วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

7 เทคนิค หัวเราะบำบัดกายเสริมใจ

ในสังคมปัจจุบันที่รายล้อมด้วยความเครียด เชื่อหรือไม่ว่าการหัวเราะ” มีความสำคัญอย่างมาก เพราะไม่เป็นเพียงการแสดงอารมณ์สุขตามธรรมชาติของมนุษย์เท่านั้น ในทางการแพทย์ยังใช้เป็นเครื่องมือบำบัดโรคภัยและอารมณ์ซึมเศร้าได้อีกด้วย

ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม นักจิตวิทยา ให้ข้อมูลว่า การหัวเราะทำให้ร่างกายหลั่งสารโดฟามีนที่ช่วยในการเรียนรู้และความทรงจำ ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ส่งผลดีต่อระบบประสาทของเรา โดยฮอร์โมนโดฟามีจะช่วยลดความเครียด และทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลกลับมาอยู่ในระดับที่สมดุล ซึ่งจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันและร่างกายของเราแข็งแรงขึ้น ผลจากการที่เราไม่เครียดจะทำให้ร่างกายเราได้พักผ่อนเพียงพอ นอนหลับสนิท จิตใจสงบ รู้สึกสดชื่น และยังทำให้มีสมาธิมากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ การหัวเราะ ยังทำให้ออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ ทำให้การไหลเวียนของเลีอดในร่างกายเป็นไปด้วยดี ซึ่งคนที่สามารถสร้างอารมณ์ขันและหัวเราะได้ ในสถานการณ์ที่เลวร้าย จะทำให้เกิดพลังในตัวเอง คลายความเศร้าหมอง และช่วยเปิดทัศนคติในการมองโลกเป็นไปในทางบวกได้
ความแตกต่างของการหัวเราะธรรมชาติ กับการหัวเราะบำบัด
การหัวเราะแบบธรรมชาติ เกิดจากสิ่งกระตุ้นให้เราเกิดอารมณ์ขัน แต่การ หัวเราะบำบัด คือ ภายใน โดยผู้หัวเราะจะคอยควบ คุมเส้นประสาทสรีระกายตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของเรา รวมทั้งกระบวนการหายใจของเราให้ขยับ ขับเคลื่อนโดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งกระตุ้นเร้า หรือใครทำอะไรให้เราเกิดอารมณ์ขัน
ดร.วัลลภ บอกว่า การหัวเราะบำบัดมีหลายแบบ รวมถึงมีการผสมผสานระหว่างการหัวเราะและควบคุมการหายใจของโยคะเข้าด้วยกัน ซึ่งในอเมริกา แคนาดา อังกฤษ และอีกหลายประเทศ ได้นำการรักษาผู้ป่วยด้วยการหัวเราะเข้ามามีบทบาทแทนที่การบำบัดด้วยการใช้ยาคลายเครียด และยาแก้ปวด เพราะอารมณ์ขันให้ผลเช่นเดียวกับการออกกำลังกาย เป็นการเพิ่มระดับฮอร์โมนฝ่ายดี เช่น ฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยระงับความเจ็บปวด และ ฮอร์โมนเซโรโทนิน เป็นฮอร์โมนที่ทำให้เราอารมณ์ดี ขณะเดียวกันก็ทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียดลดลง
สำหรับประเทศไทย ศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพ มนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้คิดค้นการ หัวเราะบำบัด โดยผสมผสานการควบคุมการหายใจ การเปล่งเสียงหัวเราะ และการบริหารร่างกายไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นการหัวเราะที่ให้ผลเชิงสุขภาพโดยไม่จำเป็นต้องมีอารมณ์ขัน
การฝึกหัวเราะบำบัด เริ่มจากฝึกหัวเราะเพื่อเคลื่อนไหวอวัยวะภายใน 4 ส่วน ด้วยการเปล่งเสียงต่างๆ กัน คือ เสียง "โอ" ทำให้ภายในท้องขยับ เสียง "อา" ทำให้อกขยับขยาย เสียง "อู" เสียง "เอ" ทำให้ลำคอเปิดโล่ง และช่วยบริหารใบหน้า ทั้งนี้ แต่ละเสียงมีท่าทางประกอบและมีประโยชน์ในการบำบัดที่ต่างกันเช่น 
1.ท้องหัวเราะ กำมือชูนิ้วโป้งระดับท้อง หายใจเข้าและเปล่งเสียงหัวเราะ "โอ" ขยับมือทั้งสองข้างขึ้นลงเป็นจังหวะ ออกเสียงโอคือการหัวเราะบริเวณท้องจะช่วยในเรื่องอารมณ์ และช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานดีขึ้น และช่วยบำบัดโรคลำไส้อักเสบ
2.อกหัวเราะ กางแขนออกหงายฝ่ามือระดับอก หายใจเข้ากลั้นหายใจแล้วปล่อยลมหายใจออกเปล่งเสียงหัวเราะ "อา" ขยับแขนทั้งสองข้างขึ้นลงเป็นจังหวะ กระตุ้นให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก หัวใจ ปอด และไหล่ขยับเขยื้อนไปด้วย ท่านี้จะช่วยให้อวัยวะบริเวณหน้าอกทั้งหมดทำงานได้ดีขึ้น
3.คอหัวเราะ ยกมือขึ้นระดับอก กำมือ ยกนิ้วโป้งตั้งขึ้น นิ้วชี้ และนิ้วกลางชี้ไปข้างหน้า หายใจเข้าและเปล่งเสียงหัวเราะ "อู" ขยับแขนตามจังหวะ เน้นพุ่งมือไปด้านหน้า เมื่อเปล่งเสียงอู จะกระตุ้นให้บริเวณลำคอสั่น ท่านี้จะช่วยแก้ปัญหาเจ็บคอ คออักเสบ ปวดคอ สำหรับคนที่มีปัญหาเนื่องจากต้องใช้เสียงเยอะ
4.ใบหน้าหัวเราะ ยกแขนขึ้นระดับใบหน้า ขยับนิ้วคล้ายเล่นเปียโน หายใจเข้าและเปล่งเสียงหัวเราะ "เอ" ขยับนิ้ว เคลื่อนไหวร่างกาย คล้ายท่าแหย่เด็กๆ นอกจากจะได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กที่นิ้วมือแล้ว ท่านี้ยังช่วยฝึกบริหารสมองด้วย
5.ไหล่หัวเราะ เป็นการบริหารช่วงไหล่ ยืนตรงแล้วส่ายไหล่ไปมา เหมือนการว่ายน้ำฟรีสไตล์ พร้อมกับเปล่งเสียง เอ เอะ ใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับไหล่ ท่านี้ช่วยได้
6.สมองหัวเราะ โดยธรรมชาติของมนุษย์เมื่อเครียดมักจะปิดปาก เป็นเหตุให้ความดันขึ้นสมอง ท่านี้จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว โดยปิดปากแล้วเปล่งเสียง อึดันให้เกิดการสั่นสะเทือน ขึ้นไปนวดสมอง เมื่อทำเสร็จจะรู้สึกโล่ง โปร่งสบาย
7.หัวเราะทั้งตัว เป็นท่าที่ต้องทำพร้อมกันกับผู้อื่น โดยกระโดดพร้อมเสียงหัวเราะแบบสุดๆ ตามแบบของตัวเองอย่างต่อเนื่อง 1 นาที คล้ายท่ากบกระโดด เอามือสองข้างของเราไปตบมือสองข้างของเพื่อน ตามจังหวะ
เมื่อเริ่มฝึกอย่างต่อเนื่องจะพบว่าทุกส่วนของร่างกายจะโล่ง โปร่ง เบา และสบายขึ้น ความสดชื่นเข้ามาแทนที่ เมื่อชีวิตมีความสดชื่นจะส่งผลไปถึงการมองโลกวิธีคิดหรือมุมมองการใช้ชีวิตเปลี่ยน ทั้งนี้ การดูแลสุขภาพร่างกายให้ดีแบบองค์รวมจะต้องควบคู่ไปกับการบริโภคที่ดี และออกกำลังกายที่เหมาะสมด้วยดร.วัลลภ กล่าวทิ้งท้าย
ได้ยินแบบนี้แล้ว...มาเริ่มเปล่งเสียงหัวเราะเพื่อสุขภาพกายใจที่ดีกันเถอะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  www.thaihealth.or.th
ภาพประกอบจาก clearstreamcoaching.com , examiner.com


รายงานผลการดำเนินงาน โครงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตร มหาวิทยาลัยศิลปากร ประจำปีการศึกษา 2557 รุ่นที่ 2 วันจันทร์ที่ 29- วันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2558 ณ ห้องประชุมชั้น 8 อาคาร 50 ปี มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์

รายงานผลการดำเนินงาน โครงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตร มหาวิทยาลัยศิลปากร ประจำปีการศึกษา 2557 รุ่นที่ 1 วันอังคารที่ 2 - วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2558 ณ ห้องประชุมชั้น5 อาคารหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล สำนักหอสมุดกลาง พระราชวังสนามจันทร์

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เดินหน้าพ.ร.บ.บริหารงานบุคคลอุดมศึกษา

“กฤษณพงศ์"แจงต้องเดินหน้าร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษาเป็นความต้องการของ มรภ.-มทร. เพื่อให้มีกฏหมายกลางดูแลสวัสดิการ ด้าน ประธาน ทปสท.ขอส่งตัวแทนร่วมร่างพ.ร.บ.ด้วย วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2558 เวลา 13:46 น. วันนี้ ( 8ก.ค.) ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) 

ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (CHES) และผู้เกี่ยวข้อง มีมติเสนอให้ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา เพราะเห็นว่ามีจุดอ่อนหลายประเด็น ว่า เหตุผลที่มีการยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเนื่องจากเป็นความต้องการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ซึ่งยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนสถานะภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือ ออกนอกระบบ จึงต้องการให้มีกฏหมายกลางมาดูแลค่าตอบแทน และสวัสดิการต่างๆ ให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ “ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยกลุ่มเก่าบางแห่ง มองว่ากฏหมายระเบียบบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา อาจไม่มีความจำเป็น เนื่องจากมหาวิทยาลัยของตนเองสามารถบริหารจัดการได้ดีอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆแล้วในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้กำหนดว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งต้องใช้กฏหมายนี้ แต่ให้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ 

อย่างไรก็ตามเมื่อมีผู้ออกมาคัดค้านหรือเสนอให้ยกเลิก ทางสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจะต้องเชิญกลุ่มดังกล่าวมาหารือกัน เพื่อดูว่าร่างนี้ยังมีจุดบกพร่องตรงไหน เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไข อย่างไรก็ตามในวันที่ 14 กรกฎาคมนี้ คณะอนุกรรมการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา จะประชุมเพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนนำเสนอคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา(ก.พ.อ.)ต่อไป" รมช.ศธ.กล่าว. ผศ.ดร.รัฐกร คิดการ ประธาน ทปสท. กล่าวว่า ตนและปอมท. ได้เข้าพบ รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เพื่อชี้แจงมติให้ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา แต่ถ้า สกอ.จะเดินหน้าต่อก็ต้องพิจารณากฏหมายฉบับนี้ให้รอบคอบ เพราะมีผลกระทบกับพนักงานหลายกลุ่ม และขอให้ตั้งตัวแทนจาก ทปสท. และ ปอมท. เข้าร่วมเป็นคณะอนุกรรมการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ด้วย เพื่อจะได้เสนอความคิดเห็นในร่างดังกล่าว เพราะเป็นหน่วยงานที่ดูแลสิทธิประโยชย์ให้แก่บุคลากรในมหาวิทยาลัย.“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/education/333456
ที่มา http://www.dailynews.co.th/education/333456

สถาบันที่จะติดลำดับโลก

จากประชากรไทย 67 ล้านคน มีเด็กเกิดใหม่ในแต่ละปีประมาณ 8 แสนคน ร้อยละ 3 หรือ 24,000 คน เป็นผู้มีศักยภาพในการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สูงมาก ประเทศเรามีการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแต่ละปีตามโครงการของ พสวท. (100 คน) ร.ร.มหิดลฯ (240) กระทรวงวิทย์ฯ (210) ห้องพิเศษ สพฐ. (5,850) ร.ร.จุฬาภรณ์ (1,728) ร.ร.กำเนิดวิทย์ (72) รวม 8,200 คน
กลุ่ม ปตท. ได้แก่ บมจ.ปตท., บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล, บมจ.ไทยออยล์ และ บมจ.ไออาร์พีซี ได้ร่วมกันตั้งมูลนิธิโรงเรียนวิทยาศาสตร์ ระยอง เพื่อดูแลโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และมูลนิธิสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระยอง เพื่อดูแลสถาบันวิทยสิริเมธี
กำเนิดวิทย์เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ต้องการบ่มเพาะเยาวชนไทยผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ให้มีจิตวิญญาณของนักวิจัย นักประดิษฐ์และนักนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยให้อยู่ดีมีสุขและแข่งขันได้ในเวทีโลก ในแต่ละปีโรงเรียนกำเนิดวิทย์จะรับนักเรียนเพียง 4 ห้อง ห้องละ 18 คน ทั้งปีรับเพียง 72 คน
มีนักเรียนที่เก่งทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มาสมัครมากกว่า 5,000 คน ได้รับการคัดเลือกไว้เพียง 72 คนใน พ.ศ.2558 ซึ่งเป็น นักเรียนรุ่นแรก นักเรียนเหล่านี้เป็นวัตถุดิบชั้นยอดที่ผ่านกระบวนการสรรหาที่มีประสิทธิภาพที่สุด เมื่อเข้ามาแล้วก็ได้รับการพัฒนาจากครูอาจารย์ระดับโลกเป็นรายบุคคล สื่อการสอนใช้ภาษาอังกฤษ ทุกคนต้องอยู่ประจำโดยอยู่แบบระบบบ้านพักในบริเวณเนื้อที่ 1,000 ไร่
วังจันทร์วัลเลย์มีเนื้อที่กว่า 4,000 ไร่ แบ่งเป็นส่วนของสถานศึกษา 1,000 ไร่ ในส่วนนี้ นอกจากจะมีโรงเรียนกำเนิดวิทย์แล้ว ยังมีสถาบันระดับอุดมศึกษาที่ชื่อว่าสถาบันวิทยสิริเมธี ที่เป็นสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นงานวิจัยชั้นแนวหน้า เพื่อสร้างบุคลากรที่ดีเลิศในระดับโลกทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สามารถสร้างและใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ผู้ที่รับการคัดเลือกให้เข้าเรียนระดับมัธยมปลายในโรงเรียนกำเนิด–วิทย์และระดับปริญญาโทในสถาบันวิทยสิริเมธีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายนะครับ กลุ่มบริษัท ปตท. ใส่เงินลงไปในมูลนิธิเบื้องต้นถึง 6 พันล้านบาท ใช้เป็นค่าก่อสร้าง 2 พันล้านบาท ที่เหลืออีก 4 พันล้านบาทเป็นอุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือในการเรียนการสอน ซึ่งเน้นปฏิบัติการวิจัย
มหาวิทยาลัยสอน หรือ Teaching University ที่มีเกลื่อนกราดดาษดื่นในประเทศและในโลกของเราใบนี้ มีวิธีหารายได้จากงบประมาณของรัฐและจากการเก็บค่าเล่าเรียน แต่มหาวิทยาลัยวิจัย หรือ Research University อย่างเช่น สถาบันวิทยสิริเมธี มีรายได้มาจากผลงานวิจัยและจากกองทุนต่างๆ
สถาบันวิทยสิริเมธีที่รับนักศึกษารุ่นแรกใน พ.ศ.2558 มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทยใน พ.ศ.2563 และต้องการให้เป็น 1 ใน 10 ของมหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนใน พ.ศ.2568 พอถึง พ.ศ.2578 หรืออีก 20 ปี ข้างหน้า ต้องการให้สถาบันแห่งนี้เป็น World Research University ที่ติดลำดับ 1 ใน 50 ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก
25 มิถุนายน 2558 ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้กรุณาบรรยายด้วยตัวเองเรื่อง ‘พัฒนาการของระบบการอุดมศึกษาและการจัดตั้งสถาบันวิทยสิริเมธีของกลุ่ม ปตท.’ ให้ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ และพวกเราซึ่งเป็นพนักงานของกลุ่มบริษัทบาลานซ์ฟังนานถึง 1 ชั่วโมง จากนั้น ดร.ไพรินทร์ และ ดร.ธีรเดช ทังสุบุตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่โครงการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาและโรงเรียนวิทยาศาสตร์กลุ่ม ปตท. พื้นที่ภาคตะวันออก ได้พาพวกเราไปชมทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยด้วยตัวเองอีกเกือบ 2 ชั่วโมง พ่อของผมพูดย้ำๆซ้ำๆในระหว่างการเดินชมว่า ปตท. จะทำให้ประเทศไทยของเราจะยิ่งใหญ่ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และจะช่วยทำให้คนของเราที่เก่งเฉพาะด้านประดิษฐกรรม ไปมีความสามารถด้านนวัตกรรม
ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ผมขอขอบคุณกลุ่ม ปตท. ที่สร้างโอกาสและอนาคตให้ประเทศชาติบ้านเมือง ใครก็ตามที่สนใจสถาบันการศึกษา ทั้งสองนี้ ผมขอแนะนำให้ท่านไปเยี่ยมชมวังจันทร์วัลเลย์ ท่านจะมีกำลังใจขึ้นทันที
ปตท.มีทุน มีวิสัยทัศน์ มีเครือข่าย มีศักยภาพ ฯลฯ ได้ช่วยชาติด้วยการดูแลผู้ที่มีความสามารถพิเศษทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
ขณะเดียวกัน ปตท.และคนไทยทั้งประเทศก็ต้องดูแลเด็กไทยที่เกิดใหม่อีกปีละ 8 แสนคนให้พวกเขาโตไปเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศและของโลก
คุณนิติ นวรัตน์
ที่มา https://m.thairath.co.th/content/508427