วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


   แนวปฏิบัติที่ดี กิจกรรม 5 ส มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

นวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพ (Quality Teaching Innovation)



การแจก Tablets การให้อิสระกับทรงผม และการลดการบ้านในส่วนของนักเรียน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนทั่วไปรับรู้ผ่านสื่อสารมวลชน รวมทั้งการเพิ่มเงินเดือน ค่าตอบแทน และตำแหน่งที่สูงขึ้นของครูและบุคลากรทางการศึกษาขั้นพื้นฐานจนมากกว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยและข้าราชการอื่นๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ ล้วนเป็นกระบวนการของความพยายามที่จะทำให้เกิดคุณภาพทางการศึกษาที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้เมื่อมีการจัดอันดับคุณภาพทางการศึกษาใน ประชาคมโลก

ปรากฏการณ์ต่างๆ ดังกล่าวที่รับรู้ได้นั้นเป็นเพียงส่วนย่อย (Atomistic) ของกระบวนการองค์รวม (Holistic) เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เนื่องจากคุณภาพการศึกษาเป็นเป้าหมายทางอุดมคติที่สูงมาก และต้องใช้กระบวนการบริหารจัดการที่ซับซ้อนเพื่อการดำเนินการให้เกิดคุณภาพ ทางการศึกษา จึงไม่อาจดำเนินการเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วจะทำให้ เกิดผลสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการตัดสินคุณค่าหรือการประเมินกระบวนการหรือส่วนย่อยต่างๆ เพียงส่วนเดียว ทั้งด้านบวกหรือด้านลบ ด้วยการใช้ความรู้ ประสบการณ์ สามัญสำนึก หรือใช้กระบวนการวิจัยก็ตาม จึงไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะส่งผลอ้างอิงไปถึงการยกระดับคุณภาพการศึกษาในองค์รวม ได้

นวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพหรือ “Quality Teaching Innovation” เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นจากที่ประชุมโครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษา หรือ HERP (HERP = Higher Education Research Promotion) ครั้งที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 มกราคม 2556 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม (HERP เป็นโครงการภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้จัดสรรทุนวิจัยและทุนการศึกษาระดับปริญญาเอกให้กับมหาวิทยาลัย 70 แห่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2554) โดยมี ดร.พิศิษฐ์ วรอุไร นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เป็นผู้ริเริ่มให้นำนวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพทดลองใช้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ที่ท่านเคยเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏดังกล่าว

การเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งสามแห่งดังกล่าวสำหรับการเริ่มต้นโครงการนวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพเนื่องจากต้องการความร่วมมือจากผู้บริหารของมหาวิทยาลัยในการเริ่มต้น ประกอบกับมหาวิทยาลัยราชภัฏดังกล่าวมีชื่อเสียงและมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ของการเป็นโรงเรียนฝึกหัดครู และพัฒนามาสู่การเป็นวิทยาลัยครู และเป็นสถาบันอุดมศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในปัจจุบันตามลำดับ

มหาวิทยาลัย ราชภัฏจึงมีบุคลากรและองค์ความรู้สำหรับการสอนที่มีคุณภาพอยู่มาก นอกจากนั้นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏยังมีความหลากหลาย มีนักศึกษาที่มีความสามารถทางสติปัญญาสูงจำนวนมากที่สามารถจะเรียนสาขาวิชา ที่เป็นที่นิยม ในมหาวิทยาลัยที่ได้รับความนิยม แต่พวกเขาเหล่านั้นเลือกที่จะเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏเพราะเป็นมหาวิทยาลัยใน ถิ่นฐานของตน นอกจากนั้นยังมีนักศึกษาที่สนใจหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏและตรงกับความ ต้องการ เนื่องจากมหาวิทยาลัยราชภัฏมีหลักสูตรที่หลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติได้จำนวนมาก มีความเป็น Comprehensive University มากขึ้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานไปศึกษาที่อื่น และประการสำคัญมากคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นสถานศึกษาของรัฐ มีค่าใช้จ่ายในการศึกษาไม่มาก และมีศักดิ์และสิทธิ์แห่งปริญญาเท่าเทียมกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทุกประการ จึงทำให้มีนักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีความหลากหลายกว่ามหาวิทยาลัย อื่นๆ

จากเหตุผลหลักด้านบุคลากรและองค์ความรู้ทางด้านคุณภาพทางการส อน กับความหลากหลายของนักศึกษา จึงทำให้มหาวิทยาลัยราชภัฏมีความเหมาะสมที่จะนำนวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพมาทดลองใช้เพื่อพัฒนาเป็นรูปแบบของการเรียนการสอนที่มีคุณภาพสำหรับ มหาวิทยาลัยราชภัฏอื่นๆ และสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ที่ต้องการนำไปพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนต่อไปได้

การสร้างนวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพ

นวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพ นอกจากจะเป็นสิ่งใหม่ตามความหมายของความเป็น นวัตกรรมในลักษณะต่างๆ แล้ว (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://met.fte.kmutnb.ac.th/images/diffusion.pdf ) ยังต้องมีความสอดคล้องกับรูปแบบความสัมพันธ์ของคนในสังคมอีกด้วย นวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพ เป็นนวัตกรรมในรูปแบบของ ความคิดเชิงคุณภาพ” (Quality Thinking) ซึ่งเกิดจากกระบวนการสำคัญ 5 ขั้นตอน ได้แก่

1. ขั้นการสรุปบทเรียน (Lesson Learned) เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ทางด้านการสอน จากการจัดกิจกรรมการสอน เทคนิคและวิธีการสอน สื่อการสอน และการวัดและประเมินผลที่ประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงให้กับ มหาวิทยาลัยราชภัฏมาโดยตลอด ในขั้นตอนนี้บุคลากรที่เคยสร้างผลงานการสอนที่มีคุณภาพ หรือบุคลากรประจำการที่มากด้วยประสบการณ์ควรได้รับการเชิญมาร่วมกันทำการ สรุปบทเรียน

2. ขั้นการถอดบทเรียน (Lesson Distilled) เป็นการกลั่นกรององค์ความรู้ต่างๆ จากการสรุปบทเรียนและเชื่อมโยงกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป ทั้งในรูปแบบของความสัมพันธ์ในสังคม วิถีชีวิตของอาจารย์และนักศึกษา เทคโนโลยีที่เหมาะสม ความพร้อมของฝ่ายสนับสนุน ตลอดจนระดับเศรษฐกิจหรือค่าใช้จ่ายของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นักศึกษา อาจารย์ และมหาวิทยาลัยที่จะสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ประเด็นสำคัญในขั้นนี้คือ ค่านิยมคุณภาพ ที่อาจมีความเห็นที่แตกต่าง เช่น ค่านิยมคุณภาพในด้านของความเป็นเลิศ (Excellence) หรือคุณภาพในด้านเพียงเพื่อการสนองได้ตรงตามความต้องการ (Fit to the Needs) ซึ่งต้องหาความพอดี หรือข้อตกลงระหว่างค่านิยมคุณภาพทั้งสองประการนี้ในบริบทของมหาวิทยาลัย ราชภัฏให้ได้

3. ขั้นการเข้ารหัสนวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพ (Quality Teaching Innovation Encoded) เป็นขั้นที่เกิดรูปแบบนวัตกรรมความคิดเชิงคุณภาพทางการสอน อาจเป็นกลุ่มของคำ วาทกรรม หรือเป็นภาษาคำพูดที่สามารถจดจำได้ง่าย อาจมีการสร้างสัญลักษณ์ (Symbol) หรือสัญรูป (Icon) เป็นตัวแทนของนวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพ ซึ่งจะสามารถจดจำนำไปใช้เป็นแนวทางของการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ อาจจะอยู่ในรูปของ Apps สำหรับ Tablets และ Smart Phones ในขั้นตอนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามาก อาจเกิดขึ้นพร้อมๆ กับขั้นของการถอดบทเรียน และเป็นผลของการที่ได้ถอดบทเรียนแล้ว การเข้ารหัสนวัตกรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ผ่านขั้นตอนของการสรุปบทเรียนและ ถอดบทเรียนมาก่อน (Apps หมายถึง Application Software เป็นโปรแกรมที่ออกแบบสำหรับการใช้งานตามจุดประสงค์เฉพาะกับอุปกรณ์เฉพาะ อย่าง)

4. ขั้นการถอดรหัสนวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพ (Quality Teaching Innovation Decoded) สำหรับนำไปใช้ในการสอน จะเห็นว่านวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพนั้นไม่ได้เป็นชุดการสอน บทเรียนสำเร็จรูป หรือมอดูลเพื่อนำไปใช้สอน แต่เป็นรูปแบบความคิดทางการสอนที่ต้องนำไปถอดรหัสก่อน อาจารย์มหาวิทยาลัยมีความสามารถทางการสอนอยู่แล้ว มีความเชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหา มีความเข้าใจบริบทของการเรียนการสอนในชั้นเรียนของตนอยู่แล้ว การมีรูปแบบนวัตกรรมการสอนเชิงความคิดไปใช้ด้วยการถอดรหัสตามบริบทและความ ถนัดของอาจารย์แต่ละท่าน อาจจะผ่านทาง Apps ต่างๆ จะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจ กระตุ้นการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนให้เกิดขึ้น

5. ขั้นการเผยแพร่นวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพ (Quality Teaching Innovation Diffusion) การเผยแพร่ให้เกิดการยอมรับนวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพ มีรูปแบบ วิธีการต่างๆ ทั้งกระบวนการทางบริหารและการสั่งการ ซึ่งผู้บริหารจะมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ด้วยวิธีการนี้ ทั้งในส่วนของการ สนับสนุนปัจจัยพื้นฐานของการใช้นวัตกรรม และรวมทั้งการกำหนดมาตรการต่างๆ ทางการบริหารจัดการเพื่อการส่งเสริมการใช้นวัตกรรม การได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารจึงมีความจำเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นยังมีกระบวนการทางสังคม และกระบวนการเผยแพร่ที่ใช้วิธีการเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อการเผยแพร่นวัตกรรม (ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก http://met.fte.kmutnb.ac.th/images/diffusion.pdf )

การ ถอดรหัสนวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพ (Quality Teaching Innovation Decoded) เป็นภารกิจที่ขึ้นอยู่กับสมรรถนะทางการสอน และความรับผิดชอบของอาจารย์ผู้สอน ซึ่งจะสอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะการจะเผยแพร่นวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพให้กับอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏ นั้นต้องยอมรับความเป็นจริงว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยเชื่อมั่นในการสอนของตนเอง มาก การหยิบยื่นนวัตกรรมการสอนสำเร็จรูปให้นอกจากจะไม่เหมาะสมแล้วยังไม่สอด คล้องกับบริบทในบทบาทของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอีกด้วย

การนำเส นอนวัตกรรมในรูปแบบ ความคิดเชิงคุณภาพของการสอน เพื่อให้อาจารย์นำไปถอดรหัสแล้วเลือกกระบวนการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่ตน เองจะเป็นแนวทางที่ประสบความสำเร็จได้อย่างมาก และยังนำไปสู่การวิจัยต่อยอดทางด้านการสอนได้อีกมากเช่นกัน ภารกิจที่สำคัญของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งสามแห่งที่เข้าร่วมโครงการ "นวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพ" คือ ต้องค้นหา หรือพัฒนานวัตกรรมการสอนที่มีคุณภาพให้เกิดขึ้นให้ได้เสียก่อน ถึงแม้จะเป็นองค์ประกอบย่อย ระดับ Atomistic ขององค์รวมคุณภาพของการศึกษาระดับ Holistic ก็ตาม

การช่วยกันเริ่ม ต้นลงมือทำสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าองค์ประกอบย่อย (Atomistic) ให้ดีก่อน แล้วค่อยๆ พัฒนาขยายออกไปให้ใหญ่ขึ้นและกว้างขวางมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาแบบองค์รวม (Holistic) เป็นความคิดที่อยู่เบื้องหลังของโครงการนี้

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/edu/324340

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

ชุมชนผู้ทรงปัญญา (Community of Scholars)

เสียงประกาศว่า “Welcome to the Community of Scholars” หมายถึง ยินดีต้อนรับสู่ชุมชนผู้ทรงปัญญาจะดังขึ้นในพิธีรับปริญญาบัตรระดับดุษฎีบัณฑิตหรือปริญญาเอกของมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการแสดงถึงความยินดีที่ได้ต้อนรับกลุ่มบุคคลที่มีความสามารถทางปัญญา กลุ่มใหม่ โดยมีนัยของความหวังเพื่อให้มาร่วมกันใช้ปัญญาในการพัฒนาประเทศชาติหรือมวล มนุษยชาติให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป

“Community of Scholars” ยังได้ถูกนำไปใช้ในลักษณะต่าง ๆ เช่นนำไปใช้เป็นชื่อของหลักสูตร โครงการ สถาบันหรือหน่วยงาน รวมทั้งกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดกันโดยมีความหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางปัญญาหรือการใช้สติ ปัญญาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ จนทำให้ Community of Scholars มีความหมายมากกว่าความหมายตามตัวอักษร

ชุมชนผู้ทรงปัญญาเป็นการให้ความหมายในภาษาไทยที่ค่อนข้างโน้มเอียงไปตามตัวอักษร การขยายความจึงมีความจำเป็นเพื่อความเข้าใจร่วมกันสำหรับการกล่าวถึงชุมชน ผู้ทรงปัญญาในแต่ละกลุ่มสังคม หรือกลุ่มวิชาชีพต่างๆ เนื่องจากกระบวนการทางสังคมไทยและสังคมโลกในปัจจุบันไม่ส่งเสริมการแบ่งแยก ชนชั้น หรือการแยกกลุ่มตามสถานภาพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา เชื้อชาติ ศาสนา ถึงแม้ว่าความแตกต่างเหล่านั้นมีปรากฏอยู่จริงในทุกสังคม แต่การพยายามเพื่อขจัดความแตกต่างมีอยู่ในทุกสังคมเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การยอมรับสิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคลอย่างเท่าเทียมกันในการได้รับสวัสดิการ จากรัฐ จากการบังคับใช้กฎหมาย หรือจากการบริการสาธารณะต่าง ๆ

อย่าง ไรก็ตาม กลุ่มบุคคล ที่มีความเหมือนกันในด้านต่างๆ เช่น เชื้อชาติเดียวกัน ศาสนาเดียวกัน หรือความสนใจเหมือนกันก็จะรวมกันเป็นชุมชนทั้งที่เป็นรูปนัย เช่น ชมรม สมาคม และยังมีชุมชนที่เป็นอรูปนัยหรือไม่มีการก่อตั้งอย่างเป็นทางการ ไม่มีสถานที่ตั้ง ไม่มีการจดทะเบียนหรือมีกฎหมายรับรอง ตัวอย่างเช่น ชุมชนผู้ทรงปัญญา เป็นชุมชนอรูปนัย เป็นชุมชนที่สมาชิกของชุมชนมีเพียงความรู้สึกร่วมกันว่าเป็นผู้ที่อยู่ใน กลุ่มคนที่ใช้ความสามารถทางปัญญาเป็นส่วนมากในการประกอบอาชีพและทำกิจกรรม ต่างๆ สมาชิกของชุมชนผู้ทรงปัญญาส่วนมากจึงเป็นอาจารย์สถาบันอุดมศึกษา และนักวิชาการในแขนงวิชาต่างๆ การสื่อสารในกลุ่มผ่านทางการประชุม สัมมนา งานวิจัย และบทความวิชาการที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการเป็นสำคัญ

การ เป็นสมาชิกของชุมชนผู้ทรงปัญญานั้นไม่ต้องมีการกรอกใบสมัคร ไม่มีการจดทะเบียน และไม่มีแม้กระทั่งการประชุมประจำปี แต่เป็นความรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ที่สังคมยอมรับให้เป็นผู้ทรงปัญญา สามารถใช้ความคิด ความรู้ ความเห็นของคนเหล่านั้นเป็นแหล่งอ้างอิง หรือชี้นำทางวิชาการให้กับสังคมได้ การเป็นที่พึ่งทางวิชาการให้กับสังคมโดยนักวิชาการที่มีความรู้ความสามารถ เริ่มเป็นที่ประจักษ์มากขึ้นในสังคมไทย ดูได้จากเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในสังคม สื่อมวลชนจะเชิญนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญหรือมีความรู้เกี่ยวกับเรื่อง นั้นอย่างดีมาเป็นผู้ให้ความรู้ความเข้าใจกับสังคม ตัวอย่างเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือข้อพิพาทต่างๆ ทั้งที่เกิดขึ้นภายในประเทศและระหว่างประเทศ นักวิชาการเหล่านั้นจะสามารถให้ความเข้าใจได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

การ เป็นที่พึ่งทางวิชาการให้กับสังคมนั้นได้ถูกกำหนดไว้เป็นภารกิจหนึ่งในสี่ ของสถาบันอุดมศึกษา คือ การบริการทางวิชาการให้กับสังคม ภารกิจอื่นๆ อีกสามภารกิจได้แก่ ผลิตบัณฑิต วิจัย และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ความรับผิดชอบในการบริการทางวิชาการจึงทำให้สมาชิกของชุมชนผู้ทรงปัญญาส่วน มากจึงอยู่ในสถาบันอุดมศึกษา เนื่องจากสมาชิกของชุมชนผู้ทรงปัญญาไม่มีกฎ กติกา หรือระเบียบวินัยเป็นลายลักษณ์อักษร สำนึกแห่งตนจึงมีความสำคัญมาก การแสดงความรู้ ความคิดเห็นให้กับสังคมจึงจำเป็นต้องมีความระมัดระวัง ปราศจาก อคติต่าง ๆ ทั้ง 4 ประการได้แก่ โกรธ ชอบ หลง และ กลัว สังคมจึงจะได้ประโยชน์จากการใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาการอย่างแท้จริง

อย่าง ไรก็ตาม วิถีชีวิตของนักวิชาการหรือนักปรัชญาผู้ยึดมั่นในภูมิปัญญาแห่งตนจำนวนมากใน อดีต เช่น Socrates, Plato, Aristotle, และ Galileo อาจจะสร้างความน่าหวาดกลัวภัยที่เกิดขึ้นจากการแสดงทรรศนะ ความคิด ความเห็นของตนต่อสังคม แต่การเรียนรู้ในวิถีชีวิตและความเป็นไปของสังคมในแต่ละยุคสมัยจะช่วยให้ สมาชิกของชุมชนผู้ทรงปัญญาสามารถปรับตัว และเลือกใช้ช่องทางการเผยแพร่ความรู้ ความคิดอย่างบริสุทธิ์ใจของตนได้อย่างปลอดภัย

ในโอกาสที่ประเทศไทย ปัจจุบันมีพัฒนาการทางด้านการศึกษาถึงระดับที่สามารถผลิตดุษฎีบัณฑิต หรือปริญญาเอกในหลายสาขาวิชาได้โดยไม่ต้องข้ามน้ำ ข้ามทะเลไปศึกษาในต่างประเทศ ในแต่ละปีมีผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจำนวนมากขึ้นๆ นั่นหมายถึงการเพิ่มขึ้นของสมาชิกชุมชนผู้ทรงปัญญา สังคมไทยจะได้มีที่พึ่งทางวิชาการจากสมาชิกของชุมชนผู้ทรงปัญญามากขึ้นภาย ใต้บริบทของสังคมไทย โดยไม่ต้องพึ่งภูมิปัญญาต่างชาติ หรือภูมิปัญญานำเข้าซึ่งได้ประจักษ์หลายครั้งหลายเรื่องว่าไม่อาจแก้ปัญหา ให้กับสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน นอกจากนั้นยังได้สร้างปัญญาใหม่ให้กับสังคมไทยอีกด้วย

มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มีหลักสูตรระดับดุษฎีบัณฑิต หรือปริญญาเอกมานานกว่า 20 ปี ผลิตนักวิชาการและนักวิชาชีพตั้งแต่ระดับช่างฝีมือ ช่างเทคนิค และระดับวิชาชีพชั้นสูง รับใช้สังคมมาเป็นเวลาช้านานนับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2502 เคยเป็นที่รู้จักในนาม "เทคนิคไทย-เยอรมัน" และในปี พ.ศ. 2556 มีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรให้กับผู้สำเร็จการศึกษาในวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556 ในปีนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตหรือปริญญาเอกหลายสาขาวิชา

มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ มีระบบการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพการผลิตนักศึกษาหลายขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพของผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอก เพื่อต้องการให้มีสมาชิกของชุมชนผู้ทรงปัญญาที่มีคุณภาพ และถือเป็นโอกาสที่ดีในการต้อนรับสมาชิกใหม่ของชุมชนผู้ทรงปัญญา และฝากความหวังกับสมาชิกชุมชนผู้ทรงปัญญาในปัจจุบันให้เป็นที่พึ่งให้กับ สังคมรวมทั้งสมาชิกใหม่ เพื่อร่วมมือกันพัฒนาชาติบ้านเมืองและสังคมให้โลกนี้น่าอยู่สืบไป
 โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์
 

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

หลักสูตรการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งของสถาบันอุดมศึกษา ที่มีผลการประเมิน "ผ่าน" จากการตรวจประเมินโดย ผู้ทรงคุณวุฒิในปีงบประมาณ 2555 และได้รับการ รับทราบแล้วโดยคณะกรรมการการอุดมศึกษา

มหาวิทยาลัยศิลปากร 2 หลักสูตร
    -  ลำดับที่ 27หลักสูตร วิทยาศาสตรบัณฑิต เทคโนโลยีสารสนเทศธุรกิจ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
    -  ลำดับที่ 28 หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการออกแบบ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ที่มา : http://www.mua.go.th/users/bhes/front_home/off-campus/data_15-02-56.pdf

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

คำถาม 15 ข้อที่คาใจ : EdPEx




1. ได้ยินว่า จะนำ EdPEx มาใช้กับสถาบันอุดมศึกษา แล้วจะเอา QA ไปทิ้งไว้ที่ไหน

ถ้าจะตอบว่าไม่ทิ้ง ก็คงจะหงุดหงิด เรามาตั้งต้นกันอย่างนี้นะคะ

QA คือ ระบบประกันคุณภาพที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่า สถาบันอุดมศึกษาต้องกำกับดูแลกันตามลำดับชั้น

-สำหรับการประกันคุณภาพภายใน เกณฑ์และตัวบ่งชี้เป็นข้อกำหนดตามกฎกระทรวง

-สำหรับการประกันคุณภาพภายนอก เกณฑ์และตัวบ่งชี้กำหนดโดย สมศ

สถาบันอุดมศึกษายังคงต้องทำ QA ตามที่กฎหมายกำหนด และเมื่อทำ QA ไประยะหนึ่งแล้ว

หากสถาบันต้องการเครื่องมือเพื่อพัฒนาคุณภาพองค์กรไปสู่ความเป็นเลิศและเชื่อมโยงระหว่างเรื่องที่จำเป็นที่ต้องสัมพันธ์กันอย่างชัดเจน ทั้งในการวางแผน การปฏิบัติ และการติดตามผล เกณฑ์ EdPEx จะเป็นกรอบคุณภาพที่จะแก้ข้อจำกัดนี้ได้ ซึ่งเป็นไปตามความสมัครใจของผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ ไม่ใช่เกณฑ์บังคับ



2. EdPEx คืออะไร

EdPEx ย่อมาจาก “Education Criteria for Performance Excellence” หรือเกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการตามแนวทางของเกณฑ์ Malcolm Baldrige National Quality Award: MBNQA ที่เป็นต้นแบบของรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award: TQA) เกณฑ์ EdPEx คือกรอบที่ทำให้มอง/คิดและบริหารองค์กรในเชิงระบบ (มองทุกระบบเชื่อมโยงกันหมด) และช่วยให้ในการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน จากจุดเน้นที่เป็นเรื่องหลักของสถาบันของเราจริงๆ

แม้เกณฑ์ Baldrige จะมี 3 ฉบับ คือ ภาคธุรกิจและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ภาคการดูแลสุขภาพ และภาคการศึกษา แต่ทั้ง 3 ฉบับเป็นเรื่องเดียวกัน มีหลักการต่างๆ เหมือนกัน ทุกประการ จะแตกต่างก็เพียงศัพท์เฉพาะสาขาเท่านั้น เช่น แทนที่จะใช้คำว่าลูกค้า เพียงอย่างเดียว ในเกณฑ์ EdPEx จะใช้คาว่าผู้เรียนในหลายๆตอนด้วย สำหรับในภาคธุรกิจ ผู้รับบริการ คือ ลูกค้า ภาคสุขภาพ ผู้รับบริการ คือ ผู้ป่วย 

3. คนไทยเราชอบเลียนแบบฝรั่ง โดยไม่ดูว่าจะเข้ากับเราได้มากน้อยแค่ไหน ในกรณีของ EdPEx นั้น เป็นการนำเกณฑ์ Baldrige มาใช้ทั้งหมดอีกแล้ว จะเหมาะกับไทยหรือไม่

ต้องเรียนว่าเกณฑ์นี้ได้นำมาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ ปี 2545 โดยปรับเป็นไทย และใช้ชื่อว่าเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ เรามาพิจารณาที่คุณค่าของเกณฑ์กันดีกว่าค่ะ ถ้าเรื่องใดทำให้เราสามารถพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ และเพิ่มสมรรถนะในการแข่งขันได้อย่างก้าวกระโดด ก็อย่าไปสนใจเลยค่ะว่าได้มาอย่างไร เกณฑ์ Baldrige เป็นเกณฑ์ที่ชี้แนะว่า เรื่องไหนมีความสำคัญต่อการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศขององค์กร โดยจะเสนอข้อคำถามให้เราค้นหาคำตอบเอง ไม่ระบุตัวบ่งชี้ และไม่บังคับให้ต้องใช้เครื่องมือใดๆ เพราะบริบทขององค์กร/สถาบัน แต่ละแห่งจะแตกต่างกัน

มหาวิทยาลัย/คณะ ของเราต้องมาตั้งต้นตอบคำถามด้วยกันเองว่า สถาบันของเรา มีคุณลักษณะที่สาคัญและสภาวะการณ์เชิงกลยุทธ์ของสถาบันเป็นอย่างไร เราจะกำหน ด กลยุทธ์และแนวทางต่อไปอย่างไร เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ และแม้ว่าเราจะศึกษาจากรายงานของสถาบันอุดมศึกษาของต่างชาติที่ได้รางวัล หรือของสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ได้เริ่มนำเกณฑ์ EdPEx ไปใช้มาลองปรับใช้ เราก็จะพบเองว่าเรื่องของคุณภาพลอกกันเต็มๆไม่ได้ เพราะสภาพแวดล้อม จุดเด่น บุคลากร สมรรถนะหลัก ฯลฯ ของแต่ละองค์กร ไม่เหมือนกัน เกณฑ์ EdPEx นี้ จึงเหมาะกับทุกแห่งที่มีผู้นำและประชาคมซึ่งต้องการจะพัฒนาสถาบัน อย่างมีระบบแบบประสานสัมพันธ์ ในทุกด้านของการจัดการอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับกำลังความสามารถ จุดเน้นและความพร้อมที่แท้จริงของตน

ฟังดูแล้วอาจจะยากขึ้นไปอีกนะคะ แต่ก็ต้องเรียนว่า สำหรับสถาบันการศึกษา ในประเทศไทย อาจกล่าวได้ว่า การพัฒนาคุณภาพดำเนินมาระยะหนึ่งแล้ว อันที่จริงคือ เรามีคุณภาพในระดับหนึ่งแล้ว ทำไมเราไม่มาช่วยกันหาคำตอบเพื่อเป็นต้นแบบและทางเลือก ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดียิ่งๆขึ้นไปดีกว่าไหมคะ



4. ถ้าใช้ EdPEx แล้ว ไม่เห็นปลายทางที่สิ้นสุด ทำให้สิ้นหวังตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำ จะทำยังไงดี

การพัฒนาคุณภาพด้วยความเป็นเลิศ ไม่ว่าจะด้วยระบบใดก็ตาม เป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จึงไม่มีจุดสิ้นสุดตราบใดที่เรายังทำงานอยู่ แต่องค์กรจะได้เห็น การพัฒนาของตนเองอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทำงานที่ดีขึ้น หรือผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น เมื่อเห็นแล้ว เราจะรู้สึกสนุก สนใจค้นคว้าเพิ่มเติม และสื่อสารระหว่างกันมากยิ่งขึ้น โดยจะไม่หยุดพัฒนาเอง เหมือนการท่องเที่ยวที่เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง แต่อยู่ที่ความสวยงามของเส้นทางที่เดินไป

การล้มเลิกตั้งแต่ต้น เท่ากับว่า เราหยุดการพัฒนาตนเองและสถาบัน ซึ่งจะทำให้สถาบันของเราถูกทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ เพราะมหาวิทยาลัยอื่นๆ จะมีพัฒนาการต่อเนื่อง และอาจจะทำให้ การอุดมศึกษาไทยมีโอกาสน้อยลงๆที่จะแข่งขันหรือได้รับการยอมรับจากนานาชาติได้เต็มที่อีกด้วย 

5. สถาบันอุดมศึกษา มีหน้าที่ต้องทำวิจัยด้วย ในเกณฑ์ EdPEx ไม่เห็นพูดไว้ที่ไหนเลย

นี่ละค่ะ เป็นตัวอย่างที่สาคัญมากเลย สมมติว่า มหาวิทยาลัยของเรากำหนดตัวเอง ว่าเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย พันธกิจที่สาคัญ 1 พันธกิจ ก็คือการวิจัยถูกไหมคะ ก็มีอยู่แล้วไง ในโครงร่างองค์กร ที่เราต้องดูต่อก็คือ เรามีความท้าทายและความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ มากน้อยเพียงใด สมรรถนะหลักของเราคือการวิจัย หรือ ถ้าไม่ใช่ แล้วจำเป็นก็ต้องสร้าง โดยกลุ่มผู้นำต้องไปกำหนดไว้เป็นวิสัยทัศน์และสื่อสารไปยังผู้เกี่ยวข้องในหมวด 1 กาหนดไว้เป็นแผนกลยุทธ์ ในหมวด 2 กำหนดตัวชี้วัดในหมวด 4 สร้างกระบวนการในหมวด 6 พัฒนาบุคลากร ในหมวด 5 หาลูกค้าซึ่งอาจหมายถึงผู้ให้ทุนหรือผู้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยในหมวด 3 และแสดงผลลัพธ์ในหมวด 7 ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จและเป็นเลิศ ตรงนี้ทุกคนในองค์กรต้องช่วยกันค่ะ สถาบันใดทำได้ดีกว่าเร็วกว่า ก็มาแบ่งปันวิธีการกัน เพื่อให้สถาบันเพื่อนๆได้แสวงหาแนวทางใหม่ๆ มาแลกเปลี่ยนกันต่อไป

ที่บอกว่า EdPEx ไม่ได้กล่าวถึงการวิจัย หากดูในอภิธานศัพท์ในหนังสือ เกณฑ์ EdPEx คาว่าหลักสูตร และบริการที่ส่งเสริมการเรียนรู้ได้รวมถึงการวิจัยด้วย แต่มหาวิทยาลัยจะให้น้ำหนักเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละสถาบัน

นี่คือตัวอย่างที่ดีของความหมายของคาว่าบริบท เกณฑ์ EdPEx จะไม่กำหนดว่า เรื่องใดเป็นหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษา อยู่ที่ผู้นาไปใช้ที่จะพิจารณาเองว่า ในสถาบัน ของตนนั้น มีพันธกิจสาคัญด้านใด และเป็นเรื่องที่ตกลงกันเองในสถาบัน ถ้าเห็นว่า มหาวิทยาลัยของเราต้องเน้นด้านวิจัยอย่างมาก เพื่อให้โดดเด่นขึ้นหรือเพื่อให้ทุกคนเพิ่มความสาคัญและมุ่งงานด้านวิจัยให้มากขึ้น มหาวิทยาลัย/คณะของเราเองจะต้องกาหนด ให้ชัดขึ้น ตามแนวคิดที่เราอยากทำและอยากเน้น



6. ทำให้เกณฑ์ EdPEx เข้าใจง่ายขึ้นกว่านี้ได้หรือไม่

เคยมีผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพบอกไว้ว่า คุณภาพไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง ถ้าเป็นหลักธรรมก็ต้องปฏิบัติค่ะ จึงจะรู้แจ้ง การรวมกลุ่มกันลงมือทำเอง ความจริงอยากจะเรียกว่า ศึกษาร่วมกัน แลกเปลี่ยนถกแถลงกัน จะทำให้ ยิ่งเข้าใจได้ลึกซึ้งขึ้นและคงต้องอ่าน ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยคู่กันไป ถ้ายังไม่เข้าใจตรงจุดไหน ก็อาจจะอ่านเอกสารเพิ่มเติมจากองค์กรที่ได้รับรางวัลที่จะให้แนวปฏิบัติซึ่ง จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น  ที่จริง มีความพยายามอยู่เหมือนกัน แต่คงร่วมมือกันที่จะช่วยกันรวบรวมและเขียนตัวอย่างต่างๆ เพื่อประกอบกับหมวด/หัวข้อในเกณฑ์ ซึ่งน่าจะช่วยได้อีกทางหนึ่ง

7. ไม่ชอบเลยที่ในเกณฑ์ EdPEx ใช้คาว่าลูกค้าแทนที่จะเรียกว่าผู้เรียน

หากดูในอภิธานศัพท์ในหนังสือเกณฑ์ EdPEx คาว่าลูกค้าหมายถึง ผู้เรียนและ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของสถาบัน เช่น คู่ความร่วมมือ ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า ผู้ใช้บัณฑิต เป็นต้น ซึ่งจะทำให้สถาบันมีมุมมองที่กว้างขึ้น เมื่อจะกำหนดหลักสูตรหรือจัดการเรียนการสอน จะต้องตอบสนองต่อความต้องการและสร้างความสัมพันธ์กับใครบ้าง

สำหรับผู้ที่ “แพ้คำว่าลูกค้าเรื่องนี้อาจต้องทำใจ คิดเสียว่า เป็นศัพท์อีกคำ ที่เตือนใจว่า หน้าที่ของเราที่มีต่อผู้เรียนนั้น มีความหมายที่เพิ่มจากความเข้าใจเดิมในอดีต ที่ให้คุณค่าของความลึกซึ้งของคาว่าครูและลูกศิษย์เมื่อมีทุนนิยมเข้ามาเกี่ยวข้อง มีเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนนักศึกษา และบุคลากร และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆที่รวดเร็ว พฤติกรรมของผู้เรียนในปัจจุบัน ก็ย่อมมีความแตกต่างไปได้ ซึ่งอาจต้องพิจารณาว่า เป็นบทบาทของคณาจารย์สมัยใหม่ใช่หรือไม่ ที่ต้องสร้างจิตสำนึกของการเคารพความเป็นครูอาจารย์และที่แน่ๆ ต้องเป็นตัวอย่างของคนคุณภาพ เพื่อให้เกิดการยอมรับและเคารพยกย่อง เพราะไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยอัตโนมัติอีกต่อไป 

8. ไม่ชอบการใช้คำว่าคู่แข่งทางด้านการศึกษา เกรงว่าจะสร้างบรรยากาศการไม่ให้ความร่วมมือ

เป้าหมายของการใช้คำว่า “คู่แข่งเพื่อให้มีการเปรียบเทียบในการพัฒนาหรือแข่งกันทำดี รวมถึงการหาแนวปฏิบัติและผลการดำเนินงานที่เป็นเลิศ แต่หากไม่ชอบจริงๆ อาจจะใช้คำอื่นที่มีความหมายเหมือนกัน เช่นคู่เทียบเคียงและการใช้ข้อมูลและสารสนเทศเชิงเปรียบเทียบ อาจเป็นข้อมูลจากองค์กรภายนอกวงการศึกษาก็ได้ 

9. ทำไมต้องตอบทุกหมวดทุกข้อ

ใครว่า! ไม่มีความจำเป็นเลย จริงๆแล้วไม่ต้องตอบทุกหมวดก็ยังได้ เลือกเอาเฉพาะที่เห็นว่ามีความสำคัญและจะช่วยพัฒนาองค์กรไปอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการจะพัฒนาสถาบันให้เป็นเลิศ สุดท้ายแล้วก็ต้องประเมินตนเองจนครบทุกหมวด เพื่อทำแผนปรับปรุง

สำหรับผู้เริ่มแรก อย่าเริ่มด้วยความพยายามที่จะตอบคำถามย่อยทุกคำถาม แต่ควรเริ่มจากความพยายามเข้าใจสถาบันของตนเอง เมื่อยังไม่ค่อยเข้าใจ ก็อาจจะเริ่มจาก การถกเถียงและหาคำตอบร่วมกันจากคาถามหลักๆ ในแต่ละหมวด โดยอิงกับข้อมูลในหน้า 58 เช่น ในหมวด 1.1 ลองตอบคำถามตามลำดับความซับซ้อนดังนี้

- เมื่อยังเพิ่งเริ่มใช้เกณฑ์ ตอบคำถามว่า ผู้นำระดับสูงนำสถาบันอย่างไร ซึ่งเป็นคาถามที่ปรากฏต่อจากหัวข้อ 1.1 ที่ตามเกณฑ์ EdPEx เรียกว่า ข้อกำหนดพื้นฐาน

- พอเริ่มเข้าใจและมีข้อมูลในสถาบันที่ชัดเจนขึ้น ตอบคำถามว่า ให้อธิบายถึงกระทำโดยผู้นำระดับสูง ในการชี้นำและทำให้สถาบันมีความยั่งยืน รวมทั้งอธิบายวิธีการที่ผู้นำระดับสูงสื่อสารกับผู้ปฏิบัติงาน และส่งเสริมให้มีผลการดาเนินการที่ดียิ่งขึ้น ที่ตามเกณฑ์ EdPEx เรียกว่า ข้อกำหนดโดยรวม

- เมื่อเชี่ยวชาญขึ้น จึงเริ่มตอบในรายละเอียด ตามข้อ ก ข้อ ข.......... ที่ตามเกณฑ์ EdPEx เรียกว่า ข้อกำหนดต่างๆ ที่เป็นคำถามในแต่ละประเด็นเพื่อพิจารณาซึ่งในหมวด 1.1 คือคำถามเช่น



ก. วิสัยทัศน์ ค่านิยม และพันธกิจ

(1) ผู้นำระดับสูงดำเนินการอย่างไรในการกำหนดวิสัยทัศน์ และค่านิยมของสถาบัน และถ่ายทอดวิสัยทัศน์ และค่านิยมดังกล่าวโดยผ่านระบบการนำสถาบันไปสู่ผู้ปฏิบัติงาน คู่ความร่วมมือ การปฏิบัติตนของผู้นำระดับสูงได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อค่านิยมของสถาบันอย่างไร

 

10. ต้องเขียนเป็นเล่มๆหรือไม่

ไม่จำเป็นเลยค่ะ วัตถุประสงค์ของโครงการนาร่องนี้ ไม่ใช่การมีรายงานส่ง ดังนั้นอาจเพียงสรุปเป็นข้อความสั้นๆ ที่เข้าใจง่ายก็เพียงพอ หรือเขียนเป็นข้อๆ เพื่อไว้เตือนตนเองว่าขณะนี้เราอยู่ที่ใด และจะต้องพัฒนาตนเองไปในทิศทางใด เรื่องอะไรบ้าง

เกณฑ์ EdPEx นี้ใช้เพื่อการประเมินตนเอง เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือความเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของสถาบันของเรา เพื่อจะได้พัฒนา ปรับปรุง และมุ่งสู่ทิศทาง ที่ถูกต้องที่สุดเท่าที่เราสามารถระบุและกระทำได้ ถ้ามีข้อมูลและประเด็นที่เราคิดว่า จาเป็นต้องรู้ ต้องบันทึกเพื่อให้เข้าใจตรงกันและเพื่อทำงานด้วยกันในทิศทางเดียวกัน ก็ควรจะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร โดยไม่จาเป็นต้องประพันธ์ยืดยาว ซึ่งอาจจะมี แต่น้ามากกว่าเนื้อและเสียเวลาเปล่าๆ แต่ถ้าไม่เขียนก็จะลืม แล้วก็มาตั้งต้นใหม่อีกนะคะ 



11. ทำไมเกณฑ์ EdPEx ไม่กำหนดตัวบ่งชี้ หรือระบุวิธีการตอบคำถามให้ชัดๆว่า คำตอบไหนเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด

ความสำเร็จและความเป็นเลิศน่าจะแปรตามอัตลักษณ์ขององค์กรนะคะ จริงอยู่ ตัวบ่งชี้พื้นฐานบางตัว อาจเป็นตัวเดียวกันในทุกองค์กร ลองถามตัวเองดูว่าเคยหงุดหงิด บ้างไหม เวลามีใครมาสั่งให้เก็บ/รายงานตัวนั้นตัวนี้ ทั้งๆที่ตัวบ่งชี้เหล่านั้นไม่ได้แสดงความสำเร็จขององค์กรเลย ทีเรื่องที่เราเก่งกลับไม่ถาม เช่น ถามว่าเงินทุนวิจัยภายในภายนอกเพิ่มขึ้นไหม ความจริง ภายนอกน่าจะเพิ่มขึ้น ภายในน่าจะลดลง เพราะแสดงถึงศักยภาพในการแสวงหาทุน ก็เห็นบ่นๆกันอยู่ ตอนนี้ได้คิดเองแล้วละค่ะ ว่าอยากแสดงอะไร ที่สื่อความสาเร็จตามแผนกลยุทธ์ แล้วถ้าไม่มีใครในบ้านเราทำเรื่องนี้ ก็ลองหาข้อมูลเปรียบเทียบกับ idol ของเรา ก็ย่อมได้นะคะ เหมือนแข่งกีฬาไงคะ จากกีฬามหาวิทยาลัย ในบ้านเป็นกีฬามหาวิทยาลัยโลกไง

การดำเนินการตามเกณฑ์ EdPEx ไม่ใช่การให้คำตอบหรือการกำหนดให้ทำตาม ตัวบ่งชี้ เรื่องนี้จึงอาจขัดใจคนหลายกลุ่มที่เคยชินกับการได้รับคำสั่งชัดเจน คนในสถาบันต้องสร้างความเคยชินขึ้นใหม่โดยร่วมกันคิดหา ตัวบ่งชี้เอง เพราะการมีบริบทของ แต่ละองค์กรแตกต่างกัน ทาให้เป็นไปไม่ได้ที่จะมีตัวบ่งชี้เหมือนกันทุกตัวหมดทุกแห่ง อย่างไรก็ตาม อาจจะมีตัวบ่งชี้ร่วม บางด้านในฐานะที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาได้ เช่น อัตราการมีงานทำ ของบัณฑิต ซึ่งแม้แต่ในเรื่องนี้ บางสถาบันก็อาจจะเห็นว่า ไม่แม่นตรงกับวิสัยทัศน์และพันธกิจของตนเต็มที่ที่มุ่งสู่ความเป็นอาเซียน โดยอาจกำหนดว่า อัตราการมีงานทำของบัณฑิตต้องเป็นไปตามสายงานในบริษัทข้ามงานในอาเซียน ก็ย่อมได้ เป็นต้น



12. การนำ EdPEx มาใช้จะเป็นการเพิ่มภาระให้กับมหาวิทยาลัยหรือไม่

เป็นคำถามที่ผู้ถามรู้คำตอบอยู่แล้วค่ะ แต่ต้องคิดให้ดีว่าคุ้มที่จะลงทุนไหม มีงานใหม่ตั้งหลายอย่างที่เรารับทำโดยไม่รู้ที่มาที่ไป และยังมองไม่เห็นอนาคต ก้มหน้าก้มตาทาไปเรื่อยๆ ถ้าทำสิ่งที่คิดแล้วว่าจะทำให้มหาวิทยาลัย ที่เราเป็นสมาชิกพัฒนาได้เร็วขึ้น ดีขึ้น ถ้าไม่ช่วยกันทำ ขณะที่คนอื่นเดินไปข้างหน้า เราคงไม่เพียงแต่หยุดนิ่ง แต่เดินถอยหลังค่ะ แล้วก็อย่ามองเฉพาะรอบๆ ตัว มองให้ไกลไปสู่ระดับสากลด้วยนะคะ เพราะเกณฑ์ EdPEx ช่วยชี้นำให้สถาบันทาในสิ่งที่เป็นพันธกิจอย่างมีคุณภาพ โดยมองถึงสิ่งที่วาดหวังกำลัง ความสามารถและสิ่งที่ท้าทายของสถาบันทั้งจากภายในและภายนอก ซึ่งจะครอบคลุม เรื่องหลักๆ ทั้งการประเมินคุณภาพภายในและภายนอก ซึ่งหากสถาบันอุดมศึกษาจัดระบบสารสนเทศที่จะเอื้อต่อการประกันคุณภาพในรูป แบบต่างๆได้ ก็จะช่วยให้ประชาคมของสถาบันสามารถดำเนินการตามข้อกำหนดได้สะดวกขึ้น 

13. ทำไมไม่ส่งเสริมให้สมัครขอรับรางวัล

โครงการนำร่องโดยใช้เกณฑ์ EdPEx นี้ เน้นให้สถาบันได้ประเมินตนเองอย่างตรงไปตรงมา เพื่อวางแผนพัฒนาสู่ความเป็นเลิศอย่างก้าวกระโดด ซึ่งมีความหมายมากกว่าการประเมินเพื่อรับรางวัล แต่หากสถาบันใดคิดว่าพัฒนาตนเองถึงระดับหนึ่ง ก็อาจสมัครเข้ารับรางวัลคุณภาพแห่งชาติได้



14. จะได้อะไรจากการใช้ EdPEx ต่อเนื่อง

หากใช้เกณฑ์ EdPEx อย่างเข้าใจและต่อเนื่อง โดยประสานกับทุกระดับได้อย่างดี จะทำให้เกิดการสื่อสารที่ดี ผู้นำและบุคลากรมีความสุขในการทำงานและต่อยอดความรู้ต่อเนื่อง เกิดความภูมิใจที่ได้รับรู้ภาพรวมของมหาวิทยาลัยและร่วมเป็นกำลังสาคัญของสถาบัน ของตนอย่างเต็มที่ เต็มใจ ทุกจุด มีการพัฒนาตนเองทั้งผู้นำ บุคลากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เรียนจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการเข้ามาศึกษาในสถาบัน รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เช่น ผู้ใช้บัณฑิต พ่อแม่ผู้ปกครอง ชุมชน โรงเรียนที่เป็นผู้ป้อนนักเรียนให้สถาบัน คู่ความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น พลังการประสานสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ จะสามารถทำให้สถาบันอุดมศึกษาไปสู่การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืนด้วยความสามารถของทุกคนในประชาคมเป็นแกนสำคัญ 



15. ถ้าโครงการนี้จบ 18 เดือนแล้ว จะมีอะไรต่อ

สกอ.มีโครงการที่จะต่อยอดอีกระดับหนึ่งให้กับสถาบันที่มีผลการดำเนินงานพัฒนาตนเอง ในโครงการนาร่องตามเป้าหมาย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ และจะนำบทเรียนนี้ไปขยายผลให้กับสถาบันอื่นที่มีความสนใจต่อไป

****************************************
ขอบพระคุณ ศ.อาวุธ ศรีศุกรี รศ.นันทนา ศิริทรัพย์
ผอ.พรทิพย์ กาญจนนิยต และดร.บุญดี บุญญากิจ ที่ได้ช่วยตอบคำถามทั้ง 14 ข้อ
และ คุณโชติมา ใช้เทียมวงศ์ และคุณลักขณา ดอกเขียว
ที่ร่วมแสดงความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์
EdPEx Website: http://www.mua.go.th/users/bhes/edpex/
Facebook: edpex
ที่มา : http://www.mua.go.th/users/bhes/edpex/doc/15faq.pdf