นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ
เผยภายหลังการมอบนโยบายการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
(สกอ.) ว่า ตนอยากให้
สกอ.ช่วยพัฒนามหาวิทยาลัยให้ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลกมากขึ้น
ซึ่งตนพร้อมจะผลักดันการแปรญัตติเพิ่มงบประมาณให้มหาวิทยาลัยวิจัยได้งบฯ
เพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท
ทั้งจะให้มีการสานต่อโครงการผลิตครูและเร่งรัดการจัดการศึกษาระบบทางไกลให้
มากขึ้น ส่วนความคืบหน้าของศูนย์ ปราบวุฒิเถื่อนนั้น
จากข้อมูลที่ได้รับสามารถจัดกลุ่ม มหาวิทยาลัยที่เข้าข่ายผิดกฎหมายและ สกอ.
จะไม่ รับรองวุฒิ เป็น 2 กลุ่ม คือ 1.
มหาวิทยาลัยที่อ้างว่าจัดการศึกษาร่วมกับต่างประเทศ คือ ม.อดัมสัน และ
ม.แคลิฟอร์เนีย ยูอิน สหรัฐอมริกา, International Academy of Management
and Economics ประเทศฟิลิปปินส์ และ Victoria University สมาพันธรัฐสวิส
กลุ่มที่ 2. มหาวิทยาลัยที่ไม่ได้รับการรับรองจากต่างประเทศ
ไม่สามารถสืบค้นต้น สังกัดหรือไม่มีตัวตน อาทิ ม.สันติภาพโลก, ม.โรชวิลล์,
ม.ลาครอส, Dhammakaya Open University (DOU) จากสหรัฐอเมริกา,
วิทยาลัยสไปเซอร์ เมโม- เรียล และ Darul Uloom Nadwatul Ulama จากอินเดีย,
Islamic University of South Africa สาธารณรัฐแอฟริกาใต้, Intercultural
Open University เนเธอร์แลนด์, Institut Francais de la Mode ฝรั่งเศส
ซึ่งแจ้งความดำเนินคดีกับมหาวิทยาลัยที่มีรายชื่อทั้งหมดที่สกอ.ไม่รับรอง
วุฒิ ให้ช่วยติดตามเรื่องนี้ด้วย
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/edu/359412
วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556
การประกวดศิลปกรรม“อมตะ อาร์ต อวอร์ด” ครั้งที่ 5 ประจำปี 2556
การกลับมาของการประกวดศิลปก รรม “อมตะ อาร์ต อวอร์ด” ครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาเด ิทางสร้างพันธมิตรทางศิลปะ เป็นปีที่ 5 ซึ่งปีนี้การประกวดศิลปกรรม “อมตะ อาร์ต อวอร์ด” ประจำปี 2556 เพื่อเป็นรากฐานในการสร้างพ ันธมิตรสายศิลปะ และเพิ่มความท้าทายสำหรับปร ะลองฝีมือของศิลปิน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยในปีนี้ให้สอดคล้องกับ “อมตะคาสเซิ่ล” ที่กำลังจะเสร็จนั้น
จึงได้มีการปรับรูปแบบการปร ะกวดเป็นการจิตรกรรม และประติมากรรมต้นแบบโดยมีก ารกำหนดจุดสำหรับวางประติมา กรรมที่ได้รับรางวัล ใน “อมตะคาสเซิ่ล” เพื่อศิลปินได้ออกแบบผลงานที่เหมาะสมกับพื้นที่ ที่กำหนดอีกทั้งยังเป็นการป ระชาสัมพันธ์มูลนิธิและอมตะ คาลเซิ่นอย่างต่อเนื่อง ให้คนทำงานศิลปะเห็นจุดหมาย ปลายทาง ของการทำงานด้านศิลปะของมูล นิธิอมตะในอนาคตต่อไป
ข้อกำหนด การประกวดศิลปกรรม “อมตะ อาร์ต อวอร์ด” ครั้งที่ 5
มูลนิธิอมตะ จัดให้มีการประกวดศิลปกรรมอ มตะ อาร์ต อวอร์ด ครั้งที่ 5
โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
การประกวดศิลปกรรม “อมตะ อาร์ต อวอร์ด “ ครั้งที่ 5 เปิดรับผลงาน
ภายใต้หัวข้อ “ ......สุวรรณภูมิ.......”
ประเภทของผลงานมี 2 ประเภท คือ
1. ประเภทจิตรกรรม
2. ประเภทประติมากรรมต้นแบบ
ข้อกำหนดการส่งผลงานประเภทจ ิตรกรรม
1. ไม่จำกัดเทคนิค และกรรมวิธีการสร้างสรรค์
2. จำกัดขนาดด้านกว้าง หรือด้านยาว ไม่เกิน 2 เมตร รวมทั้งกรอบ
ข้อกำหนดการส่งผลงานประติมา กรรม (ประติมากรรมต้นแบบ)
1. ประติมากรรมต้นแบบควรเป็นวั สดุคงทนถาวร เช่น ทองเหลือง, เรซิ่น, ไม้ ฯลฯ เป็นต้น
2. ขนาดไม่เกิน 70 x 70 x 70 เซ็นติเมตร รวมฐานของประติมากรรม
3. ต้นแบบดังกล่าวต้องสามารถขย ายได้ขนาด 7 x 7 x 7 เมตร รวมฐาน เป็นประติมากรรมกลางแจ้ง โดยใช้วัสดุถาวรตามที่ประติ มากรกำหนด เพื่อติดตั้งที่ อมตะคาสเซิ่ล ได้
4. สำหรับศิลปินที่ได้รับการคั ดเลือก 10 ชิ้น จะได้รับเงินรางวัลเบื้องต้ น 30,000 บาท และจะต้องนำเสนอประมาณการค่ าใช้จ่ายในการทำงานสร้างสรร ค์จริงรวมการดำเนินงานติดตั ้งให้คณะกรรมการตัดสินพิจาณ าในวันที่ต้องนำเสนอผลงานต่ อคณะกรรมการคัดเลือกตัดสิน
เงื่อนไขการส่งผลงาน
1. ผู้มีสิทธิส่งผลงานเข้าประก วดศิลปินสัญชาติไทยหรือเชื้ อชาติไทย ไม่จำกัดอายุ อาชีพ ที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรม ด้วยความคิดของตนเอง และผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้ องไม่เคยประกวดหรือแสดงในกา รประกวดใดๆ มาก่อน ศิลปินแต่ละท่านมีสิทธิ์ส่ง ผลงานได้ประเภทละไม่เกิน 3 ชิ้น
2. สำหรับผลงานประติมากรรม ต้องส่งผลงานประติมากรรมต้น แบบพร้อมแนวคิดและรายละเอีย ดประกอบ และหากผลงานที่ได้รับการคัด เลือก ทางมูลนิธิจะเชิญศิลปินเข้า มาชมพื้นที่จริงและนำเสนอผล งานประติมากรรมต้นแบบพร้อมร ายละเอียดในการดำเนินการขยา ยแบบ กับกรรมการตัดสิน เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ใ นการจัดสร้างจริง ซึ่งจะต้องมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ต้องทราบต่อไป
3. การส่งผลงาน ศิลปินจะต้องส่งผลงานด้วยตน เอง หรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นนำมา ส่งต่อเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่รับสมัครตามศูนย์ที่ ประกาศไว้ในระเบียบการประกว ดและต้องกรอกรายละเอียดในแบ บพิมพ์ตามข้อกำหนดของมูลนิธ ิคณะผู้ดำเนินการจะระวังรัก ษาศิลปกรรมทุกชิ้นที่ส่งเข้ าประกวดอย่างดีที่สุด ยกเว้น ความเสียหายจากอุปัทวเหตุ หรือเหตุอันสุดวิสัย
4. ผู้เข้าร่วมประกวดต้องกรอกร ายละเอียด ในใบสมัครให้ครบถ้วนชัดเจน แนบมาพร้อมกับผลงานในวันส่ง ผลงาน
5. ผู้สมัครต้องส่งผลงานจริง ระบุ ชื่อผลงาน ขนาด เทคนิค ปีที่สร้าง และแนวคิดในการสร้างสรรค์ผล งาน ส่งภายในระยะเวลาที่กำหนด
6. คณะกรรมการขอสงวนสิทธิ์ในกา รลดหรือเพิ่มรางวัลหนึ่งราง วัลใด ตามที่ประกาศไว้ในระเบียบ
7. ผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะต้อ งไม่มีเรื่องราวเนื้อหาที่ล ะเมิดต่อศีลธรรม จริยธรรม
8. ห้ามนำผลงานที่เคยส่งแล้วมา ส่งซ้ำ และผลงานนั้นต้องไม่เคยได้ร ับรางวัลหรือจัดแสดง ณ ที่ใดมาก่อน
9. กรรมสิทธิ์ งานศิลปกรรมทั้งสองประเภทที ่ได้รับรางวัลจะตกเป็นสมบัต ิของมูลนิธิอมตะ
10. ผลงานทุกชิ้นที่ส่งเข้าประก วด ทางมูลนิธิอมตะ มีสิทธิ์ในการจัดพิมพ์เผยแพ ร่ผลงานลงในสูจิบัตร และเอกสารสิ่งพิมพ์ สารสนเทศสมัยใหม่ทุกชนิด รวมทั้งลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำ ดัดแปลงผลงาน เพื่อเผยแพร่ผลงานของศิลปิน ดังกล่าวให้เป็นที่แพร่หลาย โดยทั้งนี้ทางมูลนิธิจะทำหน ังสือเพื่อขอรับความยินยอมจ ากศิลปิน และในการผลิตผลงานเพื่อการจ ำหน่ายใด ๆ ในเชิงพาณิชย์ศิลปินยังคงได ้รับค่าลิขสิทธิ์ในผลงานเป็ นจำนวน 40 % ของมูลค่าผลงานหลังจากหักค่ าใช้จ่ายแล้ว
11. ภายหลังจากการประกาศผลงรางว ัล ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดที่ไม ่ได้ผ่านการคัดเลือก ให้นำบัตรประชาชนมาขอรับผลง านคืนจากมูลนิธอมตะ ได้ที่ “อมตะคาสเซิ่ล” ในนิคมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี
การส่งผลงาน
กำหนดการส่งงานวันที่ 4 - 6 ตุลาคม 2556 ณ อมตะคาสเซิ่ล ในนิคมอุตสหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี
การตัดสินผลงาน
ประติมากรรม รอบแรก วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม 2556
จิตรกรรมและประติมากรรม รอบตัดสิน วันที่ 26 - 27 ตุลาคม 2556
ประกาศผลการตัดสิน วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2557 พร้อมจัดแสดงผลงาน “อมตะคาสเซิ่ล” ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี
คณะกรรมการตัดสิน
สาขาจิตรกรรม ประกอบด้วย
1. อาจารย์จุลทัศน์ พยาฆรานนท์ กรรมการ
2. ศาสตราจารย์อิทธิพล ตั้งโฉลก กรรมการ
3. ศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี กรรมการ
4. รองศาสตราจารย์รุ่ง ธีระพิจิตร กรรมการ
5. อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร กรรมการ
6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิกร คงคา กรรมการ
7. อาจารย์ชูศักดิ์ วิษณุคำรณ กรรมการ
8. นายธวัชชัย สมคง กรรมการ
9. อาจารย์วีรเดช พนมวัน ณ อยุธยา เลขานุการ
สาขาประติมากรรม ประกอบด้วย
1. ศาสตราจารย์ กิตติคุณ กำจร สุนพงษ์ศรี กรรมการ
2. ศาสตรเมธีนนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน กรรมการ
3. อาจารย์ชิน ประสงค์ กรรมการ
4. อาจารย์ศราวุธ ดวงจำปา กรรมการ
5. อาจารย์ชูศักดิ์ วิษณุคำรณ กรรมการ
6. นายวิวัฒน์ กรมดิษฐ์ กรรมการ
7. อาจารย์วีรเดช พนมวัน ณ อยุธยา เลขานุการ
การตัดสินของคณะกรรมการคัดเ ลือกและตัดสินถือว่าเป็นที่ สุด จะอุทธรณ์มิได้
เงินรางวัล
เงินรางวัลสาขาจิตรกรรม พร้อมเหรียญรางวัล ทอง เงิน นาค (ตามลำดับ )
รางวัลที่ 1 จำนวน 1 รางวัล เป็นเงิน 300,000 บาท
รางวัลที่ 2 จำนวน 2 รางวัล เป็นเงิน 200,000 บาท
รางวัลที่ 3 จำนวน 3 รางวัล เป็นเงิน 100,000 บาท
เงินรางวัลสาขาประติมากรรม (ประติมากรรมต้นแบบ)
รางวัลดีเด่น จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 30,000 บาท
โดยผู้ได้รับรางวัลดีเด่นจา กผลงานประติมากรรมต้นแบบจะต ้องนำเสนอรายละเอียดต่างๆ ในการทำงานสร้างสรรค์จริง อาทิ วัสดุ กลวิธี (TECHNIQUE) ฯลฯ ต่อคณะกรรมการคัดเลือกตัดสิ น เพื่อพิจารณาประกอบเพื่อให้ สามารถสร้างได้จริง ติดตั้ง ณ สถานที่จริง
รางวัลชนะเลิศ จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท
( เงินรางวัลดังกล่าวนี้ผู้ที ่ได้รับรางวัลจะต้องถูกหักภ าษี เพื่อนำส่งให้กับกรมสรรพากร ตามประมวลกฎหมายรัษฎากรด้วย )
Tel. 088-9813809
E-mail: amataart@gmail.com
ที่มา :
www.facebook.com/ Amata.Foundation
http://www.amatafoundation.org/Art%205/poster%20FN.pdf
จึงได้มีการปรับรูปแบบการปร
ข้อกำหนด การประกวดศิลปกรรม “อมตะ อาร์ต อวอร์ด” ครั้งที่ 5
มูลนิธิอมตะ จัดให้มีการประกวดศิลปกรรมอ
โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
การประกวดศิลปกรรม “อมตะ อาร์ต อวอร์ด “ ครั้งที่ 5 เปิดรับผลงาน
ภายใต้หัวข้อ “ ......สุวรรณภูมิ.......”
ประเภทของผลงานมี 2 ประเภท คือ
1. ประเภทจิตรกรรม
2. ประเภทประติมากรรมต้นแบบ
ข้อกำหนดการส่งผลงานประเภทจ
1. ไม่จำกัดเทคนิค และกรรมวิธีการสร้างสรรค์
2. จำกัดขนาดด้านกว้าง หรือด้านยาว ไม่เกิน 2 เมตร รวมทั้งกรอบ
ข้อกำหนดการส่งผลงานประติมา
1. ประติมากรรมต้นแบบควรเป็นวั
2. ขนาดไม่เกิน 70 x 70 x 70 เซ็นติเมตร รวมฐานของประติมากรรม
3. ต้นแบบดังกล่าวต้องสามารถขย
4. สำหรับศิลปินที่ได้รับการคั
เงื่อนไขการส่งผลงาน
1. ผู้มีสิทธิส่งผลงานเข้าประก
2. สำหรับผลงานประติมากรรม ต้องส่งผลงานประติมากรรมต้น
3. การส่งผลงาน ศิลปินจะต้องส่งผลงานด้วยตน
4. ผู้เข้าร่วมประกวดต้องกรอกร
5. ผู้สมัครต้องส่งผลงานจริง ระบุ ชื่อผลงาน ขนาด เทคนิค ปีที่สร้าง และแนวคิดในการสร้างสรรค์ผล
6. คณะกรรมการขอสงวนสิทธิ์ในกา
7. ผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะต้อ
8. ห้ามนำผลงานที่เคยส่งแล้วมา
9. กรรมสิทธิ์ งานศิลปกรรมทั้งสองประเภทที
10. ผลงานทุกชิ้นที่ส่งเข้าประก
11. ภายหลังจากการประกาศผลงรางว
การส่งผลงาน
กำหนดการส่งงานวันที่ 4 - 6 ตุลาคม 2556 ณ อมตะคาสเซิ่ล ในนิคมอุตสหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี
การตัดสินผลงาน
ประติมากรรม รอบแรก วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม 2556
จิตรกรรมและประติมากรรม รอบตัดสิน วันที่ 26 - 27 ตุลาคม 2556
ประกาศผลการตัดสิน วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2557 พร้อมจัดแสดงผลงาน “อมตะคาสเซิ่ล” ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร
คณะกรรมการตัดสิน
สาขาจิตรกรรม ประกอบด้วย
1. อาจารย์จุลทัศน์ พยาฆรานนท์ กรรมการ
2. ศาสตราจารย์อิทธิพล ตั้งโฉลก กรรมการ
3. ศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี กรรมการ
4. รองศาสตราจารย์รุ่ง ธีระพิจิตร กรรมการ
5. อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร กรรมการ
6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิกร คงคา กรรมการ
7. อาจารย์ชูศักดิ์ วิษณุคำรณ กรรมการ
8. นายธวัชชัย สมคง กรรมการ
9. อาจารย์วีรเดช พนมวัน ณ อยุธยา เลขานุการ
สาขาประติมากรรม ประกอบด้วย
1. ศาสตราจารย์ กิตติคุณ กำจร สุนพงษ์ศรี กรรมการ
2. ศาสตรเมธีนนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน กรรมการ
3. อาจารย์ชิน ประสงค์ กรรมการ
4. อาจารย์ศราวุธ ดวงจำปา กรรมการ
5. อาจารย์ชูศักดิ์ วิษณุคำรณ กรรมการ
6. นายวิวัฒน์ กรมดิษฐ์ กรรมการ
7. อาจารย์วีรเดช พนมวัน ณ อยุธยา เลขานุการ
การตัดสินของคณะกรรมการคัดเ
เงินรางวัล
เงินรางวัลสาขาจิตรกรรม พร้อมเหรียญรางวัล ทอง เงิน นาค (ตามลำดับ )
รางวัลที่ 1 จำนวน 1 รางวัล เป็นเงิน 300,000 บาท
รางวัลที่ 2 จำนวน 2 รางวัล เป็นเงิน 200,000 บาท
รางวัลที่ 3 จำนวน 3 รางวัล เป็นเงิน 100,000 บาท
เงินรางวัลสาขาประติมากรรม (ประติมากรรมต้นแบบ)
รางวัลดีเด่น จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 30,000 บาท
โดยผู้ได้รับรางวัลดีเด่นจา
รางวัลชนะเลิศ จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท
( เงินรางวัลดังกล่าวนี้ผู้ที
Tel. 088-9813809
E-mail: amataart@gmail.com
ที่มา :
www.facebook.com/
http://www.amatafoundation.org/Art%205/poster%20FN.pdf
วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556
การประชุมสัมมนาวิชาการการประกันคุณภาพการศึกษา ระดับนานาชาติ ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ย. 2556
ที่ประชุมกลุ่มเสวนา Quality Assurance Forum ครั้งที่ 5/2556 วันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2556 ได้แจ้งความคืบหน้าของการพัฒนาตัวบ่งชี้รอบสี่ สมศ. โดยจะประกาศตัวบ่งชี้ สมศ. รอบสี่ ให้ทราบ ในการประชุมสัมมนาวิชาการการประกันคุณภาพการศึกษา
ระดับนานาชาติ หัวข้อ
“International
Conference
on QA Culture : Cooperation or Competition” ระหว่างวันที่ 7-8
พ.ย. 2556 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กทม.
อ่านต่อ : http://www.icqa2013.com/
ที่มา : http://www.onesqa.or.th/onesqa/th/news/detail.php?Key=informationnews&ID=654
การประชุมกลุ่มเสวนา Quality Assurance Forum ครั้งที่ 5/2556
วันนี้ เวลา 10.00 - 12.00 น. มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยสำนักงานประกันคุณภาพการศึกษา ได้เข้าร่วมการประชุมกลุ่มเสวนา Quality Assurance Forum ครั้งที่ 5/2556 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร อาคารสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ชั้น 3
วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556
การจัดการกระบวนการเพื่อเชื่อมโยงและมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน
ด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
และรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการดำเนินงานขององค์กร คน
และองค์กรต้องมีการปรับต่อ และปรับปรุงการดำเนินงาน
เพื่อความอยู่รอด แต่องค์กรส่วนใหญ่ยังขาดการเชื่อมโยงกันภายในองค์กร
ทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดขององค์กรได้ อาจารย์ศุภชัย เมืองรักษ์
ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ จึงได้แนะนำแนวทาง
กรอบการบริหารจัดการองค์กรที่เป็นเลิศ (Business Excellence Framework)
เพื่อให้สามารถ นำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของแต่ละองค์กรได้
แนวทางสู่ความยั่งยืน
การนำแนวทาง Business Excellence Framework มาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการ
เป็นการจัดการกระบวนการขององค์กรเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงต่อเนื่อง สามารถส่งต่อข้อมูลภายในองค์กรเป็นสายโซ่แห่งการจัดการ มีเป้าหมายที่สอดคล้องตรงกันทั้งองค์กร แนวทางนี้จะเน้นเรื่องของการ จัดกระบวนการให้มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วน คือ Core Process, Support Process และ Management Process ถ้าทุกกระบวนการในองค์กรมีความสัมพันธ์ และเชื่อมโยงกันเป็นอย่างดีก็จะช่วยให้องค์กรบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งถือว่าเป็นการทำงานแบบ “บูรณาการ”
การเชื่อมโยงของกระบวนการ
องค์กรมีลักษณะเป็นองค์รวม ทำงานร่วมกัน และเชื่อมโยงกัน หลักการทำงานขององค์กร คือ ทำงานเพื่อคนอื่น เห็นความสำคัญของคนอื่น แล้วคนอื่นจะทำงานเพื่อเรา เป็นการทำงานที่เชื่อมโยง เพื่อสนองประโยชน์คนถัดไป ไม่ใช่ทำงานเพื่อตนเอง นี่เป็นที่มาของ SIPOC Model ซึ่งเป็น Model ที่ใช้ ในการกำหนด และวางแผนกระบวนการการทำงานได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องจัดการ ก่อนคือ I , P และ O ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นจากภายในองค์กร ส่วน S กับ C เป็นปัจจัยภายนอกองค์กร
หลังจากปรับปรุงกระบวนการทำงานตามแนวทางของ SIPOC Model แล้ว ก็ต้องมีการประเมินตนเอง
ด้วยเครื่องมือ ADLI , LeTCI เพื่อนำผลที่ได้จากการประเมินมาพัฒนาองค์กรต่อไป ก่อให้เกิดการปรับปรุงองค์กรอย่างต่อเนื่องตามวงจร PDCA
สิ่งที่สำคัญคือ การออกแบบโครงสร้างองค์กรให้มีความสัมพันธ์กันทั่วทั้งองค์กร ผู้บริหารต้องเข้าใจระบบงานและระบบคน ซึ่งมีความสำคัญเท่า ๆ กัน เหมือน “ หยินหยาง ” ดังนั้น ไม่ว่าองค์กร จะอยู่ในรูปแบบใดก็ต้องจัดการระบบงานกับระบบคนให้มีความชัดเจน และสอดคล้องกัน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน และเติบโตอย่างยั่งยืน
แนวทางสู่ความยั่งยืน
การนำแนวทาง Business Excellence Framework มาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการ
เป็นการจัดการกระบวนการขององค์กรเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงต่อเนื่อง สามารถส่งต่อข้อมูลภายในองค์กรเป็นสายโซ่แห่งการจัดการ มีเป้าหมายที่สอดคล้องตรงกันทั้งองค์กร แนวทางนี้จะเน้นเรื่องของการ จัดกระบวนการให้มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วน คือ Core Process, Support Process และ Management Process ถ้าทุกกระบวนการในองค์กรมีความสัมพันธ์ และเชื่อมโยงกันเป็นอย่างดีก็จะช่วยให้องค์กรบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งถือว่าเป็นการทำงานแบบ “บูรณาการ”
การเชื่อมโยงของกระบวนการ
องค์กรมีลักษณะเป็นองค์รวม ทำงานร่วมกัน และเชื่อมโยงกัน หลักการทำงานขององค์กร คือ ทำงานเพื่อคนอื่น เห็นความสำคัญของคนอื่น แล้วคนอื่นจะทำงานเพื่อเรา เป็นการทำงานที่เชื่อมโยง เพื่อสนองประโยชน์คนถัดไป ไม่ใช่ทำงานเพื่อตนเอง นี่เป็นที่มาของ SIPOC Model ซึ่งเป็น Model ที่ใช้ ในการกำหนด และวางแผนกระบวนการการทำงานได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องจัดการ ก่อนคือ I , P และ O ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นจากภายในองค์กร ส่วน S กับ C เป็นปัจจัยภายนอกองค์กร
หลังจากปรับปรุงกระบวนการทำงานตามแนวทางของ SIPOC Model แล้ว ก็ต้องมีการประเมินตนเอง
ด้วยเครื่องมือ ADLI , LeTCI เพื่อนำผลที่ได้จากการประเมินมาพัฒนาองค์กรต่อไป ก่อให้เกิดการปรับปรุงองค์กรอย่างต่อเนื่องตามวงจร PDCA
สิ่งที่สำคัญคือ การออกแบบโครงสร้างองค์กรให้มีความสัมพันธ์กันทั่วทั้งองค์กร ผู้บริหารต้องเข้าใจระบบงานและระบบคน ซึ่งมีความสำคัญเท่า ๆ กัน เหมือน “ หยินหยาง ” ดังนั้น ไม่ว่าองค์กร จะอยู่ในรูปแบบใดก็ต้องจัดการระบบงานกับระบบคนให้มีความชัดเจน และสอดคล้องกัน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน และเติบโตอย่างยั่งยืน
จากการบรรยายหัวข้อ Enterprise Process Management การจัดการกระบวนการ
เพื่อเชื่อมโยง และมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน โดย อาจารย์ศุภชัย
เมืองรักษ์ Productivity Talk วันอังคารที่ 1 มีนาคม 2556
|
ที่มา : ยุธิชล ศรีตัญญู. การจัดการกระบวนการเพื่อเชื่อมโยงและมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน. 14, 158 (พฤษภาคม 2556) http://www.skh.moph.go.th/index.php?option=com_fireboard&Itemid=63&func=view&id=247&catid=3 |
การฟังเป็น (Listening) และ เทคนิคการฟังขั้นสูง
|
ชีวิตทุกวันนี้มีทั้งเร่งรีบ
บีบคั้น แข่งขัน และรวดเร็ว โดยมีเทคโนโลยีการสื่อสารที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารที่
เสมือนจริง ล้วนแล้วแต่ทำให้คนเราฟังกันน้อยลง ผลจากการไม่รู้จักฟังกัน ฟังกันไม่เป็น
และไม่ค่อยจะมีเวลารับฟังซึ่งกันและกัน ก็เห็นได้จากปัญหาสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
นั่นเอง จนมีการพูดกระแนะกระแหนกันว่า พระเจ้าสร้างเรามาให้มีหู ๒ หู ปาก
๑ ปาก ไฉนคนเราจึงมักชอบที่จะพูดมากกว่าฟัง
การไม่รู้จักฟังกัน
หรือ ไม่รับฟังอีกฝ่าย
เป็นผลในทางตรงกันข้ามกับการรู้จักฟังผู้อื่น ทั้งยังช่วยทำให้เราเข้าใจความคิด
ความรู้สึกอีกฝ่ายได้มากขึ้น ได้รู้จักกันดีขึ้น
ได้เข้าใจว่าฝ่ายนั้นมีความข้องขัดสิ่งใด ทำให้เขารู้สึกว่า
เราแคร์เขามากขึ้น จึงเรียกว่า การฟังเป็น
(Listening) มีบางตัวอย่างของการฟังเป็น
ที่เกิดขึ้นใกล้ตัวจะขอนำมาเล่าที่นี้ คือ
๑) ปกติเวลาหมอตรวจคนไข้มักจะใช้เวลาอันรวดเร็ว
บ่อยครั้งที่คนไข้ยังพูดอธิบายไม่หมดความ หมอก็ด่วนสรุปให้แล้ว Dr.
Ken Davis กล่าวว่า หากหมอได้ฟังคนไข้พูดมากขึ้น
เพียง ๓ - ๔ นาที จะทำให้ตรวจรักษาคนไข้ได้ถูกต้องแม่นยำขึ้นมากถึง ๙๐%
ในขณะที่มีข้อมูลจากแพทยสภาของบ้านเราว่า มีหมอบางโรงพยาบาลทำสถิติตรวจคนไข้นอกได้รวดเร็วมากถึง
๓ - ๔ คนต่อนาที เพราะคนไข้จำนวนมากและขาดแคลนหมอ
จึงทำให้หมอต้องทำงานแข่งกับเวลา แพทยสภาจึงถือว่า มีความเสี่ยงสูงที่หมอคนนี้จะรักษาคนไข้ผิดพลาดและมีโอกาสถูกฟ้องร้อง-ร้อง
เรียนสูงมากขึ้นอีกด้วย
๒) พยาบาลวิชาชีพคนหนึ่ง
เธอมีวิธีการทำงานอย่างมืออาชีพมาเล่าให้เราฟังว่า ตัวเธอมีวิธีการแนะนำการปฏิบัติตัวของคนไข้อย่างได้ผลเมื่อคนไข้กลับไปทำที่
บ้าน ก็ด้วยวิธีการเปิดใจรับฟังปัญหาและวิธีการปฏิบัติตนของคนไข้ที่จะต้องเล่า ให้พยาบาลคนนี้ฟังก่อน
แล้วเธอจึงจะแนะนำไปว่า สิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด การกระทำอันไหนของคนไข้ที่เป็นตัวชักนำทำให้เกิดการเจ็บป่วย
แล้วควรจะหลีกเลี่ยงการกระทำนั้นอย่างไรบ้าง ผลจากการเปลี่ยนวิธีการสอนหรือแนะนำคนไข้มาเป็นการรับฟังปัญหาเฉพาะตัวของคน
ไข้ก่อนเช่นนี้ ทำให้คนไข้การรักษาคนไข้ได้ผลมากขึ้น โดยหายจากการเจ็บป่วยมากขึ้น
และเธอยังเป็นที่ชื่นชอบของคนไข้อีกด้วย เนื่องจากพูดได้ตรงใจคนไข้นั่นเอง
นี่ก็เป็นผลจากการรับฟังกันอย่างเข้าใจและลึกซึ้งยิ่งนัก ซึ่งแตกต่างจากวิธีการแนะนำคนไข้แบบเดิมที่ไม่ต่างจากการมายืนสอนเหมือนครู ยืนสอนหน้าชั้นเรียน ย่อมได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างแน่นอน
๓) นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งเล่าว่า
เขาได้เรียนรู้การรักษาการเจ็บป่วยจากคนไข้แบบแปลกใหม่จากที่ครูเคยสอนไว้ใน โรงเรียนแพทย์
เพียงเพราะวันนั้นเขาทนนั่งรับฟังปัญหาแวดล้อมทั้งเรื่องราวจากตัวคนไข้เอง และเรื่องราวต่างๆ
จากคนในครอบครัวของคนไข้มากขึ้น แม้จะรู้ว่าเสียเวลามากทีเดียวที่ต้องทำอย่างนั้น
ถ้าเพียงแต่เขาฝึกการฟังนั้นจนเกิดความชำนาญ เขาก็จะสามารถซักถามและจับประเด็นใจความสำคัญๆ
ที่เป็นสาระได้อย่างรวดเร็ว อันจะนำไปสู่การดูแลรักษาผู้ป่วยได้ถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
๔) โรงพยาบาลหลายแห่งได้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้
หรือ ชมรมต่างๆ เพื่่อให้คนไข้โรคต่างๆ มารวมกลุ่มกัน เช่น กลุ่มโรคหัวใจ
กลุ่มโรคเบาหวาน ฯลฯ คนไข้ได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนสนทนากัน
คนที่เคยเจ็บป่วยมาก่อน หรือมีวิธีการดูแลรักษาตนเองจนเข้มแข็งได้มาช่วยมาถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟัง
การเรียนรู้ผ่านผู้ป่วยด้วยกันเองมักเป็นการพูดคุยสนทนากัน รับฟังปัญหาขัดข้องโดยไม่ปิดบัง
เคอะเขิน จากคนที่มีปัญหาเดียวกัน ด้วยคนระดับเดียวกัน เป็นการเลียนแบบกันอย่างได้ผลในการรักษาอีกช่องทางหนึ่ง
มากกว่าที่จะมุ่งรักษาด้วยวิธีการทางยาจากหมอเพียงอย่างเดียว
เหล่านี้เป็นตัวอย่างและผลลัพธ์จากการรับ
ฟังกันมากขึ้น มากกว่าการที่เราเดินทางมาเจอหน้ากัน แต่เราไม่ต้องการพูดคุยกันและรับฟัง
แล้วก็จมอยู่กับ “หน้าจอ” ของใครของมัน ก็ไม่น่าจะมีประโยชน์แต่อย่างใด สู้กลับบ้านไปแล้วคุยกัน “ผ่านจอ” อย่างเดิมน่าจะดีกว่าไหม
การฟังกันมากขึ้นจึงเป็นการแก้ปัญหาสังคมง่ายๆ
เหมือนกับ “เกาถูกที่คัน”
แก่คนที่อยู่ข้างๆ เรา
เป็นเสมือนการจ่ายยาที่ถูกกับโรค
หรือ
เป็นเสมือนหมอที่รู้จักรักษาวิธีการฟังของหมอก่อน
ก่อนที่หมอจะไปรักษาคนไข้นั่นเอง
การฟัง หรือ การรับฟัง (Listening) ผู้อื่น เป็นกลวิธีการที่สำคัญมากที่เราใช้สื่อสารกับคนรอบข้าง เพราะก่อนที่เราจะสื่อสารออกไป
เราควรได้รู้ข้อมูลจากผู้ฟังหรือคู่สนทนาของเราเสียก่อน และผู้ใดรู้จักฟังอย่างถูกวิธีย่อมทำให้การสื่อสาร
(พูดคุย) นั้นมีประสิทธิภาพ
นอกจากการรู้จักฟังผู้อื่นจากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว
มีตัวอย่างของ เทคนิคการฟังขั้นสูง ซึ่งได้แก่ การตั้งใจผู้อื่นเหมือนกับที่เรากำลังตั้งใจฟังญาติผู้ใหญ่ที่เราเคารพกำลัง
พูด รู้จักการจับประเด็น รู้จักซักถาม รู้หรือวิเคราะห์ว่าผู้ฟังชอบไม่ชอบอะไร รู้จังหวะแทรกการพูดคุย มีการสบสายตาเวลาพูดคุย
ถ้าหากคู่สนทนาพูดออกนอกลู่นอกทางก็ดึงเขากลับมาเป็น มีวิธีการถามด้วยคำถามปลายเปิดเพื่อให้เขาสามารถพูดแสดงความคิดเห็นต่อไป
ได้อีกเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเทคนิคการสะท้อนความคิด (Reflection) ในระหว่างการสนทนา ต้องไม่เบรกคู่สนทนานั้นด้วยคำพูดแรงๆ หากไม่ใช่เพื่อนสนิท
และรู้จักการยกย่องคู่สนทนาอย่างพอเหมาะพอควร อันเป็นวิธีการให้เกียรติกัน
นอกจากนี้
การฟังขั้นสูงยังจะเป็นการผูกมิตรที่ยั่งยืนได้อีกด้วย หากเป็นหมอก็จะเป็นหมอที่ครองใจคนไข้ สามารถรักษาคนไข้ให้หายได้ตั้งแต่คำพูดแรกๆ
ที่คนไข้เอ่ยปากอยากเล่าอาการเจ็บป่วยนั้นให้หมอฟัง
หากแม้....ไม่ใช่หมอ
เราก็ทำตัวเป็นเหมือนหมอได้ เพียงเพราะรู้จักรักษาน้ำใจคู่สนทนา ด้วยการเป็นผู้ฟังที่ดี และ
รู้จักฟังกันมากขึ้น
|
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/nn1234/2013/04/02/entry-1
วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556
พอร์ต โฟลิโอ (แฟ้มสะสมผลงาน) ทำอย่างไร ?
เราควรมาทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ Portfolio กันใหม่ เพราะพวกเรามักติดอยู่กับการรับโจทย์แบบมีรายละเอียดประกอบ เช่น ต้องทำกี่หน้า ใช้กระดาษอะไร มีข้อมูลอะไรบ้าง พอคุณครูบอกว่าทำอย่างไรก็ได้ ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร คุณครูคงมากำหนดให้เราไม่ได้จริงๆครับเพราะพอร์ตโฟลิโอ คือการบันทึกสิ่งต่างๆที่แสดงความสนใจ ความถนัด ความสามารถ และความคิดเห็นของตัวเรา
ในพอร์ตโฟลิโอ ของเรา อาจมีข้อมูลต่าง ๆ ต่อไปนี้ครับ
- กิจกรรมที่เคยทำ เช่นเคยเป็นคณะกรรมการนักเรียน เคยร่วมแข่งขันกีฬาฯ เคยร่วมจัดโครงงาน คือเคยทำอะไร เมื่อไร ก็ใส่ลงไปครับ เราไม่จำเป็นต้องใส่กิจกรรมทุกอย่างที่เราเข้าร่วม เพราะบางทีถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้ผู้อ่าน ดูไม่ออกเลยว่าเราสนใจอะไรกันแน่
- ในส่วนนี้อาจใส่ความรู้สึกของคนอื่นที่มีต่อกิจกรรมที่เราทำ หรือ ความรู้สึกที่มีต่อตัวเราในการทำกิจกรรมนั้นๆ
- นอกจากนั้นนักเรียนควรบันทึกเรื่องของความภูมิใจ และรางวัลที่เคยได้รับในกาณทำกิจกรรม หรือการเรียน และถึงแม้ไม่ได้รับรางวัลใดๆแต่การเข้าร่วมประกวดแข่งขันต่าง ๆ ก็บ่งบอกถึงความสนใจของเรา นักเรียนก็สามารถบันทึกได้เช่นกัน
- พอร์ต ที่หนึ่ง นักเรียนเข้าร่วมประกวดถ่ายภาพและได้รับรางวัล จากการประกวด มีหลักฐานรางวัล แสดงไว้
- พอร์ตที่สอง ถึงแม้ไม่เคยรับรางวัลแต่ส่งเข้าร่วมประกวดมากมาย พร้อมมีรูปงานแสดงภาพถ่ายต่างๆที่ตนเองเข้าร่วมประกวด
คนที่สนใจด้านสังคมก็เอากิจกรรม ที่ทำ บางทีอาจให้เพื่อนเขียนถึงเราก็ได้ว่าเราดีตรงไหน ประทับใจอะไรเรา ให้ครู พ่อแม่ หรือคนที่เรารู้จัก เขียนถึงเราได้ทั้งนั้นไม่ผิดกติกามีนักเรียนถามว่า การบันทึกพอร์ตโฟลิโอต้องมีหลักฐานหรือไม่
นักเรียนที่สนใจด้านเทคโนโลยี อาจทำพอร์ตแบบดิจิตอล คือทำเป็น เวป หรือโปรแกรม นำเสนอ ก็ดูน่าสนใจ ใส่ภาพ เสียง ผมว่าน่าจะสนุกครับเป็นการบ่งบอกความสนใจของเราได้อย่างดี
ในพอร์ตโฟลิโอ ของเรา อาจมีข้อมูลต่าง ๆ ต่อไปนี้ครับ
- กิจกรรมที่เคยทำ เช่นเคยเป็นคณะกรรมการนักเรียน เคยร่วมแข่งขันกีฬาฯ เคยร่วมจัดโครงงาน คือเคยทำอะไร เมื่อไร ก็ใส่ลงไปครับ เราไม่จำเป็นต้องใส่กิจกรรมทุกอย่างที่เราเข้าร่วม เพราะบางทีถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้ผู้อ่าน ดูไม่ออกเลยว่าเราสนใจอะไรกันแน่
- ในส่วนนี้อาจใส่ความรู้สึกของคนอื่นที่มีต่อกิจกรรมที่เราทำ หรือ ความรู้สึกที่มีต่อตัวเราในการทำกิจกรรมนั้นๆ
- นอกจากนั้นนักเรียนควรบันทึกเรื่องของความภูมิใจ และรางวัลที่เคยได้รับในกาณทำกิจกรรม หรือการเรียน และถึงแม้ไม่ได้รับรางวัลใดๆแต่การเข้าร่วมประกวดแข่งขันต่าง ๆ ก็บ่งบอกถึงความสนใจของเรา นักเรียนก็สามารถบันทึกได้เช่นกัน
ในเรื่องนี้ขอยกตัวอย่างในการพิจารณา เปรียบเทียบพอร์ตโฟลิโอของนักเรียนสองคน
- พอร์ต ที่หนึ่ง นักเรียนเข้าร่วมประกวดถ่ายภาพและได้รับรางวัล จากการประกวด มีหลักฐานรางวัล แสดงไว้
- พอร์ตที่สอง ถึงแม้ไม่เคยรับรางวัลแต่ส่งเข้าร่วมประกวดมากมาย พร้อมมีรูปงานแสดงภาพถ่ายต่างๆที่ตนเองเข้าร่วมประกวด
ผมคงพิจารณาว่า เจ้าของพอร์ตที่สองน่าจะเป็นผู้ที่เหมาะสมกว่า ถ้าต้องคัดเอาเพียงคนเดียวเพื่อเข้าเรียนสาขาการถ่ายภาพ บางทีแค่การไปร่วมงาน ไปดูงานนิทรรศการ ที่เราสนใจก็นำมาบันทึกได้ เพราะพอร์ตคือสิ่งที่จะบ่งบอกความสนใจในตัวเรา บางคนสนใจเรื่องวิชาการ ก็เอาเกรด เอารายงานที่ทำระหว่างเรียน เอาเรื่องราวของการทำโครงงานด้านวิชาการต่างๆ ที่เคยทำมาแสดง มาสรุป หรือนำภาพถ่ายของตนเองในงานนั้นๆมาบันทึกไว้ในพอร์ต ก็ดูน่าสนใจครับ
คนที่สนใจด้านสังคมก็เอากิจกรรม ที่ทำ บางทีอาจให้เพื่อนเขียนถึงเราก็ได้ว่าเราดีตรงไหน ประทับใจอะไรเรา ให้ครู พ่อแม่ หรือคนที่เรารู้จัก เขียนถึงเราได้ทั้งนั้นไม่ผิดกติกามีนักเรียนถามว่า การบันทึกพอร์ตโฟลิโอต้องมีหลักฐานหรือไม่
สำหรับผมคิดว่าถ้ามีก็ดี ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าผู้อ่านสนใจเขาก็มาถามเราต่อได้ เช่นถ้าเราเคยร่วมกิจกรรมปลูกป่า แต่เราไม่มีรูป เราก็อาจเขียนความประทับใจในงานนั้น โดยไม่มีหลักฐาน ไม่มีคนเซ็นรับรอง ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ
นักเรียนที่สนใจด้านเทคโนโลยี อาจทำพอร์ตแบบดิจิตอล คือทำเป็น เวป หรือโปรแกรม นำเสนอ ก็ดูน่าสนใจ ใส่ภาพ เสียง ผมว่าน่าจะสนุกครับเป็นการบ่งบอกความสนใจของเราได้อย่างดี
คำถามที่ว่าจะใช้กระดาษอย่างไร ความหนาเท่าไร หรือ จำนวนกี่หน้า ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับตัวเรานะ พอร์ตที่แสดงความเป็นตัวเราได้นั่นคือพอร์ตโฟลิโอที่ดี เคยเห็นพอร์ตของนักเรียนที่ สนใจด้านศิลปะ ทำออกมาไม่กี่หน้าแต่ออกแบบน่าสนใจ มีทั้งภาพกราฟฟิค และภาพถ่ายที่ตั้งใจทำอย่างดี อย่างนี้เอาไปสมัครเข้าเรียนต่อด้านศิลปะ การออกแบบสื่อ ก็น่าจะประสบความสำเร็จ
การที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มมีการกำหนดให้ พอร์ตโฟลิโอ เป็นส่วนหนึ่งของการคัดนักเรียนเข้าเรียนต่อ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าส่งเสริมมากครับ น่าจะมีผลดีกว่าการคัดนักเรียนจากการสอบเพียงอย่างเดียว บางคนไม่เคยคิดเคยทำประโยชน์อะไรให้สังคมส่วนรวมเลย แต่สอบเข้าคณะส้งคมสงเคราะห์ อย่างนี้จะหวังให้จบมาทำงานด้านนี้ คงยากครับ
การคัดเลือกโดยใช้พอร์ตโฟลิโอเป็นส่วนประกอบจึงน่าจะช่วยให้ มหาวิทยาลัยได้คัดเอาผู้ที่มีความสนใจ ในสาขาวิชานั้นๆ เข้าไปเรียน ซึ่งจะทำให้นักเรียนเรียนอย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จในการเรียน การเรียนต่อ หรือ การทำงานในอนาคต
การคัดเลือกโดยใช้พอร์ตโฟลิโอเป็นส่วนประกอบจึงน่าจะช่วยให้ มหาวิทยาลัยได้คัดเอาผู้ที่มีความสนใจ ในสาขาวิชานั้นๆ เข้าไปเรียน ซึ่งจะทำให้นักเรียนเรียนอย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จในการเรียน การเรียนต่อ หรือ การทำงานในอนาคต
โดย อ.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์
ที่มา : http://blog.eduzones.com/wiriya/9080
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
บทความแนะนำ
โครงการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่และกำลังคนที่มีสมรรถนะเพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย
http://www.mua.go.th/users/bhes/pdf/%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B...
-
ฟอนต์อัตลักษณ์มหาวิทยาลัยศิลปากร เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี มหาวิทยาลัยศิลปากร ดาวน์โหลดกันได้เลยค่ะ http://www.f0nt.com/release/silpakor...
-
สวัสดีค่ะ... วันนี้แอดมินขอนำเสนอความหมายของ EdPEx อีกครั้ง ....ที่ก่อนหน้านี้ได้นำเสนอ "คำถาม 15 ข้อที่คาใจ" เกี่ยวกับ EdPEx...
-
การสอนงาน หมายถึง การที่หัวหน้างานได้สอนหรือแนะนำให้ลูกน้อง ได้เรียนรู้งาน ที่ได้รับ มอบหมาย มีวัตถุประสงค์และข้อปฏิบัติอย่างไร จึงจะบรรล...



