันมาสนใจใช้ระบบ forced ranking กันมากขึ้น ยกตัวอย่างองค์กรยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ได้แก่ General Electric (GE)

GE เป็นบริษัทใหญ่ข้ามชาติที่มีสาขาอยู่มากมายทั่วโลก นโยบายอย่างหนึ่งของ GE ที่ทำให้องค์กรยิ่งใหญ่อยู่จนปัจจุบันนี้ คือ ข้อตกลงที่องค์กรมีกับพนักงานตั้งแต่ก่อนเริ่มงานว่า พนักงานมีโอกาสแค่ 2 G เท่านั้น คือ ถ้าไม่ Grow (เติบโต) ก็คือ Go (ออกไป) ส่วนพนักงานจะ Grow หรือ Go นั้น ขึ้นอยู่กับผลการทำงาน เมื่อถึงเวลาประเมินผลปลายปี ถ้าผลการทำงานของพนักงานอยู่ในระดับ 10% สุดท้ายของพนักงานทั้งหมดขององค์กร ทางองค์กรจำเป็นต้องให้พนักงาน Go

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าแผนกของคุณมีคนอยู่ 20 คน เมื่อถึงเวลาปลายปีหลังประเมินผลการทำงาน 2 คนใน 20 คนนี้จะถูกให้ออก แล้วแผนกก็จะรับคนใหม่เข้ามาแทน 2 คนนี้ แม้หลายคนจะมองว่าความมั่นคงในการทำงานค่อนข้างต่ำ แต่ที่ GE นั้น เขาจ่ายค่าจ้างดีมาก และยิ่งถ้าคุณมีผลงานดีด้วยแล้ว แทบไม่ต้องพูดถึงค่าตอบแทนเลย (อย่างที่ตามหลักการการบริหารการเงินบอกไว้ high risk, high return (ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนก็สูง)

ดังนั้น ถ้าองค์กรของคุณหันมาใช้วิธีการ ประเมินผลการทำงานผ่านระบบ forced ranking แล้วละก็ แสดงว่าองค์กรของคุณเล็งเห็นถึงความสำคัญของคนที่ทำงานดีมีผลงานเด่น
ที่มา : http://shine-management-tips.blogspot.com/2008/02/forced-ranking.html