วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ทักษะของคนในศตวรรษที่ 21

ทักษะของคนในศตวรรษที่ 21 ที่เขียนโดย ศ. น.พ.วิจารณ์ พานิชได้กล่าวว่า การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่คนทุกคนต้องเรียนรู้ตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย และตลอดชีวิต คือ 3R x 7C

– 3R ได้แก่ Reading (อ่านออก), (W)Riting (เขียนได้) และ (A)Rithmetics (คิดเลขเป็น)
– 7C ได้แก่ Critical thinking & problem solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)
– Creativity & innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)
– Cross-cultural understanding (ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)
– Collaboration, teamwork & leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ)
– Communications, information & media literacy (ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ)
– Computing & ICT literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
– Career & learning skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)
ดังนั้นทักษะของคนต้องเตรียมคนออกไปเป็น knowledge worker โดยครูเพื่อศิษย์นั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยสิ้นเชิงเพื่อให้เป็น “ครูเพื่อศิษย์ ในศตวรรษที่ 21” ไม่ใช่ครูเพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 20 หรือศตวรรษที่ 19 ที่เตรียมคนออกไปทำงานในสายพานการผลิตในยุคอุตสาหกรรม การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ต้องเตรียมคนออกไปเป็นคนทำงานที่ใช้ความรู้ (knowledge worker) และเป็นบุคคลพร้อมเรียนรู้ (learning person) ไม่ว่าจะประกอบ สัมมาชีพใด มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นบุคคลพร้อมเรียนรู้ และเป็น คนทำงานที่ใช้ความรู้ แม้จะเป็นชาวนาหรือเกษตรกรก็ต้องเป็นคนที่พร้อมเรียนรู้ และเป็นคนทำงานที่ใช้ความรู้ ดังนั้น ทักษะสำคัญที่สุดของศตวรรษ ที่ 21 จึงเป็นทักษะของการเรียนรู้ (learning skills)
ครูเพื่อศิษย์เองต้องเรียนรู้ 3R x 7C และต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต แม้เกษียณอายุจากการเป็นครูประจำการไปแล้ว เพราะเป็นการเรียนรู้เพื่อชีวิตของตนเอง ระหว่างเป็นครูประจำการก็เรียนรู้สำหรับเป็นครูเพื่อศิษย์ และเพื่อการดำรงชีวิตของตนเอง โดยย้ำว่าครูต้องเลิกเป็น “ผู้สอน” ผันตัวเองมาเป็นโค้ช หรือ facilitator ของการเรียนของศิษย์ ที่ส่วนใหญ่เรียนแบบ PBL คือโรงเรียนในศตวรรษที่ ๒๑ ต้องเลิกเน้นสอน หันมาเน้นเรียน เน้นทั้งการเรียนของศิษย์ และของครู

หลักการบริหารงานแบบ Kaizenm

Kaizen หรือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องนั้น แบ่งกว้างๆ ออกเป็น 3 ประเภท ตามลักษณะการปรับปรุง คือ

1.การรักษามาตรฐานการปฏิบัติงาน
          ทุกองค์การต้องมีเป็นพื้นฐานแม้ว่าองค์การจะมีมาตรฐานการปฏิบัติงานแต่ในความเป็นจริงก็มีหน่วยงานย่อยไม่น้อยที่ไม่ได้ทำตามมาตรฐานที่มี คำถามคือ ทำไมหรือ ผู้คนจึงไม่ทำตามมาตรฐานที่มี เหตุผลที่พอจะพบในความเป็นจริงคือ
– ความไม่ทันยุคทันสมัยของมาตรฐาน ที่เป็นเช่นนี้คือการขาดการปรับมาตรฐาน เพราะคิดว่ามาตรฐานเป็นสิ่งที่ปรับไม่ได้ แท้จริงแล้วคิดแบบนี้ถือว่าผิดถนัดเลยครับ มาตรฐานเป็นสิ่งที่คนเขียนขึ้นดังนั้นคนนั่นแหละที่จะต้องปรับแก้ให้ทันสมัย
– ความที่มาตรฐานนั้นขาดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ปกติมาตรฐานการปฏิบัติงานใดๆต้องมีวัตถุประสงค์ของงานที่ชัดเจน เมื่อชัดเจน ตัวมาตรฐานเองจะเป็นแนวทางที่จะนำพาไปสู่เป้าหมายที่ง่ายขึ้น
– มาตรฐานขาดความยืดหยุ่น ทำผู้คนที่ปฏิบัติตามรู้สึกอึดอัดในการปฏิบัติ
– มาตรฐานเป็นเหมือนกฎ ที่พร้อมจะให้แหก เพราะหากใครแหกได้ มักจะเด่น อันเป็นความคิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมไม่ได้ (คนไทยก็แปลก ชอบยกย่องคนที่แหกกฎได้ว่า “เก่ง” เช่นยกย่อง ศรีธนญชัย ว่าเป็นคนเก่ง แต่ถ้าพิจารณาให้ดี พบว่า ความเก่งที่ปรากฎเป็นเรื่องเก่งแกมโกง)
– ความที่ขาดการฝึกอบรม Training ให้เป็นแนวทางเดียวกัน เพราะะลักษณะการฝึกอบรมของอุตสาหกรรมไทยไม่ค่อยมีระบบ แต่เป็นการฝากให้หน้างานอบรมกันเอง เพราะคิดแต่เพียงว่าถ้าใส่คนลงไป งานจะออกมา มากขึ้น อันเป็นการมองเป้าหมายแต่เพียงตัวเลข แต่ขาดการมองภาพรวม ว่า งานเสียจะมีมากขึ้นหรือไม่
2. การปรับปรุงทีละเล็กทีละน้อย
          ในประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ให้ทุกคนในองค์การได้รู้จักการ เลิก ลด เปลี่ยน กระบวนการทำงานที่ไม่เหมาะสม เครื่องจักรที่ซื้อมาแต่ใช้งานไม่เต็มที่ หรือไม่เหมาะกับงาน การจัดเก็บวัสดุ การเคลื่อนย้ายที่มากเกินไป การเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดความเมื่อยล้า การวิเคราะห์หาสาเหตุเล็กน้อยๆที่ทำตามมาตรฐานแล้วก็ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ นับเป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับทุกคน ดังนั้น แต่ละหน่วยงานต้องกลับมาพิจารณาว่าหน่วยงานของตนในแต่ละงาน สามารถปรับปรุงอะไรได้บ้าง หรือสามารถแก้ไขปัญหาอะไรเล็กๆน้อยๆ ได้บ้าง หากบริษัทใด มีมาตรฐานมาก่อน ก็จะทำข้อนี้ง่ายขึ้น
3. การปรับปรุงที่ยกระดับชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ (Breakthrough)
          ในประเด็นนี้ เป็นเรื่องที่เป็นการปรับปรุงเรื่องใหญ่ๆ และส่วนมากแล้วผู้ที่จะมาทำการปรับปรุงเรื่องแบบนี้ มักเป็นหน้าที่ของผู้บริหารระดับล่างเป็นต้นไป ใครยิ่งสูงยิ่งต้องปรับปรุงเรื่องใหญ่มากขึ้น เช่น การกำหนดนโยบายใหม่ๆ การเปลี่ยนกระบวนการผลิตใหม่ การวาง line layout การวาง line balancing การกำหนดจำนวนคนในการปฏิบัติงาน การยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า การแก้ไขปัญหาทางการเงิน การสร้างวัฒนธรรมใหม่ๆที่ดีขององค์การ การกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างแรงจูงใจที่ดีต่อการทำงาน ฯลฯ

การออกแบบการเรียนรู้เพื่อศตวรรษที่ 21

http://www.radompon.com/weblog/wp-content/uploads/2014/11/21stResearch-libre.pdf

Balanced Scorecard

 เป็นแนวความคิดของ Robert S. Kaplan และ David P. Norton ที่ว่าด้วยการวัดผลของกิจการที่จะทำให้ผู้บริหารระดังสูงเห็นถึงภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงภาพรวมขององค์กรอย่างสมดุล ซึ่งนอกจากการวัดผลในด้านการเงินแล้ว ต้องมีการวัดผลด้านกระบวนการบริหารงาน การสร้างความพอใจให้แก่ลูกค้า ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างเป้าหมายสำหรับองค์กรได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
มุมมองของ Balanced Scorecard มีองค์ประกอบในการวัดผลดังนี้
  1. วัตถุประสงค์(Objective) เพื่อกำหนดตัววัตถุประสงค์ของแต่ละมุมมองที่จะใช้ชี้วัด
  2. ตัวชี้วัด(Performance Indication) เป็นตัวชี้วัดที่จะแสดงให้เห็นว่าการวัดผลนั้นได้บรรลุตามวัตถุประสงค์หรือไม่
  3. เป้าหมาย(Target) เป็นค่าตัวเลขที่ตั้งไว้เพื่อให้องค์กรบรรลุถึงค่านั้นๆ
  4. แผนงาน โครงการที่ตั้งใจ(Initiatives) เพื่อการปฏิบัติงานที่เป็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอนในการวัดผล
การวัดผลโดยทั่วสามารถแบ่งวัดได้ 4 ด้านคือ
  1. การเงิน จะเป็นการวัดผลประกอบทางการเงิน เพื่อตอบสนองความต้องการของเจ้าของหรือผู้ที่ลงทุนซึ่งจะดูจากการลดต้นทุน การเพิ่มคุณภาพในการผลิต และการใช้สินทรัพย์ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น
  2. มุมมองของลูกค้า หรือความพอใจของลูกค้า ซึ่งดูได้จากการเป็นผู้นำด้านสินค้าและบริการ การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และความสัมพันธ์กับลูกค้า
  3. การบวนการบริหารภายในองค์กร โดยวัดจาก กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบในการจัดเก็บ การบริหารวัตถุดิบในคลังสินค้า, กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงวัตถุดิบให้เป็นสินค้า, กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดจำหน่ายสินค้ารวมถึงบริการไปยังผู้บริโภค และการให้บริการหลังการขาย
  4. มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาบุคคลขององค์กรในด้านของบุคลากรที่เกี่ยวกับ ทักษะความสามรถ ทัศนคติของพนักงาน รวมไปถึงระบบข้อมูลสารสนเทศ และแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน
ประโยชน์และความสำคัญของ Balanced Scorecard
  1. ทำให้วิสัยทัศน์ และกลยุทธ์ขององค์กรมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  2. ทำให้เกิดการสื่อสารวัตถุเชิงกลยุทธ์ ที่เชื่อมโยงกับมาตรการในการวัดผลได้ชัดเจน
  3. ทำให้เกิดการวางแผนและกำหนดเป้าหมายในการชี้วัดมาตรการที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงินด้วย
  4. ทำให้ทราบถึงข้อมูลของกลยุทธ์ที่วางไว้นั้นได้ผล และประสบความสำเร็จหรือไม่

ทักษะ 10 ประการ ช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จ

บางครั้ง การให้ความสำคัญกับเรื่องเกรดการเรียนมากเกินไปก็ทำให้เรามองข้ามทักษะด้านสังคม ลองมาดูทักษะด้านสังคมทั้ง 10 ประการที่เด็กจำเป็นต้องมีหากต้องการเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองและประสบความสำเร็จในชีวิต



ทักษะทางสังคมที่สำคัญ 10 ประการ
1. ความมุ่งมั่น
แรงผลักดันสู่ความสำเร็จที่ไม่หยุดหย่อนอาจเป็นเหมือนดาบสองคมได้ พ่อแม่หรือครูอาจารย์ไม่ควรหวังพึ่งการผลักดันลูกหรือนักเรียนไปตลอด โดยเฉพาะช่วงที่ลูกเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา
วิธีการ: ส่งเสริมให้ลูกแสดงออกถึงความคิดเห็นที่ลูกมีหรือสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของลูก อย่าเก็บไว้คนเดียว
2. ระเบียบวินัย
ด้วยสื่อสังคมออนไลน์ที่มีรุกคืบอย่างมากในปัจจุบัน การมีระเบียบวินัยดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากสำหรับเด็กในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การมีระเบียบวินัยในตนเองอยู่เสมอสามารถช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้
วิธีการ: ส่งเสริมให้ลูกเป็นคนมีระเบียบวินัยโดยให้ทำกิจกรรมที่สร้างระเบียบวินัยขึ้น เช่น เรียนเล่นดนตรี เป็นต้น
3. ความพากเพียร
“ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ” ไม่มีทางลัดสำหรับความสำเร็จของชีวิต และนักเรียนจำเป็นต้องเรียนรู้ให้มาก นั่นเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะก้าวไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต ซึ่งต้องมาจากความขยันหมั่นเพียรนั่นเอง
วิธีการ: สอนให้ลูกคุณเข้าใจว่าไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ตั้งแต่เขาอายุยังน้อย และลูกจะได้รางวัลตอบแทนก็ต่อเมื่อเขาได้ใช้ความพยายามแล้ว
4. เข้าสังคม
ในชีวิตนี้คุณจะพบเจอกับผู้คนมากมายและคุณต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นเพื่อหนทางสู่ความสำเร็จของคุณ การจะเป็นเช่นนั้นได้คุณต้องทำให้พวกเขาชอบคุณเสียก่อน
วิธีการ: เข้าร่วมกิจกรรมหลักสูตรพิเศษต่าง ๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย นักเรียนจะได้พบเจอกับผู้คนมากมายและจะพัฒนาทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
5. ความเป็นผู้นำ
ความเป็นผู้นำเป็นเรื่องของคุณภาพที่ตอนนี้นายจ้างจำนวนมากปรารถนา โรงเรียนเองก็มีการพัฒนาและมองหาความสามารถในการเป็นผู้นำในตัวนักเรียนเช่นกัน
วิธีการ: การเข้าร่วมกิจกรรมเสริมนอกห้องเรียนเป็นวิธีที่จะช่วยพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำได้
6. ความยืดหยุ่น
ไม่มีใครมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง และทุกคนก็มีวันที่ผิดหวังด้วยกันทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องมีความเข้มแข็งที่จะยืนขึ้นสู้อีกครั้งได้
วิธีการ: ตามที่สมาคมด้านจิตวิทยาของอเมริกากล่าวไว้ การปลูกฝังให้เด็กมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเพื่อน ๆ และครอบครัวจะทำให้เขาได้รับการสนับสนุนที่ดี และเขาจะมีกำลังใจที่จะกลับมาต่อสู้กับสิ่งต่าง ๆ ได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องทุกข์กับเรื่องร้าย ๆ
7. เป็นคนดี
ทำอย่างไรได้อย่างนั้น ถ้าคุณดีกับคนอื่น คนอื่นก็จะดีกับคุณเช่นกัน
วิธีการ: สอนให้ลูกคุณรู้จักผิดชอบชั่วดีตั้งแต่เขาอายุยังน้อย เมื่อโตขึ้นเขาจะมีเข็มทิศที่ช่วยชี้นำสิ่งผิดสิ่งถูก
8. ความรับผิดชอบ
คนที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงมาก และหากนักเรียนขาดคุณสมบัติข้อนี้แล้ว พวกเขาจะไปได้ไม่ไกล
วิธีการ: จัดแบ่งภาระหน้าที่เบา ๆ ให้ลูกรับผิดชอบ เช่น ให้ลูกรับผิดชอบงานบ้านตั้งแต่อายุยังน้อย ดูให้เหมาะสมตามอายุของลูก เขาจะเรียนรู้ถึงความสำคัญของการรับผิดชอบงาน
9. รู้จักให้อภัย
การให้อภัยเป็นเรื่องที่สำคัญ การนึกถึงเรื่องหมางใจไม่เพียงแต่ทำให้จิตใจเหนื่อยล้า แต่ยังทำให้คุณสูญเสียโอกาสหลายอย่างและทำให้คุณเป็นไม่ค่อยมีความสุขในชีวิตด้วย
วิธีการ: สอนให้ลูกรู้จักให้อภัยและรู้จักลืม เพื่อให้เขาฝึกมีทัศนคติในด้านบวก
10. รู้จักอดทน
“ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม” คนที่รู้จักรอคอยมักได้สิ่งที่ดี นั่นจึงทำให้ความอดทนมีความสำคัญ การเป็นคนใจร้อนหรือขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ตลอดเวลามักนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้
วิธีการ: สอนให้ลูกคุณรู้จักอดทนตั้งแต่เขายังอายุยังน้อย 
แหล่งที่มา :
theasianparent.com 
ภาพประกอบจาก https://flic.kr/p/f9erBF 

ผลการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ตัวชี้วัดด้านประกันคุณภาพการศึกษาภายในระดับอุดมศึกษา

         เมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ..2557 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย สำนักงานประกันคุณภาพการศึกษา ได้จัดโครงการ เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ตัวชี้วัดด้านประกันคุณภาพการศึกษาภายในระดับอุดมศึกษา” ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่บุคลากรเกี่ยวกับตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายในรอบใหม่ ระดับอุดมศึกษา และสร้างเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปัญหา/อุปสรรค์ในการดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพการศึกษาร่วมกันระหว่างวิทยากร และสถาบันอุดมศึกษาในเครือข่ายภาคตะวันตก

       ในการจัดโครงการในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดจำนวน 427 คน ได้แก่บุคลากรจากภายในสถาบัน จำนวน 364 คน  และบุคลากรจากสถาบันอุดมศึกษาเครือข่าย จำนวน 63 คน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้รับผิดชอบด้านการประกันคุณภาพการศึกษา 

       โดยมีผลการประเมินสรุปดังนี้

       (1) ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.39 อยู่ในระดับความพึงพอใจ "มาก" 
        (2) ด้านกระบวนการ ขั้นตอน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.30 อยู่ในระดับความพึงพอใจ "มาก" 
       (3) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.22 อยู่ในระัดบความพึงพอใจ "มาก"
        (4) ผลการประเมินในภาพรวม ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.09 อยู่ในระดับความพึงพอใจ "มาก" 

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

          การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการพัฒนาในทุกระดับการศึกษา สร้างคนให้มีคุณภาพ เป็นตัวชี้วัดความเจริญของประเทศ ประเทศที่มีปัญหาด้านศึกษา ประเทศนั้นจะเต็มไปด้วยปัญหานานาประการ ไม่ว่าการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต ความดีงาม ระบบศีลธรรม ความสามารถในการแข่งขัน ความมีเหตุผล ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะในการประกอบอาชีพขั้นสูง สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยการฝึกฝนที่มาจากระบบการศึกษาที่ดีทั้งสิ้น

           ประเทศไทยเริ่มเห็นเค้าลางของปัญหาระบบการศึกษาอย่างเด่นชัด เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๔๐ เนื่องจากมีการเปรียบเทียบจากการจัดอันดับระบบการศึกษาของไทยกับนานาชาติ ปรากฏว่าไทยตกต่ำในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพการศึกษา ทำให้เยาวชนรุ่นใหม่ไม่มีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศต่างๆ ไม่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ขาดทักษะในการคิดวิเคราะห์ ลืมรากเหง้าวัฒนธรรมของตนเอง เป็นทาสทางเศรษฐกิจ ติดกับดักบริโภคนิยม เหินห่างจากศีลธรรม ทำให้ต้องเร่งให้มีการปฏิรูปการศึกษาโดยด่วน จากการปฏิรูปการศึกษาในครั้งนั้น ได้ข้อสรุปว่าเด็กไทยต้องมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้ คือ "เก่ง ดี มีสุข" แต่วันเวลาผ่านไปสถานการณ์แทนที่จะดีขึ้น กลับเลวร้ายยิ่งขึ้นดังภาพ
           
          การศึกษาของชาติกลับตกต่ำลงมากในหลายมิติ น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง แม้มีการกระจายพื้นที่การศึกษาออกไปในต่างจังหวัดมากขึ้น และมีการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากลงไป มีการศึกษาวิจัย และแก้ปัญหานี้อย่างต่อเนื่องก็มิได้ทำให้ปัญหาการศึกษาของชาติดีขึ้น
แก้ไม่ถูกจุด ปัญหาไม่คลี่คลาย

             จากสภาพการณ์ดังกล่าว สภาพปัญหาต่างๆ ได้เพิ่มทวีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยวัดจากผลผลิตที่ตัวเด็กเป็นเกณฑ์ เช่น เด็กประถมศึกษาอ่านหนังสือไม่ออก (ร้อยละ ๑๒) โอกาสในการศึกษาและศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไป (ในเด็ก ๑๐ คน มีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยเพียง ๔ คน) การออกกลางคันระหว่างการเรียน (ร้อยละ .๗๐) ความสามารถในทักษะด้านภาษา การคิดวิเคราะห์ ความมีเหตุผล อัตราการว่างงาน ความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้น่าจะบ่งบอกถึงระบบการศึกษาของชาติเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น ครูผู้สอน การเรียนการสอน หลักสูตร การวัดและประเมินผล อุปกรณ์การศึกษา รวมทั้งการบริหารการศึกษาตั้งแต่ระดับกระทรวงลงมาจนถึงโรงเรียนเล็กๆ ความไม่ชัดเจนของนโยบายการศึกษาของชาติ การขาดการวางแผนที่ดีและการนำไปใช้ เพราะสิ่งที่กระทรวงศึกษาเป็นและกระทำอยู่ไม่ได้แก้ปัญหาข้างต้นให้น้อยลง จึงต้องรีบทำการปฏิรูปการศึกษาโดยเร่งด่วน
สมุทัยของระบบการศึกษา ทางแก้เพื่อการปฏิรูปที่แท้จริง สมุทัย (ต้นเหตุ) ของระบบการศึกษาไทย อาจจะมาจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่น่าสนใจมี ๓ สาเหตุหลัก คือ

1.ระบบโครงสร้างการศึกษาของชาติ ระบบการศึกษาของชาติเป็นระบบรวมศูนย์ ทุกอย่างสั่งการมาจากส่วนกลาง จึงปิดโอกาสในความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับท้องถิ่น เหตุการณ์ และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว แนวทางการปฏิรูปคือ ให้ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจทั้งในด้านบริหารและจัดการศึกษามากขึ้น จะเปลี่ยนประเทศ โดยกระทรวงเป็นผู้ควบคุมคุณภาพ คอยตรวจสอบ และทำการประเมินให้ชัดเท่านั้น และต้องมีผู้รับผิดชอบโดยตรง ถ้าหากจัดการศึกษาผิดพลาด การคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับผล กระทบจากการจัดการศึกษาต้องมีขึ้นเป็นครั้งแรกของชาติ

2.ระบบการศึกษาที่เน้นเศรษฐกิจ ไม่เน้นคน ระบบการศึกษาที่เน้นการพัฒนาทักษะเชิงพาณิชย์อย่างเดียว ทำให้ไม่มองคนในภาพรวม เน้นแต่อาชีพ เน้นแต่ธุรกิจ การเงิน หลายฝ่ายจึงมุ่งแสวงหาผลประโยชน์จากการศึกษา การเกิดระบบติวเตอร์มากขึ้นมาจากระบบนี้เอง เด็กถูกละเลยในมิติอื่นๆ การเรียนจึงไม่น่าสนใจ ระบบธุรกิจการศึกษากำลังเป็นหายนภัยของชาติ

3.ปฏิรูปการเรียนการสอน ครู หลักสูตร การประเมินต้องปฏิรูปทั้งหมด ครูเป็นต้นน้ำทางการศึกษา แต่ความก้าวหน้าของครูกลับอยู่ที่นโยบายและผู้บริหาร ต่อไปนี้ความก้าวหน้าของครูต้องอยู่ที่สัมฤทธิผลของเด็กเท่านั้น ต้องยึดโยงที่ตัวเด็กเป็นสำคัญ เช่น เด็กอ่านหนังสือไม่ออก ต้องมีผู้รับผิดชอบ ฯลฯ หลักสูตรต้องเน้นที่ชีวิตจริง ประสบการณ์จริง ไม่ใช่เน้นที่ตำรา การประเมินต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน อย่าหลากหลาย ไม่ใช้มิติทางเอกสารเท่านั้น แต่ต้องเป็นการประเมินในระดับชาติหรือสากลเท่านั้น เช่น NT, PISA เป็นต้น

การศึกษาไร้ศีลธรรม : การศึกษาหมาหางด้วน
หลวงพ่อพุทธทาส แห่งสวนโมกขพลาราม กล่าวไว้ว่า "การศึกษาที่เน้นแต่อาชีพ แต่ขาดการใส่ใจในความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง การศึกษาที่ไม่เน้นความถูกต้องดีงามด้วยศีลธรรม การศึกษาแบบนี้เรียกว่า "การศึกษาแบบหมาหางด้วน" เราต้องให้วิชชา ไม่ใช่ให้แต่วิชา วิชชา คือ ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาต้องให้ทุกวิชามีวิชชา คือมีการปฏิบัติการในด้านศีลธรรมในชีวิตของการเรียนรู้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่ในรูปแบบของพิธีกรรมทางศาสนาอย่างเดียว
ในคราวที่ประเทศชาติจะมีการปฏิรูปประเทศครานี้ ขอให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นวาระเร่งด่วน และวาระแห่งชาติในการวางรากฐานที่สำคัญของประเทศ ที่ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันทำ เราจะได้มีคนดี คนเก่ง มาช่วยกันดูแลอนาคตของประเทศไทย ให้พวกเราไม่ต้องย้อนกลับมาไล่พวกคนชั่วคนโกงอย่างไม่มีวันจบสิ้นกันอีก
รากฐานของตึกคืออิฐ รากฐานชีวิตคือการศึกษา

โดย ดร.มงคล นาฏกระสูตร  มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
ที่มา http://www.ryt9.com/s/tpd/2043423