วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิชาเปลี่ยนประเทศ ปฏิจจสมุปบาท

“ชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติ” ภายใต้หัวข้อนี้

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส สะท้อนมุมคิดออกมาเป็นหมวดหมู่ได้อย่างน่าสนใจและควรต้องรับฟัง โดยเฉพาะผู้มีอำนาจในบ้านนี้เมืองนี้
ประเด็นแรก...ระบบการศึกษาปัจจุบันต้นตอวิกฤติประเทศไทย ศ.นพ.ประเวศ บอกว่า เราไปงานศพได้ยินพระท่านสวดสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง แต่เราไม่เข้าใจที่ท่านเริ่มต้นว่า “อวิชชา ปัจจยา สังขารา” หมวดธรรมบทนี้เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท” ที่ว่าด้วยห่วงโซ่ของเหตุปัจจัยที่ผลักดันกันต่อๆไปจนเกิด “ความทุกข์”
เริ่มต้นที่ “อวิชชา”...ความไม่รู้...ความหลงไป ความทุกข์ของชาติก็อาจคิดได้ว่าต้นตออยู่ที่ “อวิชชา” หรือความไม่รู้ คือไม่รู้ความจริงของประเทศชาติของเรา การศึกษาแผนปัจจุบันที่ดำเนินมา 100 กว่าปีนานพอที่จะสร้างคนไทย 4-5 ช่วงอายุคนให้ไม่รู้จักความจริงของแผ่นดินไทย
เพราะ...เป็นการศึกษาที่เอาการท่องวิชาเป็นตัวตั้ง
ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานของประเทศ ทั้งฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สังคม สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ...เศรษฐกิจ หรือฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคน และคนกับธรรมชาติแวดล้อม ถ้าฐานของประเทศแข็งแรงก็จะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคง การพัฒนาสมัยใหม่เราทำอย่างทุบฐานหรือทำลายฐานให้อ่อนแอ ระบบการศึกษาควรจะทำให้ฐานของประเทศเข้มแข็ง กลับตรงข้ามคือทำให้ฐานของประเทศอ่อนแอ
“ผู้คนถูกเกณฑ์ออกจากชุมชนท้องถิ่นเข้าไปสู่ระบบการศึกษาที่เอาแต่ท่องวิชา โดยไม่รู้จักความจริงของแผ่นดินไทย การที่คนไทยไม่รู้ความจริงของแผ่นดินไทยเกิดความเสียหายเหลือคณานับ เพราะการไม่รู้ความจริงก็ทำให้ถูกต้องไม่ได้ ถ้าทำให้ถูกต้องไม่ได้บ้านเมืองก็วิกฤติ”
ประเด็นต่อมา...ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเองในกระบวนการปฏิรูปประเทศไทย หัวใจของการปฏิรูปคือการคืนอำนาจให้ประชาชนปกครองตนเอง ในรูปชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง กระบวนการจัดการตนเองกำลังขยายตัวและได้ผลมากขึ้นเรื่อยๆ
กระบวนการชุมชนประกอบด้วย “สภาผู้นำชุมชน”...ก่อตัวขึ้นเองทำการสำรวจข้อมูลชุมชน แล้วนำข้อมูลมาทำแผนชุมชน ซึ่งเป็นแผนพัฒนาอย่างบูรณาการ นำเสนอต่อ “สภาประชาชน” หรือ “สภาชุมชน” เมื่อได้รับการรับรองแล้วก็ช่วยกันขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการเป็น “สังคมศานติสุข”
ขณะนี้มีตำบลหลายร้อยแห่งที่ผู้คนและองค์กรต่างๆในตำบลรวมตัวกันขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างบูรณาการ โดยอะไรที่ว่าดีพยายามทำหมดทุกอย่าง รวมทั้งดูแลผู้สูงอายุหมดทุกคน การทำความดีเป็นเครดิต ใช้กู้เงินจากสถาบันการเงินของชุมชนได้ หรือบางแห่งมี ธนาคารความดี ที่ความดีกลายเป็นเครื่องเชื่อมโยงคนทั้งตำบลรวมทั้งนักเรียนในโรงเรียนทุกแห่งในตำบลด้วย ผู้นำชุมชนกำลังขยายแผ่นดินแห่งความดีให้กว้างออกไปเรื่อยๆ
คนไทยทุกภาคส่วนควรจะรับรู้เรื่องราวดีๆของชุมชนท้องถิ่นและมีส่วนร่วม มหาวิทยาลัยทุกแห่งควรจะปรับตัวจากการเอาเทคนิคเป็นตัวตั้งมาเป็นเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ในรูปของ “1 มหาวิทยาลัยต่อ 1 จังหวัด” ก็ได้ โดยมหาวิทยาลัยลงไปส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นเต็มพื้นที่ 1 จังหวัด
ประเด็นที่สาม...หลักสูตรชุมชนท้องถิ่นศึกษาภาคปฏิบัติ-เครื่องมือสร้างสัมพันธภาพใหม่บนแผ่นดินไทย ข้อนี้...รัฐบาลควรมีนโยบายให้ทุกมหาวิทยาลัย ทุกคณะวิชามีหลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติ โดยให้นักศึกษาไปอยู่และเรียนรู้ภาคปฏิบัติกับชุมชนเป็นเวลา 3 เดือน หลักสูตรนี้จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนประเทศไทย
ด้วยเหตุผลดังนี้ หนึ่ง...ทำให้นักศึกษารู้ความจริงของแผ่นดินไทย การที่ผู้มีการศึกษารู้ความจริงของแผ่นดินไทยจะเป็นฐานให้เกิดความถูกต้อง
สอง...จะเป็นการสมานสังคมไทย เพราะการศึกษาที่ผ่านมาทำให้คนไทยแปลกแยกจากกัน การที่นักศึกษาไปใช้ชีวิตกับชาวบ้าน ชาวบ้านจะรักเด็ก หากบ หาเขียดให้กินตามประสา
ยิ่งจนก็ยิ่งรักและเห็นใจกันมากขึ้น นักศึกษาก็จะรักชาวบ้าน เรียกเขาเป็นพ่อ...เป็นแม่ การสานความรักระหว่างนักศึกษากับชาวบ้านเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เป็นพลังแผ่นดิน
สาม...นักศึกษาได้เรียนรู้วิถีชีวิตร่วมกันของชาวบ้าน เกิดปัญญาโดยรอบด้านจากชีวิตจริงปฏิบัติจริง ไม่ใช่มีความรู้แบบงูๆปลาๆแบบแยกส่วนจากการท่องหนังสือแต่เพียงอย่างเดียว ขณะนี้มีเรื่องดีๆกำลังเกิดขึ้นมากมายในชุมชนท้องถิ่น นักศึกษาจะได้เรียนรู้ร่วมกับผู้นำชุมชนท้องถิ่นจากการปฏิบัติ...เป็นการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด
สี่...นักศึกษาอาจมีความรู้และเทคโนโลยีบางอย่างที่ชาวบ้านไม่มี เช่น ความสามารถเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสาร เมื่อนักศึกษาไปร่วมในกระบวนการชุมชนก็จะทำให้กระบวนการชุมชนได้ผลดีขึ้น
ห้า...ชุมชนเป็นที่อยู่ของศีลธรรม เพราะชุมชนคือการอยู่ร่วมกัน ศีลธรรมคือการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ระหว่างคนกับคน...ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม สังคมข้างบนไม่มีที่อยู่ของศีลธรรม เพราะเป็นเรื่องของอำนาจ เงิน มายาคติ รูปแบบ และความฉ้อฉล แม้มีการเรียนวิชาศีลธรรม ศีลธรรมก็ไม่เกิด เพราะศีลธรรมไม่ใช่วิชาแต่เป็นวิถีชีวิตร่วมกัน ชุมชนจึงเป็นที่เรียนรู้ศีลธรรมภาคปฏิบัติ
หก...มหาวิทยาลัยมีความรู้ และเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ต่อชุมชนเป็นอันมาก แต่มหาวิทยาลัยก็อยู่ห่างไกลชุมชนเกินไป หลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติจะเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และสามารถวิจัย...พัฒนาเพิ่มขึ้นได้อีก ถ้าเข้าใจความต้องการของชุมชน
เจ็ด...ที่เราแก้วิกฤติเศรษฐกิจไม่ได้สักที เพราะเราไม่เข้าใจ “ภูมิสังคม” ถ้าเข้าใจจะรู้ว่ายุทธศาสตร์เศรษฐกิจควรมี 3 ประการเข้ามาบรรจบกัน คือ ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจติดแผ่นดิน, ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจวัฒนธรรม และ ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติจะเป็นเครื่องมือนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจติดแผ่นดินและเศรษฐกิจวัฒนธรรม ที่กล่าวย้ำไปแล้วในทรรศนะเกี่ยวกับเรื่อง “วิธีแก้วิกฤติเศรษฐกิจ ด้วย 3 ยุทธศาสตร์”... รรร.รวยไม่รู้โรย เรียกว่าจะหายจนกันทั้งแผ่นดิน
ศ.นพ.ประเวศ ย้ำว่า หลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติจึงเป็นเครื่องมือเปลี่ยนประเทศไทยด้วยประการฉะนี้
“มหาวิทยาลัยเป็นโรคดื้อยาต่อการเปลี่ยนแปลง คงยากที่จะพร้อมใจกันทำสิ่งนี้ รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีควรจะมีนโยบายอย่างแข็งแรงที่จะให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ถ้าสังคม...สื่อมวลชนเข้าใจความสำคัญของการที่หลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติจะมีต่อการเปลี่ยนประเทศ ก็จะเป็นแรงส่งให้มหาวิทยาลัยอยากทำสิ่งนี้”
มหาวิทยาลัยอาจจะลังเลใจเพราะไม่รู้จักชุมชนและไม่รู้จะจัดการอย่างไร ควรทราบว่า...ขณะนี้มีผู้นำชุมชนท้องถิ่นที่เก่งๆจำนวนมาก ซึ่งจะจัดการดูแลนักศึกษาได้โดยไม่ยาก ยกตัวอย่างองค์กร เช่น พอช. และ สสส. ที่ทำงานกับชุมชนท้องถิ่น สามารถช่วยเชื่อมต่อมหาวิทยาลัยกับชุมชนท้องถิ่นในการจัดการหลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติโดยมหาวิทยาลัยไม่ต้องลำบากมากนัก
กลไกที่เรามีอยู่แล้ว...เมื่อขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน จะเป็นสะพานไปสู่สิ่งใหม่ที่รุ่งเรือง

การศึกษามาเลเซียไปรอดเพราะ...?

ศุกร์ (13กพ.58) ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ ได้รับเชิญจาก Mr. K.Haridas, Executive Director ของ The Association for the promotion of Higher Education in Malaysia (APHEM) พูด ‘Education in Thailand and a life of a Thai Educationalist’ รับใช้ผู้บริหารสถานศึกษา ครูชาวมาเลเซียและครูนานาชาติ ที่ห้องประชุมใหญ่โรงเรียนนานาชาติไฮแลนด์ส รัฐปาหัง สหพันธรัฐมาเลเซีย
5 วันของการไปเยือนสถานศึกษามาเลเซียของ ร.ต.อ. ดร.นิติภูมิและคณะในครั้งนี้ ทำให้พวกเรายอมรับในความมุ่งมั่นด้านการศึกษาของมาเลเซียเพิ่มขึ้น มาเลเซียมุ่งมั่นเรื่องการศึกษามาตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ตนกู อับดุล ราห์มาน ปุตรา มาจนถึงคนที่ 6 ดาโต๊ะศรี มุฮำหมัด นาจิบ ตุน อับดุลราซัก ผมจะไม่รับใช้นะครับ ว่าการศึกษาของไทยเป็นยังไง เพราะไม่อยากซ้ำเติมระบบการศึกษาที่เปลี่ยนไปมาจนหาจุดยืนไม่ได้ การศึกษาของหลายประเทศในโลกนี้เสียหายเพราะให้โรงเรียนสอบวัดผลกันเองอย่างไม่มีมาตรฐาน
แต่การศึกษาของมาเลเซียยังคงได้มาตรฐานเพราะให้ทั้งประเทศใช้ข้อสอบรวม ตั้งแต่ระดับประถม มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนไหนสอนไม่ดี ผลงานการสอนการเรียนก็จะฟ้องโดยจำนวนสอบได้สอบตกของนักเรียน
บ้านผมที่ลาดกระบังมีครูและผู้บริหารสถานศึกษาของออสเตรเลียมาอยู่ต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปี บางท่านไปๆ กลับๆ ฝรั่งจำนวนไม่น้อยที่มาอยู่บ้านผมเพื่อเป็นฐานใช้ไปสอนที่ประเทศอื่น ชาวออสเตรเลียท่านหนึ่งซึ่งทำงานกับพ่อผมเป็นเวลาเกือบ 10 ปีคือ Mr.Garry W. Holmes พอประเทศไทยมีปฏิวัติรัฐประหาร คุณแกรีก็ออกจากประเทศไทย ไปรับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ภาษาอังกฤษของโรงเรียนในมาเลเซียในรัฐปาหัง
เจอกันที่มาเลเซียครั้งนี้ คุณแกรีตอบคำถามเราในเรื่องมาตรฐานการศึกษาของมาเลเซียเมื่อเทียบกับของประเทศอื่นว่า มาเลเซียไม่อ่อนข้อเรื่องการสอบ ข้อสอบที่ใช้ตรวจว่าเด็กจะต้องได้คุณภาพเท่ากับข้อสอบของอังกฤษและของประเทศอื่นในเครือจักรภพ
Dr.Robert Royal และภรรยา สอนหนังสือชั้นมัธยมในสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐตุรกีอยู่นาน จากนั้นถูกดึงตัวให้ไปเป็นผู้บริหารหลักสูตรให้โรงเรียนในมณฑลหยุนหนานของจีน ปัจจุบัน ดร.โรเบิร์ต รอยัล มาเป็น Director of Studies ให้กับโรงเรียนในมาเลเซีย ผัวเมียคู่นี้พูดตรงกันว่า มาเลเซียมีดีตรงข้อสอบกลาง นักเรียนต้องสอบด้วยข้อสอบเดียวกันทั้งประเทศ ทำให้สามารถรักษามาตรฐานการศึกษาเอาไว้ได้
โรงเรียนประถมของมาเลเซียมี 2 แบบ แบบที่เรียกว่า National School เป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษามลายูเป็นภาษากลางในการเรียน การสอน ส่วน National Type School เป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษาจีน หรือภาษาทมิฬเป็นภาษากลางในการเรียนการสอน
ในหลายประเทศ ผู้ปกครองและรัฐบาลพยายามเร่งให้เด็กเรียนจบไวๆ บางแห่งมีการพาสชั้น แต่ที่มาเลเซียไม่มี มีแต่จะพยายามให้เด็กเรียนจบจบช้าลง เพื่อให้ได้ความรู้มากขึ้น อย่างโรงเรียนประเภท National Type School นักเรียนอาจจะต้องใช้เวลาเรียนมากขึ้นอีก 1 ปี เพื่อให้เด็กนักเรียนชาวมาเลเซียที่มีเชื้อสายจีนหรืออินเดีย เรียนมากขึ้นอีก 1 ปี ประสงค์ก็คือ ให้เด็กเหล่านี้ใช้ภาษามลายูได้ถูกต้องและคล่องแคล่วมากขึ้น
เรื่องการศึกษาในมาเลเซีย ผมจะทยอยเอามาลงในเปิดฟ้าส่องโลกเรื่อยๆ หากท่านอยากฟังเรื่องการศึกษา เรื่องต่างประเทศ เรื่องแนวโน้มโลก เรื่องมีดพกกระจกเงากระเป๋าหิ้วแว่นตานาฬิกาฟันปลอมยาอมยาดมยาหม่อง และเรื่องของไอ้ปื้ดอีเปี๊ยกลูกเจ้น้องก้นซอยสอง ก็เชิญที่คลื่น FM100.5 MHz ของ อ.ส.ม.ท. ฟังพวกเราได้ทุกคืนครับ.
ที่มา คุณนิติ นวรัตน์ http://www.thairath.co.th/content/478369

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อาจารย์มหาวิทยาลัย บุคลากรชั้นสองในกระทรวงศึกษาธิการ โดย สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์

    วันนี้มีเรื่องตลกในวงการศึกษาไทยมาเล่าให้ฟัง คือผู้เขียนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในปี 2530 ผู้เขียนได้ซี 9 ในขณะที่เพื่อนๆ และน้องๆ หลายคนที่เป็นครูประถม/มัธยมยังได้เพียงแค่ซี 6 แต่ปรากฏว่าในปัจจุบันเพื่อนๆ และน้องๆ ที่เป็นครูประถม/มัธยมได้เงินเดือนแซงผู้เขียนไปเรียบร้อยแล้ว        สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ มิใช่เป็นเพราะผู้เขียนเป็นคนขี้เกียจ หรือถูกลงโทษ เนื่องจากความบกพร่องในหน้าที่การงาน เงินเดือนจึงตามเพื่อนๆ ที่เป็นครูประถม/มัธยมไม่ทัน        แต่ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะเงินเดือน ของผู้เขียนตันในแท่งรองศาสตราจารย์มานานแล้วแต่เพื่อนที่เป็นครู ประถม/มัธยมเมื่อเงินเดือนตันในแท่ง คศ.4 ก็สามารถไหลเลื่อนข้ามแท่งไป คศ.5 ได้โดยอัตโนมัติ        ไม่น่าเชื่อว่าผู้บริหารประเทศปล่อยให้เรื่องตลกแบบนี้เกิดขึ้นในวงการศึกษาของไทยมานานหลายปีแล้วได้อย่างไร        ท่านทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันครูประถม/มัธยม มีเงินเดือนมากกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัย 8% ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2553 เป็นต้นมา        และยังมีความก้าวหน้าในการเลื่อนขั้นเงินเดือนดีกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัย นั่นคือ ครูประถม/มัธยม ที่มีเงินเดือนตันสามารถไหลเลื่อนข้ามแท่งจาก คศ.2 เป็น คศ.3 และจาก คศ.3 เป็น คศ.4 โดยอัตโนมัติ        ในขณะที่เงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยยังไม่สามารถไหลเลื่อนข้ามแท่งได้ เช่นเงินเดือนตันในแท่งผู้ช่วยศาสตราจารย์จะไม่สามารถไหลเลื่อนไปรับเงินเดือนในแท่งรองศาสตราจารย์ได้ ไม่ว่าเงินเดือนจะตันมาแล้วกี่สิบปี        ถามว่าแล้วที่ผ่านมา 4 ปี อาจารย์มหาวิทยาลัยมัวไปทำอะไรกันอยู่ ทำไมไม่ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมในเรื่องนี้        จริงๆ แล้วต้องขอเรียนว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นข้าราชการและได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ (ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20,000 คน) ได้ออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องขอความเป็นธรรมในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง        เพียงแต่ ผู้เป็นใหญ่ในบ้านเมืองไม่เคยใส่ใจที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าวผู้ บริหารอาจมองว่าการเรียกร้องของอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นเพียงเสียงนก เสียงกา        การเรียกร้องที่ผ่านมาของอาจารย์มหาวิทยาลัยมีทั้งในรูปแบบการเผยแพร่บทความในหนังสือพิมพ์การยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ สกอ.และการเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ        ผู้เขียนเองได้เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์มติชน เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในเรื่องนี้หลายครั้งตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา เช่น ยุคตกต่ำสุดสุด ของอาจารย์มหาวิทยาลัย จะปล่อยให้อาจารย์มหาวิทยาลัยมีเงินเดือนน้อยกว่าครูประถมไปอีกนานแค่ไหน และอาจารย์มหาวิทยาลัย:ลูกเมียน้อยในกระทรวงศึกษาธิการ        และได้รวมกลุ่มคณาจารย์ที่ได้รับผลกระทบเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อขอความเป็นธรรมถึง 3 ท่าน ทุกท่านต่างก็รับปากว่าจะดูแลแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เป็นอย่างดี แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีอะไรในกอไผ่        จริงๆ แล้วเรื่องการไหลเลื่อนข้ามแท่งของอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้น ครม.ยุคคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เคยมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎหมายดังกล่าว ตามที่ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาปรับแก้ไขถ้อยคำไปแล้วในการประชุมครั้งที่ 5/2556 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2556        เรื่องไหลเลื่อนข้ามแท่งของอาจารย์มหาวิทยาลัยตอนนี้ยังไปไม่ถึงไหน ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ ครม.มีมติอนุมัติมาปีกว่าแล้ว อาจารย์มหาวิทยาลัยยังคงรับเงินเดือนแท่งใคร แท่งมัน ไม่สามารถไหลเลื่อนข้ามแท่งได้เหมือนกับครูประถม/มัธยม        ส่วนเรื่องการปรับเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2556 คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (กพอ.) ซึ่งมีคุณจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นประธาน ได้ให้ความเห็นชอบในการปรับปรุงอัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เพิ่มขึ้น 8% โดยให้นำเรื่องนี้เสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติต่อไป        แต่ยังไม่ทันเสนอให้ ครม.พิจารณาอนุมัติ คุณยิ่งลักษณ์ก็มีอันต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีผลให้ ครม.ทั้งคณะต้องสิ้นสภาพตามไปด้วย        และเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 นพ.กำจร ตติยกวี เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้เสนอเรื่องการปรับปรุงอัตราเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น 8% ให้กับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา 19,696 คน จำนวนเงิน 2,332,990,173.35 บาท โดยปรับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 เช่นเดียวกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับไปแล้วไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)        นี่ก็ผ่านมากว่า 4 ปีแล้วที่อาจารย์มหาวิทยาลัยยังได้รับเงินเดือนน้อยกว่าครูประถม/มัธยม 8% แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาเลยแม้แต่น้อย        เรื่องนี้กลับทำท่าจะซ้ำร้ายลงไปกว่าเดิมเมื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติเห็นด้วยกับ พ.ร.บ.เงินเดือน วิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ฉบับที่...พ.ศ....เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2558 (บุคลากรทางการศึกษาตาม พ.ร.บ.นี้ไม่ครอบคลุมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย)        หาก พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านวาระ 3 จะมีผลทำให้ฐานเงินเดือนของครูประถม/มัธยม ยิ่งสูงกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยมากขึ้นไปอีก โดยเงินเดือนสูงสุดของ คศ.4 คือ 76,800 บาท (รวมข้ามแท่งแล้ว) ในขณะที่เงินเดือนสูงสุดของรองศาสตราจารย์อยู่แค่ 69,040 บาท ซึ่งแตกต่างกันถึง 7,760 บาท         คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เคยทำอะไรเพื่อพิทักษ์สิทธิของอาจารย์มหาวิทยาลัยบ้างพวกท่านไม่รู้สึกอายคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (กคศ.) บ้างเหรอที่พวกเขาทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อพิทักษ์สิทธิประโยชน์ในกับครูสังกัด สพฐ.        โดยความเป็นจริงแล้วสถาบันอุดมศึกษาควรเป็นผู้นำในเรื่องนี้เสียด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นว่าสถาบันอุดมศึกษาจะต้องคอยวิ่งไล่ตามก้นครูประถมอยู่ร่ำไป แล้ววิ่งตามอย่างไรก็ไม่เคยวิ่งตามทันสักที        แล้วต่อไปคนเก่งที่ไหนจะอยากมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย หากคนเก่งไม่ยอมมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เชื่อว่าทุกคนคงคาดเดาได้ไม่ยาก        ที่ผ่านมามีอาจารย์มหาวิทยาลัยส่วน หนึ่งลาออกไปสมัครสอบเป็นครูในระดับประถม/มัธยมซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมี เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย        การศึกษาของไทยจะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ หากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองยังไม่คิดจะแก้ไขปัญหานี้ แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะปล่อยให้เกิดสองมาตรฐานในกระทรวงศึกษาธิการไปอีกนานแค่ไหน        คสช.และรัฐบาลไม่คิดจะคืนความสุขให้กับอาจารย์มหาวิทยาลัยบ้างหรือหรือจะต้องรอให้การศึกษาของไทยรั้งท้ายอาเซียนเสียก่อน จึงค่อยคิดแก้ไข เมื่อถึงเวลานั้น หากคิดได้ก็สายเกินไปแล้ว
ที่มา http://www.kroothaiban.com/news-id7337.html
หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 3 มีนาคม 2558

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

จัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ′มทส.′ติดอันดับที 1,390

       นายประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เปิดเผยว่า  การประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก 2,000 อันดับ จาก University Ranking by Academic Performance หรือ URAP 2014 - 2015 เมื่อเร็วๆ นี้  เป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก โดยวัดจากศักยภาพทางวิชาการ คุณภาพและปริมาณของบทความตีพิมพ์ทางวิชาการ บทความวิจัย การเผยแพร่ และการอ้างอิง เป็นต้น

      ทั้งนี้การจัดอันดับURAP 2014 - 2015 ได้มีการเผยแพร่ผลการจัดอันดับที่เว็บไซต์ http://www.urapcenter.org/ นั้น ผลปรากฏว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) มีมหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับใน URAP 2014 - 2015 อยู่ในประเทศสิงคโปร์ 4 แห่ง มาเลเซีย 20 แห่ง ไทย 17 แห่ง เวียดนาม 6 แห่ง ฟิลิปปินส์ 4 แห่ง และอินโดนีเซีย 4 แห่ง อันดับประเทศไทย มทส. ติดอันดับ 10 ของไทย อันดับที่ 423 ของเอเชีย และอันดับที่ 1,390 ของโลก

      “รู้สึกพอใจจากผลการจัดอันดับนี้ เพราะดูจากอันดับภาพรวมในประเทศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คือ ปี 2011 - 2012, 2012 - 2013, และ 2014 -2015  แล้วพบว่า มทส. เป็น 1 ใน 2 มหาวิทยาลัยไทยที่มีลำดับดีขึ้นทุกปี ส่วนมหาวิทยาลัยของไทยบางแห่งก็มีลำดับโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย แสดงให้เห็นถึงมหาวิทยาลัยของไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพทางวิชาการ การก้าวไปสู่ความเป็นสากล นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นว่า มทส. มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ด้าน แม้จะยังไม่สามารถก้าวกระโดดไปอยู่ในลำดับต้นๆ ได้ก็ตาม เนื่องจากการจัดอันดับต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง อีกทั้ง มทส. ยังเป็นมหาวิทยาลัยน้องใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียง 25 ปี ทั้งศักยภาพ ขนาด อายุ รวมถึงสาขาวิชาที่เปิดสอนยังแตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ อีกด้วย หากนับมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยกันแล้ว มทส. เป็นที่ 2 รองจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการจัดอันดับนี้เท่านั้น”

แนวทางการพัฒนาทักษะการค้นคว้า และศึกษาด้วยตนเองเพื่อรองรับ AEC : 2558 (Skill Development of Independent Study for AEC)

               การพัฒนาทางการศึกษาของไทยในศตวรรษที่ 21 กำลังเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดหวังและท้าทายเป็นอย่างยิ่ง เพราะการพัฒนาดังกล่าวเป็นการรองรับการแข่งขันอย่างเสรีที่จะเกิดขึ้นในกลุ่มประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มอาเซียนที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และรวมถึงการเชื่อมโยงสัมพันธ์กับประเทศกลุ่มอื่นๆ ของโลก เช่น กลุ่มประเทศ GCC เป็นกลุ่มค่อนข้างใหม่ เป็นการรวมตัวของประเทศกลุ่มอาหรับเข้าด้วยกัน จะเห็นได้ว่าการรวมกลุ่มของประเทศดังกล่าวจะเป็นผลดีของประเทศในกลุ่ม AEC เป็นอย่างมาก เพราะเป็นกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อสูงมากและที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่มหาศาลคือ น้ำมัน เป็นกลุ่มที่ประชาชนบริโภคอาหารฮาลาล ซึ่งจะเป็นแหล่งตลาดที่ใหญ่และสำคัญยิ่งของไทยเราและกลุ่มประเทศใน AEC

               การเตรียมความพร้อมที่สำคัญที่สุดแขนงหนึ่งคือ การพัฒนาคนของเราให้พร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกๆ ด้านของกลุ่มประเทศดังกล่าวข้างต้น คือ
การพัฒนาทักษะการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study Skill) ทั้งนี้เพื่อสร้างคนไทยรุ่นใหม่ สร้างคุณภาพทางด้านการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์เทียบเคียงมาตรฐานสากล ยกระดับโรงเรียนของไทยเข้าสู่มาตรฐานสากล (World Class Standard School) ซึ่งโรงเรียนแต่ละโรงในประเทศไทยที่มีความพร้อมก็ควรยึดหลักกว้างๆ ดังนี้

1.หลักการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักหาประเด็นมาตั้งคำถาม ตั้งสมมุติฐาน (Hypothesis Formulation)

2.หลักการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักสืบค้นเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น จากห้องสมุด ห้องอินเตอร์เน็ต หรือจากการทดลองต่างๆ (Searching for Information)

3.หลักการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักสรุปเนื้อหาและองค์ความรู้ที่ได้มาจากการฟัง การอภิปราย การทดลอง มาคิดวิเคราะห์ พร้อมมีเทคนิคในการนำเนื้อหามาสรุปเป็นองค์ความรู้ ความสามารถ ถ่ายทอดให้คนอื่นได้อย่างเชี่ยวชาญ (Knowledge Formation)

4.หลักการฝึกให้ผู้เรียนมีทักษะในการสื่อสาร ในการนำเสนอองค์ความรู้ที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) ซึ่งการสื่อสารผู้เรียนสามารถสื่อสารได้หลายภาษาหลายช่องทาง

5.หลักการฝึกให้ผู้เรียนมีทักษะ รู้จักให้บริการสังคมและมีจิตสาธารณะ (Public Service) หลักการนี้เป็นวิธีการนำความรู้สู่การปฏิบัติ แต่ผู้เรียนจะต้องมีความรู้รอบตัว รอบโลก และนำความรู้ให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์

                           หลักการ 5 ด้านข้างต้น เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาความพร้อมของผู้เรียน ผู้เขียนใคร่ขอเสนอแนะต่อกระทรวงศึกษาธิการ ควรกำหนดให้ทักษะนี้เป็นทักษะบังคับและควรบรรจุไว้ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเหมือนกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี หรือยุวกาชาด เหตุผลที่ผู้เรียนไม่เห็นด้วยที่มีแนวคิดให้วิชาการค้นคว้าด้วยตนเองเป็นอีกหนึ่งวิชาให้ผู้เรียน ผู้เขียนเห็นว่าปัจจุบันเด็กไทยก็มีชั่วโมงเรียนมากระดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้ว และมีวิชาที่เรียนในหลักสูตรเป็นจำนวนมากเช่นกัน การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองของคนไทยยังขาดการพัฒนาและส่งเสริม ดังที่ อ.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีต รมช.กระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวไว้ว่า ปัญหาการศึกษาของคนไทยคิดไม่เป็น ขาดความมุ่งมั่น อดทน ขาดหลักคิด สังคมไทยอ่อนแอ ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน หรือคุณมีชัย วีระไวทยะ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ระบบการศึกษาไทยเราสอนให้เด็กอ่านออกเขียนได้ ขาดการส่งเสริมให้คิดและเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่มุ่งเน้นด้านคุณธรรมจริยธรรม ฝึกให้คนไทยเป็นลูกน้อง เป็นผู้ตาม รอรับคำสั่ง โรงเรียนไม่มีสื่ออุปกรณ์ที่ส่งเสริมกระบวนการคิดและการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเต็มไปด้วยนักบริหาร นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ แต่ขาดคุณภาพและคุณธรรม การทุจริตคอร์รัปชั่นมีเกือบทุกองค์กร

ปัญหาดังกล่าว ผู้เขียนเชื่อว่าเกิดจากรากฐานที่ล้มเหลวทางการศึกษาที่ไม่สามารถสร้างให้คนไทยเข้มแข็ง มีคุณภาพและคุณธรรมนั่นเอง


ฉะนั้น แนวทางหนึ่งที่ผู้เขียนเชื่อว่า ถ้าผู้รับผิดชอบด้านการศึกษาของไทยเอาจริงเอาจัง โดยการนำกระบวนการการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองมาใช้อย่างเข้มแข็งจริงจัง
โดยพัฒนาผู้เรียน 3 ทักษะ ดังนี้ 

1.ทักษะการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation Skill) เป็นทักษะที่ต้องการให้ผู้เรียนรู้จักกำหนดประเด็นของปัญหา รู้จักตั้งสมมุติฐาน รู้จักเทคนิคการค้นคว้า รู้จักเทคนิคการแสวงหาความรู้ มีเทคนิคการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ ถ้าให้ผู้เรียนมีทักษะด้านนี้ที่สมบูรณ์ควรเพิ่มทักษะStepladder Technique เป็นวิธีการที่ให้ผู้เรียนร่วมกับสมาชิกมีส่วนร่วมในการคิด การทำงาน คิดวางแผนสร้างองค์ความรู้ ซึ่ง Stepladder มี 5 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1 ก่อนทำงานให้ผู้เรียนวางแผน

ขั้นที่ 2 ผู้เรียนนำปัญหาหรือองค์ความรู้มาวิเคราะห์

ขั้นที่ 3 ผู้เรียนนำองค์ความรู้จากการค้นคว้ามาสร้างทางเลือกในการนำไปใช้ 

ขั้นที่ 4 ผู้เรียนนำข้อมูลมาสังเคราะห์และสร้างองค์ความรู้ใหม่ 

ขั้นที่ 5 ผู้เรียนนำข้อมูลมาประมวล แล้วตัดสินใจขั้นสุดท้าย นำไปใช้

จะเห็นได้ว่าเทคนิค Stepladder เป็นเทคนิคที่ผู้เรียนหรือครูผู้สอนสามารถนำมาใช้สอนหรือแนะนำผู้เรียนนำไปใช้จัดการเรียนรู้ หรือจัดการในการวางแผนการทำงานได้ และโดยเฉพาะหลังจากปี 2558 ประชาคมอาเซียนก็จะขับเคลื่อนเต็มรูปแบบ ฉะนั้นถ้าเยาวชนไทยเราสามารถนำวิธีการเรียนรู้และค้นคว้าคำตอบเองออกมาใช้เต็มศักยภาพ เชื่อว่าคุณภาพของคนไทยเราคงจะดีขึ้นในเชิงคุณภาพทุกๆ ด้าน พร้อมที่จะแข่งขันในเวทีโลก และถ้าสามารถนำเทคนิค Stepladder มาต่อยอด เสริมทักษะ การค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ให้ผู้เรียนก็ยังเสริมคุณภาพผู้เรียนให้มีคุณภาพได้อีกทางเช่นกัน 

2.ทักษะการสื่อสารและการนำเสนอ (Communication and Presentation) เป็นทักษะที่มุ่งให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้รับมาวางแผน ใช้วิธีการและเทคนิคในการถ่ายทอดวิธีการสื่อความหมาย แนวคิดใหม่ๆ นำข้อมูลและองค์ความรู้ใหม่ๆ เสนอด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่หลากหลายและรัดกุม 

ทักษะนี้ส่งเสริมให้ผู้เรียนนำแนวคิดจากทักษะ R.K.F.S. มาเขียนเป็นเอกสารทางวิชาการ และนำเสนอถ่ายทอดข้อมูล สามารถนำทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ (Conrtructionism) มาสอนให้

ผู้เรียนนำมาใช้บูรณาการกับทักษะการสื่อสารและการนำเสนอ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ให้ผู้เรียนสร้างชิ้นงานจากการทำโครงการ (Project Based Learning) 

อีกประเด็นที่สำคัญยิ่งของทักษะนี้คือ ถ้าผู้เรียน

มีความเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ ก็สามารถทำให้เยาวชนของไทยมีคุณภาพพอที่จะเข้าแข่งขันหรือสามารถนำไปใช้ในประชาคมอาเซียนได้หลังจากปี 2558 ซึ่งผู้สอนหรือผู้เรียนจะต้องมีทักษะการสื่อสารและการนำเสนอพื้นฐานเบื้องต้น ดังนี้ 

1.1 ควรรู้ว่าเราจะสื่อสารในสถานการณ์ใด เวลาใด งานอะไร

1.2 ควรรู้ว่าเราควรสื่อสารสถานที่ใด 

1.3 ควรรู้ว่าเราสื่อสารกับใคร สถานะของผู้ฟังเป็นอย่างไร 

1.4 ควรรู้ว่าเราสื่อสารในกรอบของสังคม ศาสนา และวัฒนธรรมใด จึงจะเหมาะสม 

1.5 ควรรู้ว่าเรามีวัตถุประสงค์ในการสื่อสารอย่างไร

การสื่อสารและการนำเสนอเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เรียนต้องใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากผู้เรียนมีความสามารถทางภาษาแล้วก็ตาม แต่ผู้เรียนจะต้องเข้าใจบริบทอื่นๆ เพราะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล (Meterial) การแลกเปลี่ยนทางอารมณ์ (Emotion) และการสร้างความสัมพันธ์ (Relation) และสุดท้ายผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการถ่ายทอดจะต้องประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ ดังนี้ 

1.เป็นผู้มีบุคลิกภาพที่ดี รวมถึงพฤติกรรมที่แสดงออกที่ดีและเหมาะสม 

2.มีความมุ่งมั่น คล่องแคล่วมั่นใจ 

3.แสดงออกถึงความตั้งใจและให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน

4.มีสื่อและเทคโนโลยีช่วยเสริมกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างกลมกลืนและสอดคล้องกับความเป็นจริง 

5.มีความรู้และความเข้าใจในเนื้อหาอย่างชัดเจนและแม่นยำ 

6.มีจิตวิทยาที่เสริมสร้างแรงจูงใจและเป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน 

7.มีจิตวิทยาในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสมาชิกได้ โดยมุ่งให้เกิดความรู้ (Knowledge) ความเข้าใจ (Understanding) ความถนัดหรือทักษะ (Skill) และมีทัศนคติและจริยธรรมเชิงบวกเสมอ (Habit) 

ทักษะการสื่อสารและการนำเสนอ ผู้เขียนคิดว่าเป็นทักษะที่สำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษาของไทย ควรนำมาใช้ในโรงเรียนอย่างจริงจัง 

3.ทักษะการนำองค์ความรู้ไปใช้บริการทางสังคม (Social Service Activity Skill) หรือการสร้างบริการสาธารณะ ( Public Service) โดยผู้เรียนนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในเชิงปฏิบัติสู่สังคมให้มากที่สุด แต่ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะว่า ก่อนที่จะนำความรู้สู่สังคมได้นั้น ผู้เรียนจะต้องมีความสามารถเบื้องต้น ดังนี้

1.ต้องสร้างวินัยในตนเอง ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย รู้ขอบเขตของหน้าที่และสิทธิเสรีภาพ ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

2.ต้องตระหนักเสมอว่าตนเองคือส่วนหนึ่งทางสังคม รับผิดชอบต่อส่วนรวมต่อประเทศชาติและโลก 

3.ต้องเป็นผู้ที่ตระหนักถึงปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและต้องช่วยแก้ไข 

4.ต้องยึดหลักธรรมในการทำเป็นชีวิต และพร้อมที่จะถ่ายทอดหลักธรรมที่ดีสู่สังคม

ทักษะนี้ผู้เขียนคิดว่าเป็นทักษะที่สำคัญยิ่งเช่นกัน เพราะเป็นทักษะที่ผู้เรียนต้องนำไปใช้ต่อสังคม ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนในปัจจุบัน ไม่ใช่ให้ผู้เรียนมีความรู้เชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว (Academic Knowledge) แต่ควรให้ผู้เรียนนำประสบการณ์เรียนรู้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือมีจิตใจที่สูงส่ง มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์โลก เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 



ในต่างประเทศโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และประเทศในยุโรป ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดจิตสำนึกในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคม ผ่านกระบวนการเรียนรู้และการสอนที่เรียกว่า การเรียนรู้ด้วยการบริการสังคม (Service-Learning) ซึ่งมีผู้ให้ความหมายไว้ว่า เป็นวิธีการสอนที่ผู้เรียนเรียนรู้และพัฒนาตนเองจากการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในการให้บริการแก่สาธารณะ ซึ่งสอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการของชุมชน (Taylor และ Ballengee-Morris, 2004) จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมนั้น เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้เรียนและสังคม 

กล่าวคือ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้และพัฒนาความสามารถในเชิงวิชาการ อารมณ์ และสังคมควบคู่กันไปด้วย ขณะที่ชุมชนหรือสังคมก็จะได้รับประโยชน์จากการที่ผู้เรียนเข้าไปให้บริการในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมอาสาสมัคร (Volunteer) ซึ่งในกลุ่มประเทศดังกล่าวจัดกิจกรรมอาสาสมัครหรือการให้บริการต่อสังคมโดยไม่รับค่าตอบแทนนั้น ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเสริมเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในหลักสูตรในรูปแบบที่เป็นวิชาการเลือกด้วย 

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐอเมริกาได้รายงานว่า ในปี ค.ศ.1999 มีโรงเรียนของรัฐกว่า 83% ที่มีนักเรียนเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมให้บริการชุมชน และในปี ค.ศ.2005 สำรวจพบว่าโดยส่วนใหญ่นักเรียนมักปฏิบัติกิจกรรมเพื่อสังคมในรายวิชาสังคมศึกษา (12%) วิทยาศาสตร์ (10%) และภาษาอังกฤษ (7%) (the National Center For Education Statistics, 2010) 

ประเด็นสำคัญที่นักการศึกษาของไทยต้องนำไปขบคิดคือ หลักสูตรสถานศึกษาของประเทศได้นำแนวคิดเรื่องการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมมาเป็นฐานในการออกแบบหลักสูตรแล้วหรือยัง และหากทำแล้วอยู่ระดับใด (ข้อมูลเฉลิมลาภ ทองอาจ การเรียนรู้ด้วยการบริการสังคม) 

ที่จริงแล้วแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ในการศึกษาของไทยแต่เดิมได้ปฏิบัติกันมา เราคงจะเคยทราบว่า ครูพระสงฆ์สมัยโบราณสอนให้ศิษย์มีความรู้และทักษะวิชาช่าง ด้วยการพาศิษย์ไปซ่อมแซมหรือสร้างศาสนสถาน แม่บ้านแม่เรือนสมัยก่อนทำกับข้าวได้หลายชนิด เพราะไปเรียนรู้วิธีการประกอบอาหารจากแม่ครัวใหญ่ในงานวัดหรืองานบุญต่างๆ แพทย์แผนไทยเรียนรู้กรรมวิธีรักษาโรค ก็ด้วยการตามครูแพทย์ไปให้บริการแก่ชาวบ้านในหลายๆ แห่ง โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน

การเรียนรู้สมัยก่อนจึงไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อประโยชน์เฉพาะตน แต่เป็นการเรียนรู้ที่สังคมจะได้รับประโยชน์จากการเรียนของเราด้วย 

การศึกษาในยุคก่อนจึงไม่เคยทิ้งสังคมไปเช่นในปัจจุบัน ดังที่เรามักจะได้ยินคำถามทั้งจากครูและผู้เรียนของเราเสมอว่า "เรียนแล้วจะนำไปทำอะไรก็ไม่รู้" "เรียนแล้วไม่เห็นว่าสังคมจะได้รับประโยชน์อะไร" 

และในที่สุดเราก็สรุปได้ว่า "ถ้าเช่นนั้นก็เรียนให้สำเร็จก่อนแล้วค่อยกลับมาช่วยสังคม" คำถามที่เราต้องคิดต่อก็คือ ก็แล้วเหตุใดเราไม่ทำให้การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นเรื่องที่สังคมได้ประโยชน์ทุกขณะ และเป็นการเรียนรู้ที่ไม่ต้องสอน แต่เกิดจากการที่ผู้เรียน "เห็นปัญหา" และ "เกิดเมตตา" ที่จะช่วยผู้ที่มีใจเมตตาให้ แม้แต่คนที่อาจจะไม่รู้จักเช่นนี้ จะไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์หรือผู้เรียนที่เราต้องการให้เกิดขึ้นจากการศึกษาหรอกหรือ


สถานศึกษาหลายแห่งสรุปไปว่า การเรียนการสอนแบบโครงการ (Project Learning) เป็นวิธีการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคม ข้อสรุปดังกล่าวอาจจะไม่ถูกต้องนัก เพราะมิติของการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคม ไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรมสร้างความรู้ตามความสนใจของผู้เรียนเท่านั้น เพราะสิ่งที่ผู้เรียนสนใจอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์หรือช่วยให้ปัญหาสังคมหรือชุมชนของเขาคลี่คลายไปก็เป็นได้ เราอาจจะเคยเห็นนักเรียนทำโครงงานประดิษฐ์หุ่นยนต์ ในขณะที่ชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่มีปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากอุตสาหกรรม การให้บริการต่อสังคมจึงต้องมองปัญหาใกล้ตัว หรือเป็นเรื่องที่สังคมเรียกร้องขอความช่วยเหลือก่อนเป็นหลัก 

ดังนั้น กิจกรรมการเรียนการสอนตามวิธีนี้อาจอยู่ในรูปแบบอื่น นอกจากโครงงาน เช่น การเป็นอาสาสมัครในองค์กรศาสนา องค์กรเยาวชนหรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร หรือการฝึกงานในหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานที่ให้บริการต่อสาธารณะ เป็นสาธารณะ เป็นต้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดเราจึงมีเยาวชนวัยรุ่นชาวต่างประเทศเข้ามาทำงานอาสาสมัครพัฒนาชุมชนในท้องถิ่นทุรกันดาร ดังเช่นเคยปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลกเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา องค์มกุฎราชกุมารในเชื้อพระวงค์ของประเทศอังกฤษทรงหยุดเรียนในมหาวิทยาลัยที่ทรงเรียนเป็นเวลา 1 ปี ทั้งนี้ เพื่อเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครเข้าโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในทวีปอเมริกาใต้ เป็นต้น 

ในขณะที่นักเรียนไทยอายุเท่ากัน อาจจะตั้งใจท่องตำรับตำราอยู่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม โดยไม่เคยเหลียวมาสนใจเลยว่าฝรั่งหัวแดงพวกนี้มาทำอะไรกัน และทำเพื่ออะไร 

เมื่อปี 2548 ผู้เขียนมีโอกาสไปศึกษาดูงานด้านการศึกษา ณ ประเทศไต้หวัน เกาหลีใต้ ฮ่องกง และสาธารณรัฐประชาชนจีน จะพบว่าการเรียนการสอนจะเน้นเนื้อหากับการปฏิบัติที่เข้มข้นมาก การเรียนรู้นอกห้องเรียนมีความสำคัญมากพอๆ กับการเรียนในชั้นเรียน และนักเรียน นักศึกษาเหล่านี้จะเดินทางไปศึกษาในต่างจังหวัดในประเทศของตนเองและต่างประเทศ 

ในช่วงปิดภาคเรียนจะเป็นอาสาสมัครในองค์กรต่างๆ จึงจะเป็นคำตอบได้ว่าทำไมคุณภาพทางการศึกษาของกลุ่มประเทศเหล่านี้จึงมีคุณภาพระดับต้นๆ ของเอเชียและระดับโลก 

จากการสำรวจและจัดอันดับ 100 มหาวิทยาลัยสุดยอดแห่งเอเชียประจำปี 2013-2014 ของนิตยสาร Time Higher Education ของประเทศอังกฤษ พบว่า อันดับที่ 1 มหาวิทยาลัยโตเกียว อันดับที่ 2 มหาวิทยาลัยสิงคโปร์ อันดับที่ 3 มหาวิทยาลัยฮ่องกง อันดับที่ 4 มหาวิทยาลัยเกาหลีใต้ อันดับที่ 5 มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และยังพบว่าประเทศญี่ปุ่นมี 20 มหาวิทยาลัยอยู่ใน 10 มหาวิทยาลัยรองลงมา ประเทศจีน 18 มหาวิทยาลัย เกาหลีใต้ 14 มหาวิทยาลัย ประเทศจีนไต้หวัน 100 มหาวิทยาลัย ฮ่องกง 6 มหาวิทยาลัย สิงคโปร์ 2 มหาวิทยาลัย และประเทศไทย 2 มหาวิทยาลัย ลำดับที่ 50 และ 82 ของเอเชีย 

จะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยลำดับคุณภาพต้นๆ ในเอเชียใกล้บ้านเรามีมากมายทีเดียว แต่ทำไมคนไทย เด็กไทยไม่นิยมไปศึกษาต่อเหมือนกับไปศึกษาในอเมริกา อังกฤษ หรือออสเตรเลีย รวมทั้งนักการศึกษาไทยก็ไม่ค่อยนำผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของประเทศดังกล่าวมาใช้ในการพัฒนาเยาวชนไทยเท่าที่ควร แต่ปี 2014 ยังโชคดีที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ติดลำดับที่ 50 และมหาวิทยาลัยมหิดล ติดลำดับที่ 82 ของเอเชีย ยังพอรักษาหน้าตาของประเทศไทยไว้บ้างไม่มากก็น้อย 

อยากฝากเป็นข้อคิดว่า ประเทศไทยลองส่งนักบริหารการศึกษาหรือนักเรียนไทยไปศึกษาดูว่าประเทศดังกล่าวเขาจัดการศึกษาอย่างไร จึงมีคุณภาพดังที่ปรากฏแก่ชาวเอเชียและชาวโลก แต่ระยะหลังมีนักการศึกษา ครู-อาจารย์ต่างๆ เดินทางไปในประเทศดังกล่าวมากขึ้น แต่ไม่ทราบว่าไปศึกษาดูงานหรือไปทำกิจกรรมใด 



แนวทางเริ่มต้นสู่การใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมคือ การสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยในห้องเรียน กระตุ้นให้ผู้เรียนมองเห็นปัญหาหรือสิ่งทีชุมชนต้องการให้พวกเขาไปช่วยเหลือ หรือสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของเพื่อนมนุษย์ในชุมชนดีขึ้นจากนั้นให้อิสระแก่ผู้เรียนเพื่อให้พวกเขาแสดงความรับผิดชอบในการจัดการทุกขั้นตอนในการเลือกหรือออกแบบกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาในการดำเนินการ การจัดเตรียมอุปกรณ์ การลงมือปฏิบัติ การประเมินการให้บริการ และการสะท้อนความคิดหลังการปฏิบัติงาน 

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องคำนึงถึงที่จะทำให้การเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมมีประโยชน์อย่างแท้จริงก็คือ กิจกรรมที่นักเรียนเลือกปฏิบัติควรเอื้อต่อการนำความรู้ที่เรียนมาใช้ประโยชน์ 

ตัวอย่างเช่น นักเรียนอาจจะเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในการปลูกต้นไม้ในโรงเรียน ซึ่งนักเรียนจะต้องแสดงให้เห็นถึงวิธีการนำความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มาใช้ เช่น การทำกราฟหรือแผนภูมิแสดงปริมาณต้นไม้ ประเภทต้นไม้ หรือการบำรุงรักษาระบบนิเวศวิทยาในโรงเรียน เป็นต้น 

ดังที่กล่าวมานี้ การเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติเพื่อสังคมจึงน่าจะเป็นก้าวต่อไปของการพัฒนาหลักสูตร เพราะเป็นหนทางตรงที่ทำให้ผู้เรียนของเราพัฒนาสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ และพร้อมที่จะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกได้อย่างสง่างาม โดยเฉพาะพร้อมที่จะแข่งขันกันกับกลุ่มประเทศในเอเชียต่อไป

การเสริมทักษะการเรียนรู้ด้วยการค้นคว้าด้วยตนเองจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการให้ผู้เรียนมีทักษะในด้านนี้ทั้ง 3 ทักษะ ซึ่งสามารถจัดเชิงบูรณาการในสาระทุกสาระ ผู้สอนจึงสามารถนำมาใช้ได้ทุกเวลา ทุกคาบก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่ทำอยู่แล้วแต่ทำโดยไม่ใช้หลักการ ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน จึงไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนเท่าที่ควร

และที่สำคัญยิ่งคือ ผู้เรียนจะไม่สนใจและไม่รับรู้ความเป็นไปในสังคม และเราจึงไม่เห็นคนไทยหรือเยาวชนไทยออกมาปกป้อง รักษาความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในทางสังคม ไม่ว่าทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางการศึกษา และทางการเมืองเลย ถึงเวลาแล้วที่เราควรผลักดันเรื่องนี้ กระทรวงศึกษาธิการลองช่วยหาคำตอบ

 โดย ณรงค์ ขุ้มทอง ประธานกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนนวมินทราชูทิศทักษิณ โรงเรียนหาดใหญ่พิทยาคมโรงเรียนควนเนียงวิทยาและโรงเรียนดาวนายร้อย
(ที่มา:มติชนรายวัน 8 มกราคม 2558)