วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (1)

หากจะว่าไปแล้วมีครูและนักการศึกษาบางส่วนที่ยังนึกไม่ออกว่า เมื่อมีทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (หรือทฤษฎีการสร้างความรู้ก็เรียก) จะนำไปเป็นพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้อย่างไร ผู้เขียนได้เคยเขียนเกี่ยวกับทฤษฎีนี้มาแล้ว[อ่านเพิ่มเติม] โดยได้เสนอว่า ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์แบ่งเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญา ว่าด้วยการสร้างความรู้โดยอธิบายจากแนวคิดกระบวนการทางปัญญา และทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เชิงสังคม โดยอธิบายการสร้างความรู้ที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม คำถามต่อมาคือจะนำแนวคิดใดไปใช้บ้าง หรืออย่างใดอย่างหนึ่งได้หรือไม่ โดยความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองกลุ่มแนวคิดนี้มิได้มีแนวคิดที่ขัดแย้งกันเพียงแต่อธิบายคนละพื้นฐานเท่านั้นเอง หากแต่ทั้งสองได้มุ่งอธิบายกลไลการสร้างความรู้ของบุคคลเช่นเดียวกัน โดยในบทความนี้จะเสนอแนะแนวทางในการทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญามาเป็นพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้
บ่อยครั้งหรือเกือบทุกครั้งที่หากเมื่อเราเกิดความสงสัยหรืออยากรู้เรื่องใดแล้ว เราจะต้องพยายามรู้เรื่องนั้นให้ได้ ด้วยวิถีทางที่เราเชื่อว่าง่ายที่สุดสำหรับการได้มาซึ่งคำตอบ (แม้บางทีมีคนแนะนำวิธีการอื่นเราก็ไม่เอาด้วย เพราะเราเชื่อของเราอย่างนี้) โดยคำตอบนั้นอาจจะได้มาทันทีหรือไม่ทันที เราเองก็จะใช้ความพยายามในการหาคำตอบเมื่อมีโอกาส และหากสังเกตดีๆ เรื่องที่เราอยากรู้มากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของเราเอง ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของเรา หรือคนใกล้ชิด หรือหากความสงสัยนั้นรุนแรงถึงขั้นเป็นปัญหา เราเองก็จะถึงกับกระวนกระวายหากหาคำตอบหรือแก้ปัญหานั้นไม่ได้
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญา ซึ่งนักจิตวิทยาที่มีส่วนสำคัญในการเสนอแนวคิดนี้คือ Jean Piajet โดยอธิบายว่า การเรียนรู้ของผู้เรียนเกิดจากการปรับเข้าสู่สมดุลทางปัญญา เนื่องมาจากการเสียสมดุล หรือพูดกันง่ายๆก็คือ ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีก่อนอื่นจะต้องเกิดความสงสัยอยากรู้หรือเกิดปัญหาเสียก่อน (สุมาลี ชัยเจริญ (2548) เรียกว่า การเสียสมดุลทางปัญญา) หลังจากนั้นผู้เรียนจะพยายามค้นหาคำตอบด้วยวิถีทางที่เขาเชื่อว่าจะบรรลุผลสำเร็จได้โดยเร็ว (นั่นคือ leraning style ของผู้เรียนนั่นเอง) โดยเมื่อปัญหา คำถามหรือข้อสงสัยนั้นได้รับความกระจ่างแล้วจึงเรียกว่า เกิดการเรียนรู้ (สุมาลี ชัยเจริญ (2548) เรียกว่า การปรับเข้าสู่สมดุลทางปัญญา)
จากแนวคิดดังกล่าวสามารถนำมาเป็นพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้ดัังนี้
  • ครูจัดเตรียมสถานการณ์ที่เป็นปัญหา เหตุการณ์หรือข้อคำถามที่จะทำให้นักเรียนเกิดความสงสัย โดยปัญหานั้นจะต้อง 1) เกี่ยวข้องกับนักเรียนหรือใกล้เคียงกับบริบทของผู้เรียน และ 2) เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่จะทำการสอน ยกตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ การกระตุ้นให้เกิดความสงสัยในสภาพจริงในการเรียนของนักศึกษาแพทย์ ซึ่งอาจารย์หมอจะใช้ case ของคนไข้เป็นสิ่งกระตุ้นให้นักศึกษาแพทย์เกิดความสงสัย และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือการวินิจฉัยโรคและหาแนวทางการรักษาโรคนั่นเอง ซึ่งในชั้นเรียนทั่วๆไป ครูอาจยกเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาและเกี่ยวข้องกับเนื้อหามาให้นักเรียนเพื่อเสนอแนวทางการแก้ปัญหา หรือ ครูอาจจะสมมุติสถานการณ์ขึ้นมาเองก็ได้ หรืออาจใช้ Clip จาก Youtube ที่เกี่ยวข้องและเป็นปัญหามาช่วยกระตุ้นด้วยก็ได้ แต่โดยหลักการคือ “ทำอย่างไรให้นักเรียนเกิดความสงสัยหรืออยากรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง” (แน่นอน ถ้าเป็นปัญหาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับนักเรียนแต่อาจเกี่ยวข้องกับเนื้อหา ก็ยากที่จะกระตุ้นให้เกิดความสงสัยอยากรู้ เหมือนกับเพื่อนอกหักก็ยังเป็นปัญหาน้อยกว่าเราอกหักเสียเอง ฉันใดก็ฉันนั้น)
bad choice           cognitive_thoughts_conflict
[ภาพจาก http://ravingdaveherman.blogspot.com/ และ http://www.positiverelationshipsorangeco.com/]
  • หลังจากที่ครูกระตุ้นให้นักเรียนได้เกิดความสงสัยแล้ว บทบาทต่อมาคือต้องมีการจัดเตรียมเนื้อหา ความรู้ หรือแหล่งทรัพยากรสารสนเทศต่างๆ ไว้สำหรับนักเรียนได้ศึกษาค้นคว้า ในการคลายปมข้อสงสัยหรือหาแนวทางการแก้ปัญหา รวมทั้งอนุญาตให้นักเรียนได้วางแผนหรือคิดวิธีการหาคำตอบหรือแก้ไขปัญหาด้วยตัวของเขาเอง โดยบางคนชอบอ่านเอง บางคนชอบฟัง บางคนชอบพูดคุยแลกเปลี่ยน โดยบทบาทครูก็ต้องจัดสภาพและกระบวนการให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามแนวทางในต้องการ รวมทั้งการจัดเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์รวมทั้ง ICT เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ในการสืบค้น จัดการ รวบรวมและสังเคราะห์คำตอบได้อย่างเต็มที่ (บทบาทเช่นนี้ของครูเรียก “การจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้” ที่ไม่ใช่การให้เนื้อหาอย่างเดียว แต่ต้องมีการจัดสภาพการเรียนรู้แลกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายในการเรียนรู้) โดยหลักการของส่วนนี้คือ “ครูต้องสนับสนุนให้นักเรียนได้ค้นคว้า เข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศ รวมทั้งสนับสนุนเครื่องมือในการเรียนรู้ต่างๆ” (สุมาลี ชัยเจริญ (2548) เรียกว่า การสนับสนุนการปรับเข้าสู่สมดุลทางปัญญา)
cognitivecondtructivist
กล่าวโดยสรุป ในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญาคือ บทบาทของครูที่จะกรุต้นให้นักเรียนเกิดความสงสัยใคร่รู้ โดยอาจใช้คำถาม ปัญหา สถานการณ์หรือสภาพการที่เป็นปัญหาช่วยกระตุ้นให้เกิดความสงสัย หลังจากนั้นควรต้องส่งเสริมให้นักเรียนได้ลงมือค้นหาคำถามด้วยตัวของนักเรียนเองตามความชอบและความถนัด ซึ่งครูต้องจัดเตรียมเนื้อหาที่เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหาและจัดเตรียมเครื่องมือที่นักเรียนจะสามารถใช้ในการค้นหา รวบรวมและจัดการความรู้ต่างๆ เพื่อนำไปสู่การสรุปแนวทางการแก้ปัญหาหรือคำตอบของปัญหานั่นเอง

โดย ดร.อนุชา โสมาบุตร

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อันดับมหาวิทยาลัยโลก QS World University

           การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก QS World University Rank ings จากประเทศอังกฤษ ประจำปี 2014/2015 สถาบันอุดมศึกษาในสหรัฐเข้ารอบ 10 อันดับแรก 6 แห่ง ตามด้วยอังกฤษ 4 แห่ง สำหรับไทย ติด 8 แห่ง
          อันดับ "มหาวิทยาลัยโลก" ในปีนี้ (อันดับปีที่แล้ว)
          1.Massachusetts Institute of Technology (MIT) สหรัฐ (ครองแชมป์เป็นสมัยที่ 3)
          2.University of Cam bridge อังกฤษ (อันดับ 3) ครองอันดับร่วมกับ
          2.Imperial College London อังกฤษ (อันดับ 5)
          4.Harvard University สหรัฐ (อันดับ 2)
          5.University of Oxford อังกฤษ (อันดับ 6) ครองอันดับร่วมกับ
          5.UCL (University College London) อังกฤษ (อันดับ 4)
          7.Stanford University สหรัฐ (อันดับ 7)
          8.California Institute of Technology (Caltech) สหรัฐ (อันดับ 10)
          9.Princeton University สหรัฐ (อันดับ 10)
          10.Yale University สหรัฐ (อันดับ 8)
          สำหรับ "มหาวิทยาลัยจากเอเชีย" ที่มีรายชื่อติดอัน ดับสูงสุด 10 สถาบันแรก ได้แก่
          22.National University of Singapore (NUS) สิงคโปร์
          28.University of Hong Kong ฮ่องกง
          31.University of Tokyo ญี่ปุ่น ครองอันดับร่วมกับ
          31.Seoul National University เกาหลีใต้
          36.Kyoto University ญี่ปุ่น
          39.Nanyang Tech nological University (NTU) สิงคโปร์
          40.The Hong Kong University of Science and Technology ฮ่องกง
          46.The Chinese University of Hong Kong ฮ่องกง
          47.Tsinghua Univer sity จีน
          51.KAIST-Korea Advanced Institute of Science & Technology เกาหลีใต้
          มหาวิทยาลัย "ของไทย" ที่ติดอันดับชั้นนำของโลก (อันดับปีที่แล้ว) ได้แก่
          243.จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย (อันดับ 239)
          257.มหาวิทยาลัยมหิดล (อันดับ 283)
          501-550 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อันดับ 551-600)
          601-650 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อันดับคงที่)
          651-700 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (อันดับคงที่)
          701 ขึ้นไป มหาวิทยาลัยขอนแก่น (อันดับคงที่)
          701 ขึ้นไป มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (อันดับคงที่)
          701 ขึ้นไป มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (อันดับคงที่)

          นอกจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในภาพรวมแล้ว ยังมีการจัดอันดับแยกตามสาขาวิชาทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ Engineering and Techno logy, Life Science and Medicine, Social Science and Management, Natural Sciences และ Art and Humanities แม้ภาพรวมจะติดอันดับ แต่บางมหาวิทยาลัยไม่ได้เปิดหลักสูตรครอบคลุมทุกสาขาวิชา
          ผลการจัดอันดับให้น้ำหนักคะแนนและตัวชี้วัดจากหลายปัจจัย ได้แก่ คุณภาพงานวิจัยที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ คุณภาพการสอน สัดส่วนจำนวนนักศึกษาต่ออาจารย์ บัณฑิตที่ได้งาน ได้รับการประเมินจากผู้จ้างงานในเอเชีย ความเป็นนานาชาติ โดยประเมินจากผู้สอนและนักศึกษาชาวต่างชาติ

      
    --โลกวันนี้วันสุข ฉบับวันที่ 4 - 10 ต.ค. 2557--

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557

มหาวิทยาลัยไทย อย่าให้เละยิ่งกว่านี้เลย

     ผมเขียนเรื่อง “มหาวิทยาลัยไทย ยิ่งออกนอกระบบยิ่งล้มเหลว” ไปเมื่อวันศุกร์ ก็มีข่าวว่า คุณกฤษณพงศ์ กีรติกร รัฐมนตรีช่วยศึกษาฯ เรียก ผู้บริหารคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ไปหารือ เพราะมหาวิทยาลัยไทยวันนี้เละจนน่าตกใจ

    เมื่อออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยสามารถหารายได้เองจนร่ำรวยกันทุกมหาวิทยาลัย แถม “ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้” มีการขึ้นค่าเล่าเรียน จัดหลักสูตรพิเศษค่าเรียนแพงๆไปจนถึงการสร้างศูนย์การค้า แทนที่ จะสร้างห้องเรียนเพิ่มในคณะวิชาที่ประเทศขาดแคลน สร้างห้องวิจัยที่มหาวิทยาลัยขาดแคลน เพื่อสนับสนุนพัฒนาการประเทศในระยะยาว ฯลฯ
    
    ในการหารือ รัฐมนตรีกฤษณพงศ์ ให้โจทย์ไป 4 ข้อ 1.จะพัฒนาอุดมศึกษาไปสู่เป้าหมายของประเทศ และเป้าหมายของแต่ละมหาวิทยาลัย ได้อย่างไร 2.บทบาทของ กกอ.ที่ต้องช่วยดูคุณภาพการศึกษา ขณะนี้ มหาวิทยาลัยรับนักศึกษาจำนวนมาก เปิดหลักสูตรเฟ้อ กระทบต่อคุณภาพการศึกษา ทำให้นักศึกษา ผู้ปกครอง สถานประกอบการ เสียเงิน เสียเวลา 3.เรื่องการผลิตและพัฒนาครูต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ 4.การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษา
ก็เป็นนโยบายทั่วไป แต่ที่น่าตกใจก็คือ

     ท่านรัฐมนตรีช่วยศึกษาฯ ระบุว่า จากข้อมูลในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า ผู้จบปริญญาตรี 3 คน มีเพียง 1 คนเท่านั้นที่ได้งานทำในปีแรก อีก 2 คนตกงาน แต่ละปีจะมีบัณฑิตที่ไม่สามารถหางานทำได้หลังสำเร็จการศึกษาถึง 150,000 คน และมีอีกจำนวนมากที่ทำงานต่ำกว่าวุฒิ เพราะเปิดสาขาวิชามากเกินไป ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด และปัญหาคุณภาพหลักสูตร
เห็นความเละของมหาวิทยาลัยไทยหรือยัง ถ้า นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการที่จะพัฒนาประเทศไทยให้ยั่งยืนอย่างที่ตั้งใจ จะต้องเร่ง “ผ่าตัดใหญ่กระทรวงศึกษาและระบบการศึกษาเป็นการด่วน” ไม่งั้นก้าวไปข้างหน้าไม่ได้แน่นอน
รัฐมนตรีช่วยศึกษาฯ แฉอีกว่า มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเก็บค่าเล่าเรียนแพงลิ่ว ปริญญาตรีค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร 3–4 แสนบาทเป็นอย่างต่ำ แต่เรียนจบแล้วกลับหางานทำไม่ได้ถึงปีละ 150,000 คน ถือเป็นความสูญเสียของผู้เรียน ผู้ปกครอง และภาครัฐ
ไม่เพียงมหาวิทยาลัยนอกระบบที่หากินกับการศึกษาจนร่ำรวย มหาวิทยาลัยเอกชน ก็หากินกับการศึกษาจนร่ำรวยมหาศาล เพราะ มหาวิทยาลัยไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ แต่ละแห่งจึงรับนักศึกษาปี 1 จนล้นแล้วล้นอีก เพื่อโกยกำไรจากค่าเล่าเรียน แล้วค่อยไปเข้มตอนปี 3 ปี 4 เพื่อให้จบหลักสูตรน้อยกว่าที่รับปี 1
ที่น่าตกใจยิ่งกว่านี้ เมื่อเร็วๆนี้ คุณจิรศักดิ์ จิยะจันทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เวิลด์คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า จะนำ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ทั้ง 3 แห่งที่กาญจนบุรี บุรีรัมย์ ปทุมธานี เข้าไปจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยการทำ “แบ็กดอร์ลิสติ้ง” ซื้อ บริษัท พันธุ์สุกรไทย–เดนมาร์ค ที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ

    เมื่อ ระบบการศึกษาของชาติ เข้าสู่ “ระบบทุนนิยม” ที่ “ยึดกำไรสูงสุด” เป็นหลัก อนาคตการศึกษาของไทยก็คงหนีไม่พ้น “หลักสูตรเจ้าสัว” ที่ทำกันเกร่อตั้งแต่ปริญญาตรียันปริญญาเอก โดยเจ้าสัวไม่ต้องลำบากไปเรียนให้มากนัก
    นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งไปพูดเรื่อง “การพัฒนาคนเพื่ออนาคตประเทศไทย” ในงานสัมมนา แต่ท่านไม่ได้พูดถึง โรงเรียน และ มหาวิทยาลัย ที่เป็นแหล่งพัฒนาคนที่สำคัญที่สุด ถ้ารัฐบาลขืนปล่อยให้มหาวิทยาลัย เป็นโจ๊กกันอย่างนี้ สร้างศูนย์การค้า เข้าตลาดหลักทรัพย์ แทนที่จะเน้นเรื่องการศึกษาวิจัย อนาคตคนไทยคงหาคุณภาพไม่ได้แน่นอน
นี่คือ ปัญหาใหญ่ ที่ นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องแก้ทันที เพื่อพัฒนาคน ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติและปฏิรูปประเทศไทย.
“ลม เปลี่ยนทิศ”

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

สศช.เผยการศึกษาไทยเหลื่อมล้ำ คนจนเรียน"คุณภาพต่ำ-ราคาสูง"

วงถกแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของ สศช. เผยโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับสูงของคนไทยไม่เท่าเทียมกัน มิหนำซ้ำยังมีปัญหาคุณภาพการศึกษา ขณะที่เด็กนักเรียนยากจนได้รับการศึกษาคุณภาพต่ำแต่ต้องจ่ายแพง แนะปรับขนาด "โรงเรียน-ห้องเรียน" ช่วยลดต้นทุนต่อหัวได้
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดการประชุมประจำปี 2557 เรื่องการพัฒนาคนเพื่ออนาคตประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งในงานได้มีการประชุมกลุ่มย่อยเรื่องความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย : การศึกษาและตลาดแรงงานตอบโจทย์อย่างไร
โดยในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการศึกษานั้น นายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำในมิติการศึกษานั้นพบว่า ด้านโอกาสการเข้าถึงการศึกษามีความไม่เท่าเทียมกันมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับการศึกษาสูงขึ้น
เขากล่าวต่อว่า ความเหลื่อมล้ำของโอกาสการเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาสูงกว่าในระดับมัธยมศึกษา ซึ่งพบว่ากลุ่มคนที่จนที่สุด ร้อยละ 10 ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีไม่ถึงร้อยละ 5 ขณะที่กลุ่มคนที่รวยที่สุดเข้าถึงการศึกษาระดับปริญญาตรีได้กว่าร้อยละ 60
นายปรเมธี กล่าวว่า ส่วนทางด้านคุณภาพการศึกษามีความไม่เท่าเทียมกันระหว่างภูมิภาค โดยผลการเรียนของเด็กในภาคอีสานอยู่ในระดับต่ำที่สุดในทุกด้าน ขณะที่รายจ่ายทางการศึกษาของภาครัฐต่อหัวยังคงกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ และกลุ่มคนที่ไม่จน
ด้าน นายดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนามนุษย์ ธนาคารโลก กล่าวว่า ปัญหาหลักของการศึกษาไทย คือ คะแนนสอบมาตรฐานต่ำ โดยประเมินจากข้อสอบระดับประเทศและระดับนานาชาติ
ส่วนความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษามีอยู่สูง โรงเรียนจำนวนมากมีขนาดโรงเรียนและขนาดห้องเรียนเล็กเกินไป (ขาดแคลนครูและมีต้นทุนสูง) ขาดแรงจูงใจในการจัดการ และระบบการศึกษาไทยขาดความรับผิดชอบต่อเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา
ขณะที่อัตราการเกิดที่ลดลงทำให้จำนวนนักเรียนลดลงอย่างมาก ส่วนจำนวนครูและโรงเรียนไม่สอดคล้องกัน โดยสัดส่วนนักเรียนต่อครูจึงลดลงจากประมาณ 35 : 1 ในปี 2514 เหลือประมาณ 15 : 1 ในปัจจุบัน ดังนั้นปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ใช่การขาดแคลนครู แต่เป็นปัญหาการจัดสรรทรัพยากรครูอย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรยังส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยกว่า 1 ใน 4 ของห้องเรียนไทยมีขนาดเล็กกว่า 10 คน
ปรับขนาดห้องช่วยลดค่าใช้จ่ายต่อหัว
นอกจากนี้ยังพบอีกว่า จังหวัดที่รวยกว่า ยิ่งมีขนาดโรงเรียนและขนาดห้องเรียนที่ใหญ่กว่า ดังนั้นการบริหารจัดการให้มีขนาดห้องเรียนใหญ่ที่เหมาะสมจะสามารถลดค่าใช้จ่ายต่อหัวลงมาได้อย่างมาก
เขากล่าวถึงผลการศึกษาโครงสร้างต้นทุนต่อนักเรียน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขนาดโรงเรียนและขนาดห้องเรียนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนทางการศึกษาเฉลี่ยต่อนักเรียนสูง ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็กมีต้นทุนต่อนักเรียนสูงมาก โดยต้นทุนต่อนักเรียนลดลงมากกว่า 45 เปอร์เซ็นต์ เมื่อโรงเรียนมีขนาดถึง 500 คน เทียบกับจำนวนน้อยกว่า 50 คน และเมื่อขนาดชั้นเรียนเพิ่มขึ้นถึง 35 คนต่อห้อง ต้นทุนต่อนักเรียนลดลง 25 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ตามโรงเรียนขนาดเล็กบางแห่ง สามารถให้การศึกษาที่มีคุณภาพสูง เมื่อพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำ ส่วนมากนั้นเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก
คนจนเรียนแพงแถมคุณภาพต่ำ
ทั้งนี้ปัญหาของโรงเรียน และชั้นเรียนที่มีขนาดเล็กเกินไป คือ นักเรียนจำนวนมากต้องเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดคุณภาพ มีครูไม่ครบระดับชั้นและไม่ครบวิชา ครูมีประสบการณ์และคุณวุฒิไม่มาก รวมทั้งอัตราการขอย้ายสูง นักเรียนขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ภายในห้องเรียน คุณภาพวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอนไม่พอเพียงพอ และโรงเรียนที่มีขนาดเล็กยังทำให้ต้นต่อนักเรียนสูงมากด้วย ดังนั้น ผลลัพธ์ คือ เด็กนักเรียนยากจนได้รับการศึกษาที่คุณภาพต่ำ แต่มีราคาแพง
จี้แก้จริงจังก่อนช่องว่างเหลื่อมล้ำเพิ่ม
นายธงชัย ชิวปรีชา กรรมการมูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า ขณะนี้คนฐานะยากจน ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ มีความเหลื่อมล้ำมาก ดังนั้น รัฐบาลต้องเริ่มเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้ อย่าไปพูดว่าได้ทำแล้ว แต่ต้องทำอย่างจริงจัง โดยเริ่มดูแลตั้งการปฏิสนธิ อย่างการตั้งครรภ์ เช่น การให้อาหารเสริมต่างๆ อีกทั้งต้องมีค่าชดเชย จากการหยุดงานไปตรวจครรภ์เมื่อเด็กคลอดออกมา จนกระทั่งวัย 0-5 ปี ควรที่จะมีศูนย์เด็กเล็กที่มีประสิทธิภาพสูง และดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นถ้าเราดูแลเป็นอย่างดีตั้งก่อนท้องจนถึงเกิดทุกขั้นตอนก็จะทำให้ไม่เกิดปัญหา
"การไปช่วยคนเหล่านี้ เท่ากับเราช่วยลูกหลานเราในอนาคต หากยังไม่เข้าไปช่วย นับไป 50 ปี ก็อาจจะทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ"
เสนอลดขนาดโรงเรียน สพฐ.
ขณะที่การศึกษาควรจูงใจครูที่อยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ ให้ไปกระจายตัวตามโรงเรียนขนาดเล็กต่างๆ ให้ทั่วถึง จะเป็นการพัฒนาระบบการศึกษาได้ดี ถ้าเป็นไปได้ลดขนาดของโรงเรียน สพฐ. เพราะเยาวชนมักจะเรียนต่อสายสามัญ ไม่กล้ามาเรียนสายอาชีพ
ดังนั้นควรเลิกเรียก ปวช. เปลี่ยนไปเรียกชื่ออย่างอื่นได้หรือไม่ แต่ให้มีการสอนเหมือนเดิม นอกจากนี้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นควรให้รู้จักอาชีพต่างๆ จะได้มีแนวทางเพื่อเลือกอาชีพในอนาคต รวมทั้งต้องให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการศึกษาปรับปรุงอย่างแท้จริง
ธ.ทหารไทยเห็นต่างเหลื่อมล้ำดีขึ้น
ส่วน นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไม่ว่าประเทศเราจะพัฒนาไปข้างหน้าเท่าไร ความเหลื่อมล้ำก็เป็นโจทย์ที่เราต้องแก้ไขกันต่อไปและไม่มีวันจบสิ้น
เขากล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำเป็นต้นตอความขัดแย้งทางการเมืองและสังคม การทุจริต คอร์รัปชัน ซึ่งในประเทศใดๆ ก็ไม่มีหน่วยงานเฉพาะในการรับผิดชอบในการแก้ไขเหลื่อมล้ำ
อย่างไรก็ดี เขาเชื่อว่าความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยค่อนข้างแย่ลง ซึ่งขัดกับการวิจัยที่มองว่าความเหลื่อมล้ำของไทยนั้นดีขึ้น เนื่องจากปัจจุบันความขัดแย้งทางการเมืองเป็นปัญหาที่ยังคงมีอยู่ จึงมองว่าความเหลื่อมล้ำนั้นแย่ลงเรื่อยๆ และมีประเด็นมากมาย ดังนั้นเราต้องกลับมามองดูต้นตอของปัญหามากกว่า
ติงการศึกษาเน้นให้จบ-ไม่เน้นคุณภาพ
นายเบญจรงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันการศึกษาไทยถือว่าล้มเหลวมาก เพราะไม่สามารถสร้างบุคลากรที่เป็นความต้องการในตลาดแรงงาน เราเน้นด้านจบการศึกษามากกว่าทำให้คุณภาพขาดหายไป ทำให้ภาคเอกชนเวลารับสมัครงานจึงต้องเลือกสถาบัน แม้กระทั่งอาจารย์ที่ปรึกษา เพราะระบบการศึกษาไทยไม่มีคุณภาพ
ภาคเอกชนบางส่วนเลือกมากขึ้น ถึงขั้นหากมีคนจบต่างประเทศหรือคนจบไทยมาสมัครงาน ก็อาจจะเลือกคนจบต่างประเทศ ทั้งที่ระบบการศึกไทยแข่งขันได้ดีกว่า ดังนั้นควรเน้นด้านทักษะมากขึ้น โดยตลาดแรงงานบอกความต้องการไปยังอุดมศึกษา และสถาบันการศึกษาประสานงานกับภาคเอกชนมากขึ้น
ชี้ศก.ไทยไม่ชัดเจนส่งผลพัฒนาแรงงาน
ทั้งนี้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีทิศทางชัดเจนว่าจะไปทางไหน เช่น เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรม และเรายังบอกว่าไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยในอนาคตจะเป็นเช่นไร จะมีการพัฒนาจะด้านไหน เพราะการพัฒนาแรงงานเป็นการวางแผนระยะยาว เราต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด โดยมองตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้นของปัญหา


         ดังนั้นจึงอยากเสนอให้สภาพัฒน์ฯ เข้ามาเติมเต็มบทบาทเรื่องนี้ เพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศ การตั้งเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำให้ชัดเจน และติดตามประเมินผลต่อเนื่อง เช่น ต้องลดส่วนต่างของสัดส่วนรายได้ลงให้เหลือ 15 เท่า หรือเพิ่มการถือการถือครองที่ดินชุมชนให้ครอบคลุม 5 เปอร์เซ็นต์ และสามารถสร้างภาคีเครือข่ายลดความเหลื่อมล้ำเพื่อทำงานโดยมีเป้าหมายเดียวกัน

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com//home/detail/politics/education/20140929/607867/ศึกษาไทยปมเหลื่อมล้ำคุณภาพ-ราคา.html

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

5 ข้อดีในการโพสต์เฟซบุ๊กในแบบสาธารณะ เหตุผลที่ควรโพสต์แบบสาธารณะ มีอะไรบ้างมาดูกัน


          ในกลุ่มคนที่เล่นเฟซบุ๊ก มีคนจำนวนหนึ่งที่นิยมโพสต์สเตตัสหรือรูปภาพต่าง ๆ โดยตั้งค่าความเป็นส่วนตัวให้เห็นเฉพาะเพื่อนเท่านั้น ทำให้คนอื่นที่ไม่ได้แอดเป็นเพื่อนไว้ไม่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะไม่ว่าใคร ๆ ก็ต้องการความเป็นส่วนตัวทั้งนั้น แต่ก็มีเหตุผลบางประการที่ทำให้เราควรโพสต์เฟซบุ๊กให้สามารถมองเห็นได้แบบสาธารณะ (Public) บ้างในบางครั้ง อยากรู้กันแล้วล่ะสิว่าเหตุผลที่ว่านั้นคืออะไร เรามาดูเหตุผลทั้ง 5 ข้อจากเว็บไซต์gizmodo.com กันเลยดีกว่า

1.  เพื่อให้คนอื่นจำเราได้ ถ้าหากมีเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี หรือญาติห่าง ๆ ที่ตามหาเราในเฟซบุ๊ก แต่ถ้าเราโพสต์ทุกอย่างไว้แบบให้เพื่อนเห็นได้เท่านั้น บุคคลเหล่านั้นก็อาจไม่สามารถรู้ได้ว่านั่นเป็นเฟซบุ๊กของเราหรือไม่ นอกจากจะใช้รูปโปรไฟล์ที่เห็นใบหน้าเราอย่างชัดเจน แต่ถ้าหน้าตาเปลี่ยนไปจากอดีตมากก็จำไม่ได้อยู่ดี...

2. เพิ่มโอกาสในการหางาน ถ้าหากบริษัทที่เราไปสมัครงานให้ระบุที่อยู่เฟซบุ๊กของเราด้วย เพื่อใช้ในการพิจารณา ซึ่งถ้าเราโพสต์ทุกอย่างให้เห็นได้แค่เพื่อน ผู้พิจารณาก็จะไม่เห็นอะไรในเฟซบุ๊กของเราเลย แต่ถ้าหากเราโพสต์สิ่งที่แสดงถึงด้านดีของตัวเราให้เห็นได้ในแบบสาธารณะ ก็อาจช่วยเพิ่มโอกาสได้งานบ้างไม่มากก็น้อย

3. เพื่อโปรโมทผลงานของเรา ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่เราขาย หรือภาพถ่าย ภาพวาด ที่เราสร้างขึ้นมาด้วยฝีมือของเราเอง มันคงจะน่าเสียดายไม่น้อยหากโพสต์ให้เพื่อนเรามองเห็นได้เท่านั้น แต่ถ้าหากโพสต์แบบสาธารณะก็อาจมีคนแชร์ผลงานของเราให้คนทั่วโลกเห็น ไม่แน่เราอาจจะดังหรือมีแมวมองมาสนใจซื้อของหรือจ้างงานเราก็ได้นะ

4. มีโอกาสพบปะผู้คนมากขึ้น การที่เราโพสต์สเตตัสหรือรูปภาพในแบบสาธารณะนั้น ช่วยคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเพื่อนเรา โดยเฉพาะเพื่อนของเพื่อน ที่จะได้เห็นโพสต์ของเราเมื่อเพื่อนเรามากดไลค์หรือคอมเมนต์ ซึ่งไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีความคิดเห็นดี ๆ มาแลกเปลี่ยนกับเรา หรืออาจชอบอะไรเหมือน ๆ กับเราจนได้เป็นเพื่อนกันในเวลาต่อมาก็เป็นได้

5. ใช้เฟซบุ๊กของเราเป็นเสมือนหน้าเว็บ สำหรับแชร์เนื้อหาที่เราต้องการเผยแพร่ในแบบสาธารณะ เนื่องจากเฟซบุ๊กอนุญาตให้ผู้ใช้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในแต่ละโพสต์ได้ และมีลิงก์ของแต่ละโพสต์เสมือนกับเป็นหน้าเว็บหน้าหนึ่ง เราก็สามารถโพสต์เนื้อหาในแบบสาธารณะแล้วนำลิงก์ไปเผยแพร่ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกราวกับเป็นหน้าเว็บของเราเองเลยทีเดียว


ที่มา : http://fbguide.kapook.com/view97905.html

การศึกษาไทยแค่ปฏิรูปไม่พอ..ต้องผ่าตัดทั้งระบบ

         จากการเปรียบเทียบดัชนีคุณภาพการศึกษาของประเทศสมาชิก 144 ประเทศ ทั่วโลก ซึ่งเป็นรายงานของ โกลบอล คอมเพทติทีฟ รีพอร์ต 2014-2015 โดย World Economic Forum พบว่า คุณภาพการศึกษาไทยถดถอยไปอีก 9 อันดับ โดยเฉพาะการศึกษาระดับขั้นพื้นฐานอยู่ลำดับที่ 86 ของโลก เป็นที่ 7 ของอาเซียนโดนประเทศลาวแซงหน้าไปแล้ว ส่วนระดับอุดมศึกษา ตกไปอยู่อันดับ 8 ของอาเซียนแพ้กัมพูชาและลาวเช่นกัน ผลออกมาเช่นนี้ก็น่าแปลกใจไม่น้อย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณเพื่อจัดการศึกษาปีละกว่า 5 แสนล้านบาท รัฐมนตรีก็เปลี่ยนบ่อยจนจำชื่อไม่ได้ ข้าราชการซี 11 มีถึง 5 คน ซี 10 อีกเกือบร้อย ครูผู้สอนก็จบไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ปริญญาโท ดอกเตอร์ก็มีไม่น้อย โรงเรียนส่วนใหญ่ก็มีความพร้อมทั้งด้านอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยี กว่าหลายประเทศด้วยซ้ำไป มหาวิทยาลัยปิดของไทยต่างแย่งคัดหาเด็กเก่งเข้าเรียน ส่วนเด็กเองก็เรียนพิเศษแบบไม่มีวันพัก ทำไมคุณภาพจึงตกต่ำลงทุกปี ส่วนการจะไปอ้างว่าวิธีวัดไม่มีมาตรฐานก็ไม่ได้ เพราะอีก 143 ประเทศก็ใช้ตัวชี้วัดเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะเรามัวเห่อวิชาการ ยึดติดอยู่กับปริญญาจนทำให้การพัฒนาหลงทาง 
        ซึ่งจะไปกล่าวโทษครูไม่มีคุณภาพ สอนไม่เป็น ไม่รู้จักพัฒนาตนเอง ไม่มีจิตวิญญาณความเป็นครู ก็คงไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะครูส่วนใหญ่ยังต้องทำงานตามนโยบาย และคุณภาพชีวิตเด็กจะเกิดขึ้นได้ต้องมีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย หลายฝ่ายต้องเข้ามารับผิดชอบร่วมกัน แต่ที่ผ่านมาการทำงานด้านการศึกษาต่างฝ่ายต่างคิดต่างทำอยู่ผลถึงเป็นเช่นนี้ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่จะต้องผ่าตัดยกเครื่องเรื่องระบบการศึกษาชาติใหม่ เพราะคงจะทำแค่ปฏิรูปแก้ปัญหาจิ๊กซอว์อย่างที่ผ่านมาคงไม่ทันการณ์ โดยการผ่าตัดครั้งใหม่นี้จะต้องทำกันทั้งระบบแบบบูรณาการอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พูดไว้ คือ ต้องมีหน่วยงานหลัก หน่วยงานรอง หน่วยงานเสริม ทำหน้าที่รับผิดชอบส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่อย่างจริงจังต่อเนื่องโดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ คุณภาพชีวิตของเด็ก สำหรับปัญหาการศึกษาที่รอให้แต่ละหน่วยงานต้องเร่งผ่าตัดมาอยู่หลายปัจจัย  
       โดยมีภาครัฐบาลต้องเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในส่วนที่หน่วยงานระดับภาคปฏิบัติทำได้ยาก เช่น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ที่ใช้มานานจึงน่าจะถึงเวลาแก้ไขในส่วนที่ทำให้การพัฒนาติดขัด ไม่ว่าจะเป็นการเกิดงานประเภทใช้งบประมาณมาก เพิ่มภาระงานให้ครูมากแต่ผลออกมาไม่คุ้มค่าก็ควรยกเลิกหรือหาวิธีการใหม่ที่ดีกว่ามาใช้แทน เช่น การประเมินคุณภาพการศึกษาที่ดำเนินการมาแล้ว 3 รอบ และผลการประเมินของโรงเรียนส่วนใหญ่ที่ออกมาก็รู้ ๆ กันอยู่ คือ ผู้บริหารเยี่ยม ครูเยี่ยม แหล่งเรียนรู้เยี่ยม แต่ผลสัมฤทธิ์ตามหลักสูตร และกระบวนการคิด วิเคราะห์ของเด็กปานกลางจนถึงต่ำ เมื่อสรุปเป็นภาพรวมแล้วส่วนใหญ่จะผ่านการประเมินและได้รับรอง หรือการวัดผลด้วยข้อสอบ O-NET ที่ทุกฝ่ายอยากให้คะแนนเพิ่มสูงขึ้นจนครูไม่น้อยพากันสอนข้อสอบ O-NET แทนสอนตามหลักสูตรทำให้ปีหลัง ๆ คะแนนเพิ่มขึ้นสมใจ แล้วทำไมคุณภาพการศึกษาเมื่อเปรียบเทียบกับนานาชาติจึงกลับถอยหลังยิ่ง
กว่าปีก่อน ๆ เข้าไปอีก นอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ครูขาดแคลน โรงเรียนที่
         มีความพร้อมยังไม่ได้เป็นนิติบุคคลอย่างแท้จริง ขาดโรงเรียนเฉพาะทางที่จะสร้างเด็กสู่ความเป็นเลิศ กฎหมายเรียนฟรี ที่ให้เหมือนกันหมดไม่ว่าคนจนหรือคนรวย หรือแม้แต่โครงสร้างที่ทำให้การบริหารการบริการด้อยประสิทธิภาพก็ควรได้รับการแก้ไขด้วย และกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเจ้าภาพหลักคงมีเรื่องให้แก้ไขและพัฒนามากมาย ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร คุณภาพบุคลากร วิธีสอน วิธีจัดสรรงบประมาณไม่ให้กระจุกอยู่แค่ส่วนกลาง ลดหรือเลิกกิจกรรม โครงการ การอบรม สัมมนา งานโชว์ งานประกวด หรือให้ภาคปฏิบัติดำเนินการแทน หาวิธีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ไม่ต้องทำให้เด็กต้องมุ่งอยู่กับการเรียนพิเศษ การมีมหาวิทยาลัยเปิดและมหาวิทยาลัยส่งเสริมด้านอาชีพที่สอดรับกับตลาดแรงงานของประเทศให้มากขึ้นพร้อมทำ MOU กับสถานประกอบการเพื่อรับประกันการมีงานทำให้กับผู้เรียน ควรนำวิธีการสอบตกซ้ำชั้นมาใช้ เพื่อฝึกให้เด็กมีความรับผิดชอบและมีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น การกำหนดเกรดที่จะเรียนต่อสายสามัญ เพื่อให้เด็กสู่สายอาชีพมากยิ่งขึ้น เป็นต้น 
      ส่วนกระทรวงอื่น ๆ ก็คงต้องช่วยกันทำหน้าที่พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กอย่างจริงจังเช่นกัน โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพอนามัย เพราะปัญหาทุพโภชนาการของเด็กนอกจะส่งผลต่อโรคภัยไข้เจ็บแล้วยังส่งผลถึงสติปัญญาด้วย เพราะจากผลการวิจัยโครงการสำรวจภาวะโภชนาการสุขภาพเด็กในภูมิภาคอาเซียน ( South East Asia Nutrition Survey) ปี 2554-2555 ในเด็กอายุระหว่าง 0.5–12.9 ปี พบว่า เด็กไทยกำลังประสบกับทุพโภชนาการ ขาดธาตุเหล็ก ไอโอดีน วิตามินดีและแคลเซียม ทำให้เด็กอ้วน เติบโตช้า ไอคิวต่ำ ซึ่งปัจจุบัน ไอคิวเด็กไทยก็อยู่แค่ 90-92 ต่ำกว่ามาตรฐาน เรื่องนี้คงปล่อยให้เป็นภาระของโรงเรียนไปจัดแค่อาหารกลางวันอย่างเดียวคงไม่ได้ เด็กต้องรับประทานอาหาร 3 มื้อ โดยเฉพาะมื้อเช้าไม่ว่าลูกคนจนหรือคนรวยมักมีปัญหาพอ ๆ กัน คนจนจะไม่มีปัจจัยหาอาหารครบ 5 หมู่ได้ ส่วนคนรวยอยู่ในเมืองเจอกับปัญหาจราจรต้องตื่นเช้ามืดเด็กต้องกินข้าวขณะที่ยังงัวเงียอยู่หรือไม่ก็ต้องกินบนรถทำให้กินได้น้อย สายหน่อยพอหิวก็จะหาขนมขบเขี้ยวและน้ำหวานมาดื่มกิน ถึงมื้อกลางวันก็จะกินได้น้อยเพราะยังอิ่มอยู่จะหิวอีกครั้งตอนเลิกเรียนก็จะหาขนมขบเขี้ยวน้ำหวานมากินอีกเป็นวัฏจักรอยู่เช่นนี้ ปัญหาเด็กอ้วน ไอคิวต่ำ จึงเพิ่มขึ้นทุกปี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาเด็กที่เกิดจากแม่วัยใสหรือเด็กหญิงแม่ที่ปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากสถิติการเกิดของเด็ก 120,000 คนต่อวัน จะมาจากแม่วัยใส ถึง 15,000 คน หากรวมกับกลุ่มที่เกิดในชุมชนแออัด พื้นที่ห่างไกล ที่ตกสำรวจคงมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย เมื่อแม่วัยใสส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไปทั้งการกิน การเล่น การเที่ยว การที่จะใส่ใจเรื่องสารอาหารให้ลูกอย่างมีคุณภาพจึงเกิดได้น้อย นอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาเด็กเร่ร่อน เด็กยากจน ปัญหาอบายมุขรอบตัวเด็ก ปัญหาการหมกมุ่นอยู่กับเทคโนโลยี หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ต้องแก้ปัญหากันอย่างจริงจัง และท้ายสุดก็คงหนีไม่พ้น ผู้ปกครอง เพราะคุณภาพชีวิตบุตรหลานของตนเอง จะปล่อยให้เป็นภาระแต่ฝ่ายอื่นแล้วตนเองมุ่งอยู่กับการทำมาหากิน ก็คงไม่ถูก ผู้ปกครองจะต้องช่วยอบรมดูแลด้านความประพฤติ ความรับผิดชอบ เพราะหากลูกตนเองยังเอาไม่อยู่แล้วจะให้ครูหรือหน่วยงานอื่นเอาอยู่คงเป็นไปได้ยาก
      ดังนั้นเมื่อทุกฝ่ายต่างทราบกันดีแล้วว่าคุณภาพชีวิตของเด็กจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยหลากหลายปัจจัยมาร่วมกันสร้างและพัฒนา ไม่ใช่อะไรก็ให้ไหลไปกองอยู่ที่โรงเรียนอย่างเดียวครูก็คงทำไม่ไหว เมื่อมีกระจกบานใหญ่จากภายนอกสะท้อนให้เห็นภาพตัวเราเองว่ามีปัญหาอยู่ที่จุดใดเช่นนี้ก็คงไม่มีใครเขามาแก้ไขให้ได้นอกจากคนไทยด้วยกันเอง คงจะมัวมารอฮือฮาตอนผลประเมินออกมาแถมชี้นิ้วโทษฝ่ายโน่นฝ่ายอย่างที่ผ่านมาน่าจะพอได้แล้ว เพราะหากแต่ละฝ่ายยังคิดว่าธุระไม่ใช่รับรองว่าไม่ได้เห็นคุณภาพการศึกษาไทยติดแค่อันดับโหล่ของอาเซียนเท่านั้น แต่จะไปอยู่ท้าย ๆ ตารางของเวทีโลกด้วย.
กลิ่น สระทองเนียม

10 เคล็ดลับการเรียนรู้ภาษาแบบง่ายๆ ที่เพื่อนๆอาจจะนึกไม่ถึงมาก่อน!!

การเรียนภาษาอาจจะถูกมองว่าเป็นเรื่องยาก แต่จริงๆแล้วมีวิธีมากมายที่จะทำให้การเรียนภาษานั้นไม่เป็นเรื่องที่ดูยากและน่าเบื่อ ซึ่งในวันนี้ผมก็มี 10 เคล็ดลับการเรียนรู้ภาษาแบบง่ายๆ ที่เพื่อนๆหลายคนจะต้องนึกไม่ถึงมาก่อนแน่ๆ ลองไปดูกันเลยครับ

lang

1. แปะโน๊ดคำศัพท์ไว้บนสิ่งต่างๆ
เขียนคำศัพท์แปะไว้บนสิ่งของต่างๆในบ้าน พอเห็นบ่อยๆ ก็จะจำได้เอง
2. ฟังเพลง
ไม่ใช่ว่าสักแต่ฟัง แต่ต้องหาคำแปลของเนื้อเพลงด้วยนะ ถ้าคิดว่าฟังเพลงอาจจะยังไม่พอ ก็ให้ร้องไปด้วยเลย
3. พูดคุยกับคนต่างชาติหาเพื่อชาวต่างชาติคุยด้วย อาจจะเป็นการแชทออนไลน์ก็ได้ ฝึกพูดบ่อยๆจะได้เก่ง
4. จีบคนต่างชาติถ้าแค่คุยกับคนต่างชาติแล้วยังไม่พอ ก็หาแฟนชาวต่างชาติไปเลย ถ้าจะไม่เก่งภาษาก็ให้รู้ไป
5. เข้าร้านอาหารลองเข้าร้านอาหารต่างชาติดู อย่างน้อยก็จะได้ฝึกคำศัพท์เกี่ยวกับร้านอาหารไม่มากก็น้อย
6. เปลี่ยนภาษาในโซเชี่ยลมีเดียถ้าหากว่าคุณใช้เวลาเล่น Facebook หรือ Twitter ทั้งวัน ลองเปลี่ยนเป็นภาษาอื่นดู จะช่วยในการฝึกภาษาได้เยอะเลย
7. ดูหนังวิธีง่ายๆแต่ได้ผลดี โดยเฉพาะกับคนที่ชอบดูหนัง อาจจะเปิดซับไตเติ้ลช่วยด้วยก็ได้ในช่วงแรก
8. ทดสอบตัวเองหมั่นทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับภาษา หรือตั้งคำถามง่ายๆให้ตัวเองลองทายเล่นดูบ้าง
9. คุยกับตัวเองเป็นภาษานั้นลองคุยกับตัวเองเป็นภาษานั้นๆ เช่น ”I’m going to the store.” “The soup is very hot.”
10. ไปเที่ยวต่างประเทศไปสัมผัสกับสังคมที่ใช้ภาษานั้นจริงๆ เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะเรียนรู้ภาษา



ที่มา http://www.wegointer.com/2014/09/10lernlang/