วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

การบริการวิชาการแก่สังคมกับการเพิ่มคุณค่าให้สถาบันอุดมศึกษาไทย

   เมื่อ เอ่ยถึงการบริการวิชาการแก่สังคม ผู้ที่อยู่ในแวดวงวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาคงรู้จักเป็นอย่างดี เพราะการบริการวิชาการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ระบุอยู่ภายใต้กฎกระทรวงว่าด้วย ระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา ข้อที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์การประกันคุณภาพการศึกษาภายใน โดยพิจารณาจากระบบและกลไกการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะวิชาและสถานศึกษา ระดับอุดมศึกษาโดยคำนึงถึงองค์ประกอบคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา 9 องค์ ประกอบ โดยมีการบริการวิชาการแก่สังคม เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ ดังนั้น การบริการวิชาการแก่สังคมจึงเป็นหน้าที่จำเป็นที่สถาบันอุดมศึกษาจะต้องทำ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตามกฎหมายนั้น
อย่าง ไรก็ตามนอกจากระเบียบของกฎกระทรวงฯดังกล่าวแล้ว การบริการวิชาการแก่สังคมของสถาบันอุดมศึกษา ยังมีเงื่อนไขอื่นๆที่ผลักดันให้สถาบันอุดมศึกษาให้บริการวิชาการแก่ สังคมอยู่ด้วย เป็นต้นว่า ความจำเป็นเชิงวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการวิจัยที่จะต้องใช้สังคมหรือชุมชนเป็นเครื่อง มือหรือหน่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งด้านสาธารณสุขศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ฯลฯ เพื่อแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆเพื่อความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการในแต่ละด้าน
บุคลากร ในสถาบันอุดมศึกษาเองที่มีจิตสาธารณะหรือมีความสมัครใจในการเสียสละความรู้ ประสบการณ์ เวลา รวมทั้งสิ่งต่างๆที่พอเสียสละได้ เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม ก็เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งในการบริการวิชาการแก่สังคมด้วยเช่นกัน
นอก จากนี้สถาบันอุดมศึกษาเองยังมีแนวนโยบายให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการทำ กิจกรรมต่างๆกับสังคม ที่เห็นได้ชัดเจนคือกิจกรรมการออกค่ายในรูปแบบต่างๆ เป็นต้นว่า ค่ายอาสาพัฒนา       ค่าย เยาวชน ค่ายวิชาการ ค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งกิจกรรมที่กล่าวมานี้ได้กลายเป็นเวทีให้นักศึกษาได้เรียนรู้นอกตำราหรือ นอกห้องสี่เหลี่ยม อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมอีกด้วย
จะ เห็นได้ว่าภาพของการบริการวิชาการแก่สังคมของสถาบันอุดมศึกษาที่ปรากฏให้ เห็นในข้างต้นนั้นเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาที่ดีของสถาบันอุดมศึกษา ที่มีต่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ควร      ยกย่อง แต่คำถามก็คือว่าเจตนาที่ดีดังกล่าวสถาบันอุดมศึกษาสามารถเป็นผู้กระทำการที่สอดคล้องกับเจตนาที่ดีนั้นหรือไม่? สำหรับ ผู้เขียนขอตอบว่าไม่ทั้งหมด เพราะเจตนาที่ดีนั้นเปรียบเสมือนอุดมการณ์ซึ่งมีไม่บ่อยครั้งนักที่จะสอด คล้องกับโลกของความเป็นจริง ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าสถาบันอุดมศึกษาไม่สามารถช่วยบรรเทาปัญหาความ เดือดร้อนของสังคมที่เกิดขึ้นจริงได้เลย หรือหากมีก็น้อยมาก ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่า สถาบันอุดมศึกษามุ่งที่จะสร้างแผนและกิจกรรมบริการวิชาการแก่สังคม เพื่อให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์มากเกินไป ทั้งที่เป็น พ.ร.บ.การศึกษา กฎกระทรวง รวมทั้งระเบียบของสถาบันอุดมศึกษาเอง ซึ่งกฎเกณฑ์ดังกล่าวคาดหวังผลการดำเนินงานเพื่อความสอดคล้องกับกฎเกณฑ์นั้นๆ จึงทำให้ผลการดำเนินงานถูกบีบคั้นให้ออกมาในรูปของเอกสารรายงานเชิงวิชาการ ในมุมหนึ่งอาจจะเป็นผลดีในเชิงระบบเพื่อการตรวจสอบคุณภาพการศึกษา แต่อีกมุมหนึ่งนั้นแรงบีบคั้นดังกล่าวอาจทำให้บุคลากรของสถาบันอุดมศึกษาจะ ต้องคิดหนักในการจัดทำเอกสารรายงาน จนบางครั้งที่เอกสารรายงานไม่ได้เป็นผลมาจากการปฏิบัติงานจริงที่เกิดขึ้น แต่เกิดจากการจัดทำขึ้นเองโดยไม่มีมูลความจริงหรืออย่างที่เรียกๆว่า นั่งเทียนเขียน และบ่อยครั้งที่ไปคัดลอกจากแหล่งอื่นๆ แล้วมาดัดแปลงเล็กน้อยเพื่อให้เป็นเอกสารรายงานของหน่อยงานตนเอง
และปัจจุบันจะพบว่าสถาบันอุดมศึกษามุ่งผลิตบัณฑิตที่อยู่ในกรอบของหลักสูตรเฉพาะด้าน    เชิง วิชาชีพมากเกินไป จนทำให้นักศึกษาถูกจำกัดการเรียนรู้ให้อยู่ในกรอบของหลักสูตรเอง อีกทั้งยังอยู่ในกรอบมหาวิทยาลัยหรือในห้องเรียนเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะมีหลักสูตรที่มีการเรียนการสอนเกี่ยวข้องกับสังคมอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของวิธีการเรียนการสอนอย่างบูรณาการร่วมกับชุมชน หรือสังคมอย่างถูกต้องเหมาะสมที่ให้ชุมชนเป็นฝ่ายถูกกระทำหรือเป็นผู้ถูกชี้ นิ้วให้ทำ ที่สำคัญหลักสูตรหรือรายวิชาด้านสังคมนั้นสถาบันอุดมศึกษายังให้ความสำคัญ ไม่มากนักและมีแนวโน้มว่าจะลดน้อยลงเรื่อยๆ เพราะไม่สามารถสร้างให้บัณฑิตมีความสามารถเฉพาะด้านในเชิงวิชาชีพสอดคล้อง กับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของประเทศได้ ทำให้ผู้เรียนมีจำนวนน้อยลง และเมื่อเป็นเช่นนี้สถาบันอุดมศึกษาเองโดยเฉพาะภาคเอกชน (รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาของรัฐหลายแห่ง)ให้ความสำคัญทางด้านสังคมน้อยมาก เพราะไม่สามารถเก็บเงินค่าเล่ากับนักศึกษาได้เป็นจำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบ กับหลักสูตรเฉพาะด้านเชิงวิชาชีพ เช่น หลักสูตรบริหารธุรกิจ เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้สถาบันอุดมศึกษาจึงขาดทั้งความรู้และทักษะการทำงานด้าน สังคม รวมทั้งขาดความจริงจังที่จะบริการวิชาการแก่สังคมอย่างจริงใจได้
ปัญหา ประการสำคัญอีกประการหนึ่งของการบริการวิชาการแก่สังคมคือ ปัญหาเรื่องการตีความการบริการวิชาการแก่สังคมยังคับแคบเกินไป กล่าวคือ
  การตีความ การบริการวิชาการ โดยมองว่า "การบริการวิชาการแก่สังคม"เกี่ยวข้องกับ หน่วยให้บริการ และ หน่วยรับบริการ โดยหน่วยให้บริการนั้น คือสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เช่น  มหาวิทยาลัย วิทยาลัย เป็นต้น ส่วนหน่วยรับบริการนั้น คือ ภาคสังคมหรือชุมชนต่างๆที่อยู่ภายนอกสถาบันอุดมศึกษานั้น เมื่อตีความเช่นนี้สถาบันอุดมศึกษาได้กลายเป็นศูนย์กลางทางวิชาการ ที่มีหน้าที่เผยแพร่ความรู้ต่างๆแก่สังคมภายนอก ส่วนสังคมภายนอกเองก็มีหน้าที่รับทั้งๆที่ไม่อยากจะรับ หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีใครเอาอะไรมาให้ ประมาณว่าครูบาอาจารย์เขามาขอความร่วมมือ หรือมีอะไรมาให้ก็รับๆไป ก็เท่านั้น ผู้เขียนเห็นว่าเมื่อเราตีความการบริการวิชาการแก่สังคมเช่นนี้ทำให้สถาบันอุดมศึกษาอยู่ในภาวะ ลอยตัวอยู่เหนือสังคมหมาย ความว่า สถาบันอุดมศึกษามักจะมองว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางแห่งความรู้ทางวิชาการที่มี ศักยภาพสูงกว่าสังคม แต่กลับมองข้ามว่าสังคมหรือชุมชนเองก็เป็นศักยภาพได้เช่นกันแต่อาจจะไม่ใช่ ศักยภาพชนิดเดียวกัน สถาบันอุดมศึกษาอาจจะมีความศักยภาพในแง่ของเทคนิควิธีการและเทคโนโลยีที่ทัน สมัย แต่ยังขาดความเข้าใจในเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีการแก้ปัญหาในโลก ความเป็นจริงของสังคมก็ได้  ดัง นั้นทั้งในส่วนของสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยของสังคมเองจะต้องสร้างกระบวนการ เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อเติมเต็มความรู้กันและกัน ในส่วนของสถาบันอุดมศึกษาเองควรให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดหลักสูตรการ ศึกษา และมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอน เช่น ให้ปราชญ์ชาวบ้านมีโอกาสได้ให้ความรู้แก่นักศึกษาในด้านต่างๆ เป็นต้น ในส่วนของภาคสังคมเองเมื่อมีประเด็นปัญหาต่างๆเกิดขึ้น ก็ควรกล้าที่จะไปขอคำแนะนำข้อความรู้กับสถาบันอุดมศึกษาเช่นกัน และที่สำคัญทั้งสถาบันอุดมศึกษาและภาคสังคมควรมีการวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วม กันอย่างที่เรียกว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นกระบวนการวิจัยที่เปิดโอกาสให้ทั้งนักวิชาการและชาวบ้านมีโอกาสหัน หน้าเข้าหากันเพื่อแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆในการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกันได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง
ข. การตีความ สังคม
คน เรามักจะเข้าใจด้วยสามัญสำนึกว่า สังคมเป็นสิ่งที่ติดยึดอยู่กับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เมื่อเอ่ยถึงสังคม เรามักจะนึกถึงภาพของการตั้งอยู่ของบ้านเรือน และผู้คนที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ที่คิดง่ายๆที่สุดคือการมองภาพสังคมที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับสถานศึกษา เมื่อความเข้าใจของสังคมเป็นเช่นนี้ทำให้เราเข้าใจ     ว่าสังคมเป็นสิ่งที่ยึดอยู่กับพื้นที่ มีความหยุดนิ่ง และมีความเป็นทั่วไป ทำให้รูปแบบการบริการวิชาการที่นำเข้าสู่ชุมชนเป็นการ ให้ที่สำเร็จรูปโดย สถาบันอุดมศึกษาเพียงฝ่ายเดียว ทั้งๆที่ชุมชนนั้นๆอาจไม่มีปัญหาหรือไม่ต้องการความช่วยเหลือก็ได้ เพื่อให้การบริการวิชาการแก่สังคมที่ถูกจุด อย่างที่เรียกว่า     เกาให้ถูกที่คัน เราควรเพ่งสู่เปลี่ยนมาสู่การตีความชุมชนในเชิงรุกที่เรียกว่า ชุมชนประเด็นปัญหากล่าว คือ เป็นสังคมที่ไม่ได้ยึดพื้นที่ทางภูมิศาสตร์หรือลักษณะทางกายภาพเป็นหลักใน การบริการวิชาการ แต่เป็นสังคมที่ยึดประเด็นปัญหาเป็นหลักในการบริการวิชาการ เช่น ชุมชนแออัด ที่มีปัญหาในเรื่องของ   ที่อยู่ อาศัย สิ่งแวดล้อม ยาเสพติด เป็นต้น ชุมชนผู้ด้อยโอกาส ที่มีปัญหาการเข้าถึงโอกาสในสังคมและถูกดูแคลนจากสังคม เช่น ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง เด็กเร่ร่อน คนพิการ ขอทาน ผู้ติดเชื้อเอดส์  เป็น ต้น ชุมชนที่มีปัญหาความขัดแย้งเรื่องทรัพยากร ชุมชนภายหลังการเกิดภัยพิบัติต่างๆ เช่น ชุมชนหลังเหตุการณ์สึนามิ เป็นต้น ซึ่งสังคมเหล่านี้เป็นสังคมที่เป็นประเด็นปัญหาได้รับความเดือดร้อน สถาบันอุดมศึกษาในฐานะที่เป็นแหล่งวิชาการนั้น ควรให้ความสำคัญกับชุมชนดังกล่าวให้มากขึ้น เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ท้าท้ายต่อศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
อาจกล่าว ได้ว่าการบริการวิชาการแก่สังคมของสถาบันอุดมศึกษาไม่ใช่เพียงแค่การสักแต่ ว่าทำเพราะเป็นหน้าที่ ไม่ใช่แค่เพียงทำเพื่อประโยชน์ทางวิชาการในการขอตำแหน่งทางวิชาการ หรือทำเพราะมีใจรักเพียงเท่านั้น แต่การบริการวิชาการแก่สังคมจะต้อง คำนึงถึงหลายอย่างทั้งในส่วนของการใช้สติปัญญาของผู้ให้บริการวิชาการขบคิด อย่างลึกซึ้ง การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาทีหล่อหลอมนิสิตนักศึกษาให้มีจิตสาธารณะ ที่สำคัญการบริการวิชาการแก่สังคมนั้นจะต้องสามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ ร่วมกันระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและสังคมได้ และที่เหนือไปกว่านั้นการบริการวิชาการแก่สังคมควรจะให้ความสำคัญกับสังคม หรือชุมชนที่เป็นประเด็นปัญหาหรือชุมชนที่มีความเดือดร้อน มากกว่าชุมชนหรือสังคมทั่วไป หากสถาบันอุดมศึกษาเล็งเห็นความสำคัญตามสิ่งที่กล่าวมาบ้าง สถาบันอุดมศึกษาก็จะสามารถเป็นผู้กระทำการที่สอดคล้องกับเจตนาที่ดีของตนได้ ซึ่งมีผลให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถดำรงอยู่คู่กับสังคมไทยอย่างมีคุณค่า มากกว่าที่เป็นอยู่..

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=387269

รวมเทคนิคการใช้งานเฟสบุ๊ค | Facebook Tips : มหาวิทยาลัยออนไลน์


http://facebook.maahalai.com/facebooks/

เทคนิคในการช่วยความจำ

ความหมายของ "ความจำ" เป็นคำที่ใช้อธิบายวิธีการที่ข้อมูล หรือสิ่งที่เรียนรู้ถูกบันทึก และเก็บไว้ถาวรในความจำระยะยาวและสามารถที่จะค้นคืนหรือเรียกมาใช้ (Retrieve) ในเวลาที่ต้องการได้ ความรู้ที่นักเรียนเรียนรู้แล้วแต่จำไม่ได้ก็จะไม่มีประโยชน์ นักเรียนส่วนมากจะไม่มีวิธีการเรียนและวิธีจดจำที่มีประสิทธิภาพ วิธีทั่วๆไป
ที่นักเรียนใช้อยู่เสมอ เช่น การอ่านทบทวนการสรุปและการขีดเส้นใต้ใจความสำคัญนั้น ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยความจำ ความจริงแล้วมนุษย์เราได้ค้นพบวิธีช่วยความจำ (Memonic Device) ที่ได้ผลดีมากมานานนับเป็นพันๆ ปีแล้ว เยสท์ ลูเรีย ฮันท์ และเลิฟ (Yates, 1966 Luria, 1968 Hunt and Love, 1972) พบว่า การสอนเทคนิคในการช่วยความจำให้แก่นักเรียน เพื่อนักเรียนจะได้เก็บสิ่งที่เรียนรู้ไว้ในความทรงจำได้นาน ๆ
เทคนิคช่วยความจำที่ใช้กันอยู่มีทั้งหมด 6 วิธี คือ
(1) การสร้างเสียงสัมผัส
(2) การสร้างคำเพื่อช่วยความจำจากอักษรตัวแรกของแต่ละคำ
(3) การสร้างประโยคที่มีความหมายจากอักษรตัวแรกของกลุ่มของที่จะจำ
(4) วิธี Pegword
(5) วิธีโลไซ (Loce)
(6) วิธี Keyword ซึ่งเป็นวิธีที่ใหม่ที่สุด
1. การสร้างเสียงสัมผัส เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีมาก และสิ่งที่จดจำจะอยู่ในความทรงจำเป็นเวลานาน บทเรียนภาษาไทยมีผู้คิดแต่งกลอนที่มีสัมผัสและมีความหมายเพื่อให้จำได้ง่าย เช่น การจำการันใช้ไม้ม้วนและคำที่ขึ้นต้นด้วย " บัน "
  
2. การสร้างคำเพื่อช่วยความจำจากอักษรตัวแรกของแต่ละคำ การสร้างคำเพื่อช่วยความจำวิธีนี้ทำได้โดยการนำอักษรตัวแรกของแต่ละคำที่จะต้องการจำมาเน้นคำใหม่ที่มีความหมาย เช่น การจำชื่อทะเลสาปที่ใหญ่ทั้งห้าของอเมริกาเหนือสร้างคำว่า Homes ซึ่งหมายถึงทะเลสาป Huron, Ontario, Michigan, Eric, Superior ตามลำดับการท่องจำทิศทั้ง 8 ก็มีผู้คิดว่า ควรจะท่องจำ "อุ-อิ-บุ-อา-ทัก-หอ-ประ-พา" เริ่มจากทิศเหนือแล้ววนขวาตามลำดับ
 
 
3. การสร้างประโยคที่ความหมายช่วยความจำ (Acrostic) ตัวอย่างการใช้ประโยคที่มีความหมายสร้างจากอักษรตัวแรกของการจำชื่อ 9 จังหวัดที่อยู่ในภาคเหนือของประเทศไทยว่า "ชิดชัยมิลังเลเพียงพบอนงค์" ซึ่งศาสตราจารย์สมุน อมรวิวัฒน์ ได้คิดขึ้น ถ้าถอดคำออกมาจะเป็นชื่อจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปางแพร่ พะเยา อุตรดิตถ์ น่าน
 
 4. วิธี Pegword เป็นวิธีที่มีประโยชน์สำหรับการท่องจำรายชื่อ สิ่งของหลาย ๆ อย่างที่จะต้องมีลำดับ 1, 2, 3…การใช้จำเป็นจะต้องสร้าง Pegs ขึ้น และท่องจำปกติ มักจะใช้ตัวเลขมีความสัมผัสกับสิ่งของให้มีเสียงสัมผัส(Rhyme)การใช้ก็ต้องใช้จินตนาการช่วยในการจำ การไปซื้อของหลายอย่างอาจจะใช้วิธี Pegword ตัวอย่างเช่น ต้องซื้อของ 7-8 อย่าง อย่างที่หนึ่ง คือ สี อย่างที่สอง คือ ดอกกุหลาบ ฯลฯ ก็อาจจะใช้จิตนาการว่า Bun ลอยอยู่บนป๋องสี เป็นอย่างที่ 1 และดอกกุหลาบโผล่ออกมาที่รองเท้า ประโยชน์ของวิธี Pegword ช่วยความจำ เป็นการช่วยให้ระลึกให้ง่าย และอาจจะระลึกได้ง่ายทั้งลำดับปกติ คือจากหน้าไปหลัง (Foreard) หรือย้อนจากหลังไปหน้า (Backwards)
  
5.วิธีโลไซ (Loci Method) วิธีโลไซนับว่าเป็นวิธีช่วยความจำที่เก่าแก่ที่สุด คำว่า "Loci" แปลว่า ตำแหน่ง แหล่งที่มาของวิธีโลไซไม่ปรากฏแน่ชัด แต่มีเรื่องนิยายเกี่ยวกับวิธีช่วยความจำโลไซที่เล่าต่อ ๆ กันมาเป็นเวลาหลายร้อยปีวิธีโลไซเน้นหลักการจำโดยการสร้างมโนภาพเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ต้องการจะจำ โดยใช้สถานที่และตำแหน่งเป็นสิ่งเตือนความจำ (Memory Pegs) เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อราว 450 ปี ก่อนคริสตกาล
วิธีช่วยความจำ โลไซมักจะใช้ช่วยความจำเกี่ยวกับสถานที่ เช่น ห้องต่าง ๆ ในบ้าน อาคารต่าง ๆ ของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย หรือร้านค้าต่าง ๆ บนถนนก็ได้ กฎเกณฑ์พื้นฐานของวิธีช่วยความจำโลไซมีดังต่อไปนี้
1.สถานที่หรือตำแหน่งต่าง ๆ ที่จะเลือกใช้ควรจะอยู่ใกล้กัน
2.จำนวนสถานที่หรือตำแหน่งที่จะใช้ควรจะเป็นจำนวนไม่เกิน 10 แห่ง
3.ควรกำหนดหมายเลขให้แต่ละสถานที่ตามลำดับตั้งแต่หนึ่งไปจนถึงสถานที่สุดท้าย และควรจะสามารถระลึกได้ทั้งหน้าไปหลังและหลังไปหน้า
4.สถานที่ใช้ควรจะเป็นที่ ๆ คุ้นเคย และผู้ใช้สามารถจะนึกภาพได้อย่างชัดเจน ฉะนั้นสถานที่ ๆ จะใช้ควรจะมาจากประสบการณ์
5.สถานที่จะใช้เป็นเครื่องช่วยความจำโลไซ ควรจะมีลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นชัด ผู้ใช้ควร
จะเน้นสิ่งเด่นของแต่ละสถานที่
6.ผู้ใช้จะต้องสามารถที่จะสร้างจินตนาการภาพของลักษณะเดิมของแต่ละสถานที่ได้ เป็นต้นว่าเครื่องแต่งห้องมีลักษณะพิเศษอะไรบ้าง
ในการปฏิบัติ ผู้ที่ประสงค์จะใช้วิธีช่วยความจำโลไซจะต้องนำมาเป็นสิ่งแรกคือ เลือกหาสถานที่ซึ่งประกอบด้วยส่วนประกอบตามธรรมชาติ เช่น บ้าน สิ่งแรกคือห้องรับแขก ห้องอาหาร ห้องครัว เป็นต้น หลังจากนั้นก็นำสิ่งที่คนอยากจะจดจำ อาจจะเป็นสิ่งของเหตุการณ์หรือความคิดก็ได้ พยายามเชื่อมโยงสิ่งที่จะจำกับสถานที่หรือสิ่งของที่ได้ให้หมายเลขไว้ และเมื่อจะระลึกถึงสิ่งที่ต้องการจำก็เริ่มจากหมายเลข 1 เป็นต้นไป
Kla : วิธีนี้เป็นวิธี นักจำแชมป์โลก ส่วนใหญ่ใช้กันอยู่นะครับ   ยกตัวอย่างในการแข่งขัน จดจำตัวเลข โดยจะสุ่มขึ้นมาเช่น  1 3 2 3 5 5  โดยให้เวลาจำทั้งหมด 1 ชั่วโมง และให้เวลาเรียนตัวเลข 2 ชั่วโมง   DR-Gunther จดจำตัวเลขได้ 1949 ตัว โดยสามารถทวนตัวเลขได้อย่างสมบูรณ์แบบ  แถมยังเป็น แชมป์อีก 8 สมัย
  
6.วิธี Keyword วิธีช่วยความจำที่เรียกว่า Keyword เป็นวิธีใหม่ที่สุด มีผู้เริ่มใช้ เมื่อปี พ.ศ. 2518 แอตคินสัน
หรือผู้ร่วมงาน ขั้นตอนของวิธี Keyword มีเพียง 2 ขั้น คือ
1.พยายามแยกคำภาษาต่างประเทศที่จะเรียน ซึ่งเวลาออกเสียงแล้วคล้ายภาษาไทย นี้คือ Keyword 2.นึกถึงความหมายของคำ Keyword ในภาษาไทยแล้ว แล้วมาหาคำสัมผัสของความหมายของ Keyword ในภาษาไทยตามเสียงที่อ่านและความหมายของคำภาษาต่างประเทศที่จะเรียน
สรุปแม้วิธีช่วยความจำแบบ Keyword ใช้การเรียนคำในภาษาต่างประเทศเป็นการเชื่อมโยงกับความหมายของ
คำกับ Keyword โดยเสียง และเชื่อมโยงกับความหมายของคำในภาษาไทยได้โดยการใช้จินตนาการ ตัวอย่างเช่น คำภาษาอังกฤษ Potato แปลว่า มันฝรั่ง อ่านว่า โพเทโท คำ Keyword ใช้คำว่าโพหรือโพธิ์ ฉะนั้นอาจจะจำคำ
"โพเทโท" โดยนึกวาดภาพคำว่า โพธิ์ และมันฝรั่งตามตา มีใบโพธิ์โผล่ขึ้นมาวิธี Keyword ช่วยในการเรียนเรื่องอื่น ๆ เช่น การจำชื่อเมืองหลวงต่าง ๆ และความสำเร็จของบุคคลต่าง ๆ นักจิตวิทยาได้ทดลองวิจัยเกี่ยวกับการใช้วิธี Keyword ช่วยความจำทั้งในโรงเรียนประถม มัธยม และมหาวิทยาลัยปรากฏว่าได้ผลดีทุกระดับ
 
สรุปแล้ว เครื่องช่วยความจำ (Memonic Devices) ช่วยให้ผู้เขียนสามารถที่จะเข้ารหัส สิ่งที่เรียนเก็บไว้ในความจำระยะยาว และเวลาที่ต้องการใช้ก็สามารถค้นคืนหรือเรียกมาใช้ได้ง่าย ฉะนั้นการสอนนักเรียนให้ใช้เครื่องช่วยจำจึงมีประโยชน์ เพราะจะได้แก้ความเข้าใจผิดที่ว่า คนจำเก่งเป็นคนที่มีระดับสติปัญญาสูง ถ้านักเรียนได้ทดลองใช้วิธีช่วยความจำในการเรียนขึ้นและสนุกในการที่จะค้นคืนวิธีที่จดจำสิ่งที่เรียกได้ดี เวลาสอบก็จะทำคะแนนได้ดีขึ้น
วัตถุประสงค์ของการศึกษาโดยทั่วไปแล้ว ไม่แต่เพียงว่าให้นักเรียนสามารถที่จะระลึกถึงสิ่งที่เรียนรู้แล้วเท่านั้นแต่จะต้องให้นักเรียนสามารถวิเคราะห์และรวบรวมสิ่งที่เรียนให้เป็นหมวดหมู่ และสามารถที่จะประเมินสิ่งที่เรียนรู้ได้ด้วย การสอนวิธีช่วยความจำ เพื่อช่วยให้นักเรียนระลึกถึงสิ่งที่เรียนรู้ได้เท่านั้น จึงยังไม่พอ นักจิตวิทยาได้ค้นหาวิธีที่จะช่วยนักเรียนจดจำได้นาน ๆ โดยใช้วิธีที่เรียกว่า TACE (Topic, Area,Characteristic และ Example) และ วิธี Loci ผสมกัน
2.ยุทธศาสตร์การเรียนรู้อย่างสมบูรณ์แบบ วิธีเรียนรู้ที่ช่วยความจำด้วยวิธีนี้ ประกอบ ด้วย 2 ส่วน
1. การใช้สมาธิ (Concentration Management) นักเรียนและนักศึกษาได้รับการ สอนให้ใช้สมาธิฝึกตัวเองให้ผ่อนคลายความเครียด (Relax) และลดความกังวล (Anxiety) นอกจากนี้ยังสอนให้มีเป้าหมายเป็นความหวังว่าจะมีความสำเร็จ
2. แผ่นภาพเครือข่าย (Networking หรือ Mapping) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยนนักเรียนให้สามารถที่จะได้ความคิดรวบยอดและหลักการจากสิ่งที่ตนอ่าน และสามารถจะหาความสัมพันธ์และเชื่อมโยงได้ ความสัมพันธ์อาจจะเรียงจากลำดับขั้นสูงไปหาต่ำ ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องแร่ อาจจะเขียนเป็นเครือข่ายแดนเชอโรและคณะ (Dansereau et al, 1979) ได้ทำการทดลองใช้วิธีดังกล่าวกับนิสิตมหาวิทยาลัยโดยใช้เวลาฝึกหัดการใช้สมาธิและการสร้างเครือข่าย ปรากฎว่านิสิตที่อยู่ในกลุ่มทดลองสามารถทำคะแนนได้ดีกว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการฝึกหัดระบบยุทธศาสตร์การเรียนรู้อย่างสมบูรณ์แบบ
สรุป ทฤษฎีวิธีช่วยความจำมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ และถ้าสอนให้นักเรียนหรือนักศึกษาสามารถที่จะใช้วิธีช่วยความจำ เพื่อที่จะแน่ใจว่าสิ่งที่สอนให้นักเรียนหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่ให้นักเรียนได้รับการเข้ารหัสบันทึกในความจำระยะยาว และสามารถที่จะเรียกมาใช้ได้ตามความต้องการทุกเวลา

ที่มา : http://www.unigang.com/Article/3752

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เตรียมพร้อมด้านภาษา ตอบโจทย์รู้เขา รู้เรา รู้เท่าทัน

          ปี2558 จะมีการเปิดประชาคมอาเซียน (Asean Community : AC) เวลานี้ประเทศสมาชิกทั้ง 10 ชาติ ย่อมต้องมีการเตรียมความพร้อมให้แก่ประชาชนของตนเองเพื่อรองรับการเปิดเสรี อาเซียนกันแล้ว แน่นอนว่าเรื่องของภาษาและวัฒนธรรมก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าด้านการเมือง และเศรษฐกิจ โดยจะพบว่าขณะนี้แม้จะยังไม่ถึงวันที่ประตูจะเปิดกว้างให้การเคลื่อนย้ายแรง งานได้อย่างเสรีเต็มที่ แต่เราก็เห็นแล้วว่ามีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านไหลเข้ามาทำงานในบ้านเรา เป็นจำนวนมาก สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยทำให้การสื่อสารเป็นไปด้วยความ เข้าใจที่ถูกต้องนั้นก็คือภาษา และหากสังเกตจะพบว่าแรงงานต่างชาติเหล่านั้นจะพูดภาษาไทยได้เข้าใจภาษาไทย ขณะที่คนไทยเราเองกลับไม่ตระหนักเท่าที่ควรเปรียบเหมือนการที่เขารู้เรา แต่เราไม่รู้เขา

          วันนี้ยังไม่ถือว่าสายจนเกินไป ยังมีเวลาอีกกว่า 2 ปีที่เราจะเร่งเตรียมความพร้อมกัน ซึ่งพระธรรมภาวนาวิกรม ประธานมูลนิธิร่มฉัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ได้มองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ จึงได้ริเริ่มโครงการสาธิตชุมชนต้นแบบชุมชนไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่ชุมชนพื้นที่รอบ ๆ วัดไตรมิตรฯ ด้วยการตั้ง “ห้องศึกษาอาเซียน” เพื่อให้ความรู้แก่ชุมชนโดยเฉพาะเรื่องของภาษาโดยเริ่มจากการสอนภาษาพม่า ปรากฏว่าได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี จากเด็กนักเรียนก็ขยายผลไปสู่ผู้ประกอบการและนักธุรกิจในพื้นที่ และวันนี้ได้มีการขยายผลลงไปใน 4 ภูมิภาคเรียบร้อยแล้ว

          พระธรรมภาวนาวิกรม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยและอีก 9 ประเทศกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อรวมทั้ง 10 ประเทศให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งด้านการเมือง การค้าขาย วัฒนธรรม และด้านอื่น ๆ ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้นหลาย ๆ หน่วยงานก็มีการดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมกันไปบ้างแล้ว แต่สำหรับมูลนิธิร่มฉัตร ได้ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ดำเนิน “โครงการขยายผลชุมชนต้นแบบและการสื่อสารการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอา เซียน” เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านการเรียนภาษาเพื่อนบ้าน โดยนำ 2 ทฤษฎีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ นั่นคือ “บ-ว-ร” และ “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” เพราะการเตรียมความพร้อมนั้นทุกฝ่ายต้องช่วยเหลือกัน จะปล่อยให้วัด หรือ บ้าน หรือ โรงเรียนทำกันเองไม่ได้ ทั้งโรงเรียน รัฐ และชุมชน ต่างก็มีส่วนสำคัญที่จะต้องมาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

          “เราเริ่มต้นโครงการด้วยการสอนเรื่องของภาษาประเทศเพื่อนบ้านก่อน ถึงแม้ภาษาอังกฤษและจีนจะเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร แต่ประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ตามชายแดน มีการไปมาหาสู่ ติดต่อค้าขายกันนั้นควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ภาษาเพื่อนบ้านมากกว่า เพราะการที่เขารู้ภาษาเราและเรารู้ภาษาเขาสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาย การเมืองความมั่นคง หรือเศรษฐกิจ รวมไปถึงเรื่องสังคมและวัฒนธรรม เมื่อเราใช้ภาษาเป็นสื่อถึงกันได้แล้ว ก็จะนำไปสู่ทฤษฎีที่ 2 คือ การเข้าใจซึ่งกันและกัน เข้าถึงซึ่งกันและกัน และในที่สุดก็เกิดเป็นการพัฒนาร่วมกันเพื่อนำไปสู่การเป็นประชาคมโลกได้ อย่างสง่างาม” พระธรรมภาวนาวิกรมระบุ

          โรงเรียนบ้านแม่จัน (เชียงแสนประชานุสาสน์) อ.แม่จัน จ.เชียงราย เป็นโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นศูนย์อาเซียนศึกษาภาคเหนือ ที่เน้นการจัดอบรมภาษาเพื่อนบ้านโดยเฉพาะภาษาพม่า โดยผอ.สว่าง มโนใจ ผอ.โรงเรียนบ้านแม่จันฯ กล่าวว่า อำเภอแม่จันเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่เชื่อมต่อไปยังอำเภอแม่สาน เชียงแสน และเชียงของ ซึ่งเป็นพื้นที่การค้าชายแดนที่สำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าและลาว เมื่อโรงเรียนได้รับการคัดเลือกให้จัดตั้ง “ศูนย์ศึกษาอาเซียน” ของภาคเหนือ ก็ได้มีการสอบถามความเห็นจากหลายฝ่ายก็ได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า ภาษาพม่ามีความสำคัญมากสำหรับพื้นที่นี้ จึงได้จัดให้มีการอบรมภาษาพม่าให้แก่เยาวชนและผู้ประกอบการและกลุ่มอาชีพ ต่าง ๆ ในพื้นที่เพื่อเพิ่มศักยภาพของชุมชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยจัดเป็นโครงการอบรมหลักสูตรเร่งรัด 3 วัน โดยใช้ครูเจ้าของภาษามาเป็นผู้สอน

          แต่กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้โรงเรียนบ้านแม่จันฯ ได้มีการเตรียมความพร้อมที่จะปลุกประชากรในโรงเรียนให้ตื่นตัวที่จะเรียน ภาษาอื่นนอกจากภาษาไทยมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่ง ผอ.สว่าง เล่าว่า โรงเรียนเริ่มพัฒนาตนเองเพื่อมุ่งไปสู่การเป็นศูนย์ภาษาด้วยการเป็นโรงเรียน ต้นแบบโรงเรียนในฝันตั้งแต่เดือน มี.ค. 2549 พยายามทำให้โรงเรียนเป็น School Lab คือ ทุกอย่างในโรงเรียนต้องเป็นแล็บ อาคารสถานที่ต่าง ๆ ต้องเป็นแล็บทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องเป็นห้องแล็บหรือห้องปฏิบัติการทางภาษาที่ต้องสร้างโดยเฉพาะ แต่ต้องเป็นได้ทั้งหมดตามต้นไม้ชายคาก็ต้องเป็นได้ ครูในโรงเรียนผู้บริหารต้องเป็น ต้องฝึกพูดโดยเริ่มจากภาษาอังกฤษก่อน ซึ่งแนวทางของโรงเรียนคือ ใช้ครูเจ้าของภาษามาสอน เพราะครูคนไทยที่มาสอนภาษาอังกฤษมักจะมีความอดทนน้อยเดี๋ยวก็แปลให้เด็กฟัง ดังนั้นเราจึงใช้ครูเจ้าของภาษาซึ่งได้รับความอนุเคราะห์อาสาสมัครจากประเทศ อังกฤษ บางคนเขาพูดภาษาไทยแต่จะไม่ยอมพูดภาษาไทยในห้องเรียน ถ้าจะต้องอธิบายก็ว่ากันเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งระยะแรก ๆ ทั้งเด็กและครูของเราจะเครียดมาก แต่ด้วยวิธีการนี้และการสื่อสารด้วยภาษาง่าย ๆ ก็สามารถทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ดี เพราะเมื่อเราไม่กลัวครูและครูก็ให้ความเป็นกันเองทำให้มีการสื่อสารมีการ พัฒนาสามารถพูดคุยกันด้วยภาษาที่สูงขึ้นได้

          ผอ.สว่าง บอกว่า ถ้าเราไม่เปลี่ยนวิธีคิดยังสอนแบบเดิม ๆ อยู่อย่างนั้น เรียนมามากขนาดไหนก็พูดไม่ได้ จากแรก ๆ ที่ครูเราไม่กล้าที่จะเดินสวนกับครูต่างชาติ เพราะกลัวที่จะต้องคุยหรือถูกถามเป็นภาษาอังกฤษ โรงเรียนก็ต้องกระตุ้นโดยกำหนดว่าคนที่จะเดินผ่านทางนี้ขึ้นอาคารนี้ต้องพูด ภาษาอังกฤษเท่านั้น หรือวันจันทร์ต้องพูดภาษาอังกฤษ วันศุกร์ต้องพูดภาษาจีน เพราะเราเริ่มต้นมาจากภาษาอังกฤษกับภาษาจีน ใหม่ ๆ ก็ไม่กล้าแต่คุณครูก็พยายามทำการบ้านแล้วมาสื่อสาร แต่พอเราเปลี่ยนวิธีมาวันนี้กล้าบอกว่าครูโรงเรียนบ้านแม่จันฯ ใช้ภาษาอังกฤษได้ทุกคน และตอนนี้เรากำลังมุ่งสู่ภาษาพม่า ซึ่งก็ต้องใช้วิธีการเดียวกัน คือ ต้องใช้เจ้าของภาษา แต่ถ้าจะใช้ครูไทยก็ได้ แต่ต้องมีความอดทนที่จะไม่แปลถ้าจะแปลต้องแปลเป็นภาษานั้น มิฉะนั้นคนเรียนก็จะไม่ได้อะไรเหมือนเดิม

          พ.ต.อ.วีระวุธ ชัยชนะมงคล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่จัน กล่าวว่า แม่จันเป็นจุดยุทธศาสตร์ เป็นจุดผ่านจากแม่สาย เชียงแสน ยาเสพติดที่จับได้มาก ๆ ก็ที่แม่จัน ดังนั้นการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ารับการอบรมภาษาพม่าจึงเป็นการตื่นตัวว่า เราจะต้องติดต่อกับเพื่อนบ้าน เป็นโลกไร้พรมแดนจะอยู่กันเองไม่ได้แล้ว ซึ่งพม่าเองก็ตื่นตัวและพร้อมที่จะเปิดประเทศ ถ้าสื่อสารไม่ได้เวลาเราถามเขาเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเขาจะไม่ตอบ และปฏิเสธอย่างเดียว เพราะเขาไม่มั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ แต่พอเราพูดกับเขาได้เขาก็ยอมบอกและให้ความร่วมมือมากขึ้น ทำให้กระบวนการยุติธรรมเกิด อีกอย่างเวลาที่เขาใช้ล่ามมาแปลเราก็จะรู้ว่าเขาคุยอะไรกัน เรียกว่าเมื่อเขารู้เราแล้วเราก็รู้เขาด้วย เป็นการรู้เท่าทันกัน

          วันนี้ยังไม่สายหากจะมาเริ่มต้นเตรียมความพร้อมด้านภาษาของประเทศในกลุ่มอา เซียนหรืออย่างน้อยก็ภาษาของประเทศเพื่อนบ้านที่ติดกัน เพื่อเปิดประตูอาเซียนพร้อม ๆ กัน.

          อรนุช วานิชทวีวัฒน์

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนานวัตกรรมแบบล่างสู่บน (Bottom-up)



นวัตกรรมที่เกิดขึ้นในองค์กรส่วนมากเกิดจากระดับของผู้ปฏิบัติ งานมากกว่า เกิดขึ้นในระดับผู้บริหาร เป็นข้อสังเกตจากการศึกษาประวัติความเป็นมาของนวัตกรรมต่างๆ ทั้งประเภทนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยี (Technological Innovation) และนวัตกรรมเชิงความคิด (Ideological Innovation) ยิ่งองค์กรมีระดับชั้นการบริหารงานและการบังคับบัญชามากเท่าไรยิ่งเป็น อุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรมมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

แนวความคิดนี้ได้ รับการทดลองที่ศูนย์วิจัย PARC (Palo Alto Research Center) อยู่ในบริเวณพื้นที่ของ Stanford University มลรัฐ California เป็นรัฐชายฝั่งตะวันตกติดมหาสมุทรแปซิฟิกของประเทศสหรัฐอเมริกา ศูนย์วิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนโดยบริษัท Zerox ที่มีชื่อเสียงด้านเครื่องถ่ายเอกสาร และที่ศูนย์วิจัยแห่งนี้ได้นำระบบการบริหารจัดการที่ระดับการบังคับบัญชา น้อยมาใช้จึงได้พัฒนานวัตกรรมที่กลายมาเป็นเทคโนโลยีในปัจจุบันเช่น PC หรือ Personal Computer, GUI หรือ Graphic User Interface หรือที่เรียกว่า Icon รวมทั้ง Object-Oriented Programming และ Ubiquitous Computing ซึ่งเป็นนวัตกรรมประเภท Technological Innovation เป็นต้น

การร่วม มือแบบล่างสู่บน (Bottom-up) มีความหมายในเชิงของการเป็นรูปแบบของความร่วมมือแบบไม่มีระดับชั้นหรือ Non-Hierarchical Model ซึ่งเกิดขึ้นจากระดับของผู้ปฏิบัติงานก่อนการร่วมมือเกิดขึ้นจากกลุ่มคน เล็กๆ ผู้ที่มีความคิดร่วมกันมีความต้องการสอดคล้องกันแล้วลงมือกระทำ ส่วนมากจะเป็นกิจกรรมที่ระดับผู้บริหารระดับสูงยังไม่ทราบหรือยังไม่ให้ความ สนใจในระยะแรก เช่น ในการพัฒนา Laptop ของบริษัทโตชิบา หรือ การพัฒนา Macintosh Computer ของบริษัท Apple ซึ่งต้องทำการพัฒนาแบบลับๆ ซึ่งเรียกการทำงานแบบนี้ว่า Skunk Works Project รวมทั้งโครงการ Mississippi Summer Project หรือเรียกว่า Freedom Summer ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1964 ทำให้เกิดนวัตกรรมเชิงเทคนิควิธีในการเรียกร้องเสรีภาพ ต่อต้าน ประท้วงการกดขี่และการปลุกระดมมวลชนและการจัดการมวลชนเพื่อต่อสู้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมประเภท Ideological Innovation และได้รับการเผยแพร่ไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก
 คณะผู้วิพากษ์หลักสูตรมี อาจารย์ วิชริณี สวัสดี เป็นผู้ประสานงาน

จาก แนวคิดของการพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวนำมาสู่แนวทางการร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างสถาบันการศึกษาขึ้น ถึงแม้จะไม่ถึงขนาดต้องทำงานในแบบลับ ๆ หรือ Skunk Works แต่ความร่วมมือเกิดขึ้นจากระดับคณาจารย์ผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารระดับคณะ วิชา หรือที่เรียกว่ากว่าแบบ Bottom-up Approach ที่ตรงข้ามกับแบบ Top-down Approach ซึ่งความร่วมมือเกิดจากนโยบายและความเห็นชอบของผู้บริหารระดับสูงทำให้เกิด ความร่วมมือในรูปแบบที่เป็นทางการมีระดับชั้นและใช้กลไกการบริหารสั่งการ บังคับบัญชาให้เป็นไปตามนโยบายของผู้บริหาร

ตัวอย่างของความร่วมมือ ทางวิชาการเพื่อพัฒนานวัตกรรมแบบล่างสู่บนหรือ Bottom-up Approach ได้เกิดขึ้นเป็นปีที่ 2 ระหว่างคณาจารย์ ผู้บริหาร และนักศึกษาระดับปริญญาเอกของภาควิชาครุศาสตร์เทคโนโลยี คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้ร่วมมือกับคณาจารย์และผู้บริหารของคณะเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี ซึ่งมีกิจกรรมการพัฒนาหลักสูตร วิพากษ์หลักสูตร และจัดการบรรยายทางวิชาการฝึกอบรมความรู้ทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้กับ นักศึกษาของคณะเทคโนโลยีสังคมโดยนักศึกษาระดับปริญญาเอกของภาควิชาครุศาสตร์ เทคโนโลยีด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการสอนที่คิดค้นขึ้นและนำไปทดลอง ใช้เป็นตัวอย่างของความร่วมมือทางวิชาการในรูปแบบของ Bottom-up Approach
ผศ.ดร.สุกัลยา ปริญโญกุล รองคณบดีคณะเทคโนโลยีสังคมกล่าวต้อนรับ
นวัต กรรมทางการสอนรวมทั้งเทคนิควิธีการต่าง ๆ ที่นักศึกษาระดับปริญญาเอกได้ออกแบบหรือได้คิดขึ้นได้ถูกนำไปใช้กับนักศึกษา ระดับปริญญาตรี ซึ่งเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันการได้ทดลองนำเทคนิควิธีที่นักศึกษาปริญญาเอก ได้ออกแบบและคิดขึ้นไปทดลองใช้จะทำให้เกิดความมั่นใจในนวัตกรรมการสอน และเทคนิควิธีการที่นำมาใช้ในสถานการณ์จริง นอกจากนั้นความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการด้านอื่นๆ ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากกิจกรรมเหล่านี้เช่น การทำวิจัย การผลิตตำราเรียน และผลงานวิชาการ เป็นต้น
ประโยชน์ ที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือทางวิชาการแบบ Bottom-up Approach นอกจากจะสามารถยืนยันผลการศึกษาวิจัยทางด้านการเผยแพร่นวัตกรรมและการเกิด ขึ้นของนวัตกรรมในองค์กรระดับปฏิบัติการแล้วยังทำให้เกิดประโยชน์กับ กระบวนการจัดการเรียนการสอนดังนี้

1. ได้ใช้ เสรีภาพทางวิชาการนักศึกษาระดับปริญญาเอกหลักสูตร Ph.D.Technical Education Technology ที่เข้าร่วมในกิจกรรมส่วนมากเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา เมื่อจบการศึกษาแล้วจะกลับไปทำงานในสถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย นักศึกษาปริญญาเอกเหล่านั้นได้มีโอกาสทำความเข้าใจ ตระหนักและใช้เสรีภาพทางวิชาการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้คุ้มครองไว้ในมาตรา 50

2. ได้สร้างเครือข่ายทางวิชาการเกิดขึ้นโดยเฉพาะเครือข่ายในลักษณะที่เป็น Interpersonal Networks การได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้เกิดเครือข่ายในหลายระดับซึ่งเป็นช่องทางสำหรับการเผยแพร่นวัตกรรมต่อ ไป

3. ได้มีการเผยแพร่นวัตกรรมทั้งนวัตกรรมที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัต กรรมการเรียนการสอนที่ได้นำมาใช้ ช่วยลดช่องว่างของโอกาสและความเสมอภาคในการเข้าถึงเทคโนโลยี

ผศ. เอกชัย ปริญโญกุล คณะบดีคณะเทคโนโลยีสังคม กล่าวถึงความร่วมมือ
จาก ประโยชน์ที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมกับรูปแบบและวิธีการ ความร่วมมือแบบ Bottom-up ซึ่งอาจไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือแบบสั่งการ หรือแบบ Top-down ที่มีกระบวนการบังคับบัญชาหลายชั้น หรือเป็นรูปแบบที่เป็น Hierarchical Model


โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์
ที่มา http://www.thairath.co.th/edu

การยอมรับ (Adoption) นำมาเป็น “ชุดความเชื่อ” ในสังคมไทย



การยอมรับ หรือ การรับเอามาใช้เป็นของตน (Adoption) เป็นกระบวนการอีกด้านหนึ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กับกระบวนการเผยแพร่ (Diffusion) นวัตกรรม หรือ สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ สำหรับประเทศไทยแล้วเนื่องจากสังคมไทยมีระบบสังคม (Social System) ที่มีความเฉพาะ ดังนั้น การใช้ทฤษฎีการเผยแพร่และการยอมรับนวัตกรรมที่มีการพัฒนามาจากการ ศึกษาวิจัยในสังคมอื่น ๆ อาจไม่สามารถนำมาใช้อธิบายกระบวนการยอมรับในสังคมไทยได้

การตัดสินใจ ยอมรับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากผู้อื่นหรือจากที่อื่นที่อาจเป็นวัตถุ สิ่งของ วิธีคิด การกระทำ วิธีการทำงาน การใช้ชีวิต การแต่งกายค่านิยม และความเชื่อที่เป็นสิ่งใหม่หรือรู้สึกว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับตนเองและมี อิทธิพลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในตัวเองในลักษณะที่เป็นการรับ เอามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเองถือได้ว่าเป็นการยอมรับทั้งทางตรงและโดยปริยาย และอาจแสดงออกมาให้ปรากฏหรือฝังอยู่ในความรู้สึกนึกคิดและพร้อมสำหรับการ แสดงออกเมื่อมีโอกาส

กระบวนการยอมรับและนำมาเป็น ชุดความเชื่อของตนเองเป็นประเด็นที่มีอิทธิพลต่อสังคมเศรษฐกิจและการเมือง มาโดยตลอดโดยมีกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้

ขั้นที่หนึ่ง เป็นขั้นตอนของการได้รับความรู้และข่าวสาร ในขั้นนี้สังคมไทยได้รับอิทธิพลจากสื่อสารมวลชนอย่างมาก และสื่อมวลชนมีอิทธิพลสูงกว่ากลุ่มเพื่อนหรือกลุ่มเครือข่ายของตน (Interpersonal Networks) เพราะความรู้และข่าวสารจากสื่อมวลชนสามารถเผยแพร่เข้าถึงประชาชนไทยในแต่ละ รายบุคคลได้อย่างทรงประสิทธิภาพการมีสื่อจำนวนมากในหลาย ๆ รูปแบบทำให้คนไทยส่วนมากไม่ตกข่าวถึงจะอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองมากก็ไม่เป็น อุปสรรคสำหรับการรับรู้ข่าวสาร

ขั้นที่สอง เป็น ขั้นสร้างความเชื่อถือในข่าวสารมูลเหตุจูงใจให้เชื่อถือในสังคมไทยไม่ได้ เกิดจากการมีความ รู้ หรือการมีข้อมูลข่าวสารมากแต่เกิดจากการอ้างอิงชุดความเชื่อของตนกับเพื่อน ในกลุ่ม ดังนั้นสื่อมวลชนมีอิทธิพลกับความเชื่อของสังคมไทยน้อยกว่ากลุ่มเพื่อนหรือ กลุ่มเครือข่ายของตนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อมวลชนเป็นการเปิดโอกาส ให้กลุ่มสร้างชุดความเชื่อแล้วเผยแพร่ชุดความเชื่อภายในกลุ่มผ่านสื่อสมัย ใหม่และผ่านการสื่อสารแบบปากต่อปากในเครือข่ายของตน

ขั้นที่สาม เป็น ขั้นการตัดสินใจ อิทธิพลที่มีต่อการตัดสินใจยอมรับในแต่ละบุคคลนั้นมีความสัมพันธ์กับชุดความ เชื่ออ้างอิง (Relative Believing Set) ที่สอดคล้องกับแนวโน้มความเชื่อของตนเอง ในขั้นนี้สื่อมวลชนมีอิทธิพลน้อยกว่ากลุ่มเพื่อน ความเห็นของกลุ่มเพื่อนและเครือข่ายของตน (Interpersonal Networks) มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจยอมรับสูงที่สุด ถึงแม้จะมีข้อมูลข่าวสารที่ขัดแย้งกับความเชื่ออยู่มากก็ตาม

ขั้นที่สี่ เป็น ขั้นแสดงออกถึงความเชื่อและการยอมรับในขั้นนี้สังคมไทยมีความพิเศษเนื่องจาก การแสดงออกนั้นมีความสัมพันธ์กับอิทธิพลอื่น ๆ นอกจากความเชื่อและความรู้ที่ตนเองมีอยู่ การได้รับผลประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่นที่เกี่ยวข้องมีอิทธิพลต่อการ แสดงออกอย่างมาก ความเกรงใจ หรือ ต้องการรักษาสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ทำให้การแสดงออกอาจตรงข้ามกับความเชื่อและการตัดสินใจรับความเชื่อนั้นได้ ดังนั้น ความรู้และข้อมูลข่าวสาร และความเชื่อจึงไม่เป็นสิ่งที่จะใช้ทำนายพฤติกรรมที่ของคนในสังคมไทยได้

ขั้นที่ห้า เป็นขั้นของการยืนยันการตัดสินใจยอมรับในขั้นนี้เป็นผลของการได้รับความรู้ ข่าวสาร การได้รับการจูงใจให้เกิดความเชื่อและมีชุดความเชื่อนำไปสู่การตัดสินใจ ยอมรับ และแสดงออกมา เมื่อถึงขั้นการยืนยันการตัดสินใจ ในขั้นนี้คนในสังคมไทยหันกลับไปใช้เหตุผล ความรู้ ความคิดของตนเองมากขึ้น อิทธิพลของสื่อมวลชนเริ่มปรากฏให้เห็นอีกครั้ง แต่ยังเป็นรองจากการอ้างอิงชุดความเชื่อของตนกับผู้อื่น ในขั้นนี้คนไทยเริ่มเปิดรับแนวทางการยอมรับจากสังคมอื่น มีการอ้างอิงชุดความเชื่อจากสังคมอื่นที่พัฒนาผ่านช่วงของเวลาที่ประสบอยู่ ไปแล้ว ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญนักวิชาการเริ่มมีอิทธิพลกับการยืนยันการตัดสินใจ ยอมรับมากขึ้นมากขึ้น

ดังนั้น การทำให้เกิดความรู้และมีข้อมูลข่าวสาร มีความสำคัญลำดับแรกในการยอมรับ และการอ้างอิงความรู้และชุดความเชื่อจากสังคมอื่นมีอิทธิพลในขั้นการยืนยัน การยอมรับในขั้นสุดท้าย เพราะการเผยแพร่เพื่อให้เกิดการยอมรับและกลายเป็นชุดความเชื่อนั้นสามารถ เปลี่ยนแปลงสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และการปกครอง การเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนานั้น เป็นการนำความรู้ความคิด มาสู่การปฏิบัติ และผลของการปฏิบัตินั้นต้องมีการยืนยันและรับรองอย่างเป็นรูปธรรม การตราพระราชบัญญัติ เป็นการนำความคิด ความรู้มาสู่การปฏิบัติที่มีผลในการบังคับใช้

มีตัวอย่างที่เรียนรู้ ได้จากสังคมอื่นได้แก่ เมื่อครั้งประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศอิสรภาพจากอังกฤษในปี ค.ศ. 1776 และมีรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดสำหรับการปกครองเมื่อปี ค.ศ. 1787 และการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1789 ซึ่งได้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นเช่นกันเป็นเหตุการณ์สำคัญในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18

การร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของทั้งสองประเทศนั้น เป็นการนำความรู้ ความคิด ปรัชญา หลักการ และทฤษฎี ทางด้านการเมือง การปกครองและอุดมการณ์ในการมีชีวิตที่ดีของสังคมมนุษย์ ซึ่งแต่เดิม อยู่ในรูปของคำสอน ตำราเรียน บทเรียน หรือประเด็นที่เป็นหัวข้อสำหรับการถกเถียงในหมู่นักวิชาการชั้นสูง รวมทั้งเรื่องเล่า ตำนานต่าง ๆ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ โดยการนำสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวมากลั่นกรอง รวบรวมใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดและมีอำนาจบังคับใช้เช่น ปรัชญาของการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย ปรัชญาสัญญาประชาคม ปรัชญาการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ปรัชญาการให้ความดูแลผู้อ่อนแอในสังคมด้วยรูปแบบรัฐสวัสดิการ เป็นต้น

สิ่ง เหล่านี้เมื่อครั้งก่อนมีรัฐธรรมนูญมีสถานะเป็นเพียงความรู้ ความคิด ความเชื่อ หรือปรัชญาที่ใช้สำหรับศึกษาเล่าเรียนเป็นสำคัญ แต่เมื่อมีรัฐธรรมนูญจึงได้นำความรู้ ความคิด ความเชื่อ และปรัชญาเหล่านั้นมาบรรจุไว้ทำให้เกิดการปฏิบัติและมีผลบังคับใช้ได้

จะ เห็นได้ว่าสาระต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา และรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสซึ่งได้ประกาศออกใช้พร้อม ๆ กับประกาศสิทธิมนุษย์และพลเมืองฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 ด้วยนั้น ทำให้ประเทศต่างๆ ในสังคมตะวันตกมีการจัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อนำมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ และได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างมากในช่วงเวลาประมาณ 200 ปี ต่อมานับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งเมื่อเทียบกับก่อนหน้านั้น 2,000 ปี ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการเท่ากับ 200 ปีที่ได้เริ่มมีรัฐธรรมนูญประกาศใช้

สรุป

การ ยอมรับ เพื่อนำมาเป็นชุดความเชื่อในสังคมไทยหลาย ๆ เรื่องกำลังดำเนินมาสู่ขั้นสุดท้ายคือ การยืนยันการตัดสินใจยอมรับ จึงเป็นหน้าที่ของสื่อสารมวลชนอีกครั้ง ประกอบกับนักวิชาการที่ต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และนำเสนอกระบวนการตัดสินใจที่ประสบผลสำเร็จและการตัดสินใจที่ผิดพลาดของ สังคมอื่น เพื่อให้สังคมไทยได้เลือกตัดสินใจยืนยันการยอมรับในสิ่งที่ดีที่สุดและ ประเสริฐสุดเท่านั้น


โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์
 ที่มา http://www.thairath.co.th/edu