วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

วิธีสอน…ของพ่อ “ความรับผิดชอบของผู้นำ”

“ภาวะผู้นำที่ตอบสนองและรับผิดชอบ (Responsive and Responsible Leadership)” หัวข้อการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ในปี 2560 สะท้อนความกังวลของกลุ่มผู้นำประเทศ และเจ้าของธุรกิจ ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2559 หลายเหตุการณ์แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของสังคม การเมือง เศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ผู้นำต้องสามารถรับมือสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาและต้องร่วมคิดหาหนทางปกป้องดูแลทรัพยากรของโลกที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเศรษฐกิจ
ในปีที่ผ่านมาผู้นำทั้งในภาครัฐและเอกชน ต้องเผชิญกับการตัดสินใจในเหตุการณ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมีหลากหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบในหลายมิติ ซึ่งล้วนเป็นเหตุการณ์ที่ยากจะคาดการณ์ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้บรรดาผู้นำทั้งหลายต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับอนาคต และด้วยกระบวนการคิดด้านนวัตกรรมจะเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่จะช่วยจัดการความซับซ้อนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น แนวโน้มของผู้สูงอายุในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ย่อมทำให้เกิดนวัตกรรมด้านอาหารสำหรับผู้สูงอายุที่จะช่วยรักษาสุขภาพและรักษาโรค ส่งเสริมให้สุขภาพแข็งแรงเพียงพอที่จะดูแลตัวเอง ด้วยรูปแบบอาหารที่รับประทานง่าย สะดวก เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ อีกทั้งมีราคาที่สามารถซื้อหามารับประทานได้ด้วยรายได้และการสนับสนุนของภาครัฐ จะเห็นได้ว่าด้วยแนวคิดการส่งเสริมนวัตกรรม ช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการปัญหาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในอนาคต ที่มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งด้านสุขอนามัย ค่าครองชีพ และการเดินทาง ซึ่งหากไม่ได้รับการเตรียมพร้อมที่ดี ภาครัฐอาจต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมหาศาล เพื่อดูแลรักษาผู้ป่วยสูงอายุจำนวนมากที่กระจายอยู่ตามโรงพยาบาลของรัฐ จนเกิดความล้มเหลวทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต
ดังนั้นการพยายามสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ หรือนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์เพื่อเตรียมพร้อมรับมือปัญหายุ่งยากที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตัวอย่าง ปัญหาการคมนาคมที่ยุ่งยากซับซ้อนอย่างมากจนไม่สามารถแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์ในปัจจุบัน ส่งผลให้การเดินทางไม่สะดวกสบาย คล่องตัว รวมไปถึงไม่ได้ช่วยลดสภาพการจราจรที่ติดขัดมากยิ่งขึ้น ถึงแม้มีรูปแบบการเดินทางหลากหลายมากขึ้น ทั้งลอยฟ้า ใต้ดิน บนดิน หรือระบบราง แต่เนื่องจากภาพการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ไม่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ในเชิงบูรณาการร่วมกันในกลุ่มผู้นำ ที่มุ่งเน้นคุณค่าที่ประชาชนจะได้รับ โดยไม่คิดเพียงแก้สาเหตุที่รถติด แต่ต้องมองไปสู่การทำให้เกิดความคล่องตัวและสะดวกสบายในการเดินทางไปทำงาน ท่องเที่ยว ความปลอดภัย การรักษาพยาบาล ซึ่งก็จะทำให้ระบบขนส่งมวลชน สร้างความราบรื่นทำให้เข้าถึงสถานที่สำคัญๆ จำเป็น กับการดำเนินชีวิตมากที่สุด อาจไม่จำเป็นต้องขยายระบบโทรคมนาคม ถ้าสร้างระบบการเดินทางที่รวดเร็ว เชื่อมต่ออย่างชาญฉลาด
ตัวอย่าง ภาพประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งเน้น “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด value-based economy จึงเป็นมิติที่ชัดเจน ในการเตรียมพร้อมรับมือและจัดการความยุ่งยากซับซ้อนของ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมุ่งเน้นที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดเล็กให้มีภูมิคุ้มกัน “ความไม่แน่นอน” โดยไม่มองแค่การขยายตลาดและสร้างผลกำไร รวมไปถึงการแก้ปัญหาคุณภาพรายวัน แต่ต้องพยายามสร้างคุณค่าใหม่ ที่แตกต่าง ให้กับลูกค้า ซึ่งต้องมองภาพในอีก ห้าปี สิบปี หรือยี่สิบปีข้างหน้า และต้องสร้าง “การพัฒนาความร่วมมือกัน” ของทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะที่โดดเด่นของแต่ละหน่วยงาน ดังนั้นภาพอนาคตที่บอกว่า “เศรษฐกิจของประเทศจะมั่นคง” จึงเป็นไปได้เพราะ “เศรษฐกิจของประเทศจะไม่อ่อนไหวไปกับการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกต่างๆและยังสามารถสร้างโอกาสอยู่เสมอ ด้วยระบบการจัดการเพื่ออนาคต (Future Management)
หากกลับไปมองภาพพื้นที่บนดอยสูงในอดีต เป็นอย่างไรในปัจจุบัน ภายหลังได้รับการส่งเสริมให้กลายเป็นศูนย์พัฒนาภายใต้โครงการหลวง มีการส่งเสริมอาชีพ ให้ความรู้ในเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง ในที่สุดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ชนกลุ่มน้อย จนถึงปัญหายาเสพติดในปัจจุบัน ลดความยุ่งยากซับซ้อน ลงไปอย่างมาก ซึ่งเป็นพระอัจฉริยะภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ไม่ได้มองการแก้ไขในระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานให้เกิดการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานและชุมชน จนเกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริงในปัจจุบัน

พระองค์ทรงเป็นต้นแบบผู้นำ ที่แสดงให้เห็น “ความสามารถของผู้นำในการเตรียมพร้อมรับมือ และจัดการกับสถานการณ์ความไม่แน่นอน และยุ่งยากในอนาคต เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงแท้จริง”

ที่มา : คอลัมน์ Think Productivity หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ที่มา http://www.ftpi.or.th/2017/13019

วิธีสอน…ของพ่อ “ตั้งต้นที่…กล้า”

มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรม “แคมป์พัฒนาผู้นำนวัตกรรมสำหรับนักศึกษาปริญญาโทมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง” ด้วยรูปแบบเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ในฐานการเรียนรู้สี่เรื่องสำคัญ ได้แก่ Big Data, Core competency, Technology 4.0 และ Mega Trends โดยนักศึกษาต้องนำข้อมูลที่ได้รับในแต่ละฐานมาสร้างแนวคิดรูปแบบธุรกิจใหม่ ให้แตกต่างจากที่มีอยู่ในปัจจุบันและสามารถตอบสนองความต้องการลึกๆของลูกค้าทั้งในด้านรูปลักษณ์ องค์ประกอบ กระบวนการ หรือแม้แต่การบริหารจัดการ ซึ่งผลงานของหลายทีมสร้างความประหลาดใจในวิธีคิดและตื่นเต้นกับการนำเสนอให้เห็นประโยชน์การนำไปใช้จริงผ่านการแสดงบทบาทสมมุติ
แต่ความน่าสนใจของรูปแบบการเรียนรู้นอกห้องเรียนครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียน “กล้า” ที่จะก้าวออกมายืนบน “ความจริง” ที่ต้องการ “การะบวนการคิด” วิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือสร้างสรรค์ มุมมองใหม่จากข้อเท็จจริงที่ได้รับ หรือประยุกต์หลักการ ทฤษฎีได้อย่างเหมาะสม
กล้า” นำเสนอความคิดอย่างมีเหตุมีผลสู่สาธารณะ ด้วยความเชื่อมั่นจากความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดชีวิต บูรณาการร่วมกับองค์ความรู้มากมายที่ร่ำเรียนมาในห้องสี่เหลี่ยม
กล้า” รับฟังความคิดเห็นของทีมงาน และสาธารณะทั้งที่เป็นข้อเสนอแนะ ติติง และสนับสนุน ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้เกิดเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้งชัดเจน
กล้า” ที่จะมองต่าง จากคนอื่นๆ ด้วยข้อมูลที่ละเอียดหลากหลาย และประสบการณ์ที่แตกต่าง ทำให้การอภิปรายเกิดแนวคิดที่ออกนอกกรอบเรื่องราวที่คุ้นเคย
กล้า” ที่จะท้าทาย สมมุติฐาน หรือความเชื่อเดิมๆ ลบล้างความคิดว่า “เป็นไปไม่ได้” ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับการพัฒนาจากภาพในจินตนาการ จนเกิดขึ้นได้จริง
และ “กล้า” แลกเปลี่ยน แบ่งปัน ประสบการณ์ ความรู้ ระหว่างกัน ในมุมมองที่หลากหลาย และแตกต่าง ด้วยความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น
เมื่อมีความกล้าอย่างมีเหตุผล ก็ผลักดันให้เกิดความมุ่งมั่น มุมานะ ที่จะทำให้ได้เป้าหมายดีที่สุดอย่างที่คาดหวัง ซึ่งเห็นจากการนั่งสร้างสรรค์ผลงานจนถึงตีสอง ตีสาม ของกลุ่มนักศึกษา จนอดคิดไม่ได้ว่า “พลังความกล้า” สามารถทำลายความเบื่อหน่าย ท้อถอย สิ้นหวัง จนหมดสิ้น และส่งเสริมให้เห็นพัฒนาการของหลายผลงานที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนจากความ “กล้า” คิดของคนหนึ่งคน สู่การ” กล้า” ระดมสมองของทีมงาน จนถึงการ “กล้า” เปิดรับความคิดเห็นของสารธารณะในที่สุด จากผลงานที่เริ่มจากคิดเล่นๆเต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ ค่อยๆเพิ่มพูนรายละเอียดและมุมมองสู่ความเป็นจริง และได้รับปรับแต่งจนกลายเป็นผลงานยอดนิยม

ความกล้า ไม่เพียงเกิดขึ้นเพื่อให้เราฮึกเหิมเท่านั้น ยังเป็นแรงส่งเสริมให้ผู้อื่นกระตือรือร้นที่จะพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้น เพียง “กล้าที่จะยืนขึ้นพร้อมปรบมือแสดงความชื่นชมเจ้าของผลงานด้วยความเต็มใจ” โดยไม่ลังเล ก็จะเป็นการสร้างกำลังใจมหาศาลให้กับเจ้าของผลงาน

อย่างไรก็ตามการจะกระตุ้นให้เกิดความกล้า ก็ต้องผ่านกระบวนการบ่มเพาะ ในแต่ละกิจกรรม จนสามารถผลักดันให้เกิดการแสดงออกอย่างชัดเจน จนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมอย่างแท้จริงตามความมุ่งหวังของผู้จัดกิจกรรม เช่นเดียวกับประชาชนชาวไทยจำนวนหนึ่งที่ได้รับการบ่มเพาะผ่านโครงการในพระราชดำริ จน “กล้า” ดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้สามารถพึ่งพาตัวเองและครอบครัว อย่างมีความสุขในทุกวันของชีวิต โดยไม่ยึดติดกับแนวคิดบริโภคนิยมที่มุ่งเน้นสร้างฟุ้งเฟ้อ ให้เกิดตัวเลขเศรษฐกิจที่บ่งชี้ถึงการเจริญเติบโต อย่างไม่ยั่งยืน เพราะมีองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นต้นแบบแห่งความ “กล้าหาญ” เสด็จพระราชดำเนินไปในทุกพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อทำให้ราษฎรมีชีวิตความอยู่เป็นดีขึ้น สนับสนุนให้ประชาชนของพระองค์ยืนหยัดต่อสู้อุปสรรคต่างๆ อย่างขยันขันแข็ง และพระราชดำริของพระองค์ในหลายเรื่องได้แสดงให้เห็น ความกล้าหาญ ท้าทายสมมติฐานเดิมๆ ที่ไม่มีใครกล้าคิดว่าจะเป็นไปได้ ด้วยความมุ่งมั่นจริงจัง ซึ่งผลลัพธ์จากความกล้าหาญของพระองค์ท่าน ได้สร้างความอยู่ดีกินดีของประชาชน และความมั่นคงของประเทศ อย่างยั่งยืน ดังนั้น ความกล้าอย่างมีเหตุผลจึงเป็นคุณลักษณะสำคัญของผู้นำ ที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่เป็นประโยชน์ทั้งกับตนเองและสังคม
ฉะนั้นหากตั้งต้นที่ กล้า ลงท้ายคงต้องพบ “ความสุข” เสมอ
ที่มา: คอลัมน์ Think Productivity หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ที่มา http://www.ftpi.or.th/2017/12958

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

การเขียนรายงานการประชุม

ที่มา http://meeting.buu.ac.th/index.php/km

สกอ.ส่งข้อมูล9ม.เอกชนถึง"หมอธี"


สกอ.ส่งข้อมูล 9 มหาวิทยาลัยเอกชนที่มีปัญหาจัดการศึกษาไม่เป็นไปตามมาตรฐานการอุดมศึกษ พร้อมรายละเอียดและข้อเสนอแนะแก้ปัญหา ถึงรมว.ศึกษาธิการ แล้ว
วันนี้( 27 ก.พ.) ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกอ.เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบตามที่ราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย ขอให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) พิจารณารับรองการเทียบคุณวุฒิหลักสูตรการฝึกอบรมทันตแพทย์ประจำบ้าน เพื่อแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพทันตกรรม 9 สาขา ดังนี้ 1.สาขาศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล 2. สาขาทันตกรรมสำหรับเด็ก 3. สาขาทันตกรรมจัดฟัน 4.สาขาทันตกรรมประดิษฐ์ 5.สาขาทันตสาธารณสุข 6. สาขาวิทยาเอ็นโดดอนต์ 7. สาขาทันตกรรมหัตถการ 8.สาขาวิทยาการวินิจฉัยโรคช่องปาก และ 9. สาขาทันตกรรมทั่วไป โดยให้วุฒิบัตรที่ได้จากหลักสูตรทั้ง 9 สาขานี้สามารถเทียบได้กับวุฒิระดับปริญญาเอก เนื่องจากใช้เวลาในการเรียนถึง 3ปี และต้องมีงานวิจัยตีพิมพ์องค์ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและวิชาชีพทันตกรรมด้วย

ดร.สุภัทร กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังรับทราบความคืบหน้าการแก้ปัญหามหาวิทยาลัย 4 แห่ง ประกอบด้วย ม.ราชภัฏสุรินทร์ ม.ราชภัฏชัยภูมิ ม.บูรพา และ ม.เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ซึ่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีคำสั่งที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา โดยขณะนี้ทั้ง 4 มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการออกระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ในการปฎิบัติงาน หลักเกณฑ์ในการสรรหาอธิการบดี และกรรมการสภามหาวิทยาลัย การตรวจสอบคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรต่าง ๆโดยเน้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ สกอ.กำหนด ส่วนกรณีมหาวิทยาลัยเอกชน 9 แห่งที่มีปัญหาเรื่องการจัดการศึกษาไม่เป็นไปตามมาตรฐานการอุดมศึกษา ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.นั้น ขณะนี้ สกอ.ได้ส่งรายละเอียดและข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหามหาวิทยาลัยดังกล่าวให้ รมว.ศึกษาธิการ แล้ว

ที่มา https://www.dailynews.co.th/education/558336

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เริ่มต้นที่ตนเอง

” you cannot hope to build a better world without improving the individuals.”
Marie  Curie (1867-1934)
มาดามมารี คูรี นักวิทยาศาสตร์หญิงเจ้าของรางวัลโนเบลทั้งสาขาฟิสิกส์และเคมีถึง 2 รางวัลเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เธอและทีมงานได้ค้นพบซึ่งมีคุณานุปการต่อโลกอย่างมากมายนั้นไม่ได้มาอย่างง่ายดาย แต่มาจากความพากเพียรอย่างไม่ท้อถอย ด้วยการปรับปรุงและพัฒนาตนเองเป็นจุดเริ่มต้น
Peter F. Drucker เขียนหนังสือชื่อ Managing Oneself มีใจความสำคัญคือความสำเร็จของคนทำงานในปัจจุบันมาจากการเตรียมตัวสำหรับโอกาสที่จะมาถึงในวันข้างหน้า เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แค่การทำหน้าที่ให้ดีที่สุดจึงยังไม่เพียงพอ แต่ก็มีคนจำนวนน้อยที่รู้จักแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง
คำแนะนำของ Drucker ก็คือการพัฒนาจากจุดแข็งของตนเอง รู้ว่าจะมีวิธีการใช้จุดแข็งนั้นอย่างไร รู้ว่าสิ่งที่ตนเองยึดถือนั้นคืออะไร และรู้ว่าตรงไหนคือที่ๆ เหมาะสมสำหรับการเติบโต ฟังดูเป็นเรื่องที่ง่ายๆ แต่ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้

บางคนเรียนรู้ได้ดีด้วยการอ่าน แต่บางคนอาจอยู่ที่การฟัง บางคนยึดมั่นในศักดิ์ศรีมากกว่าเงินทอง บางคนชอบงานวิชาการมากกว่าการเป็นผู้บริหาร แต่หลายคนอาจลืมนึกถึงสิ่งเหล่านี้ จึงทำให้ดูเหมือนว่าประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ก็ไม่มีความสุข และบางคนโชคร้ายที่ล้มเหลวเพราะไปต่อไม่ได้

ส่วนหนึ่งก็คือการตีกรอบของสังคมรอบๆ ตัวเรา นับตั้งแต่การเลี้ยงดูของครอบครัว ระบบการศึกษา ค่านิยมในสังคม ที่หล่อหลอมและชี้ทางให้แต่ละคนเดินไปจนหลงลืมไปว่าที่แท้คนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน และความแตกต่างนี้เองที่จะทำให้เกิดภาพรวมที่สมบูรณ์
ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ที่จะเข้ามาแทนที่งานหลายประเภท แม้แต่แพทย์ผ่าตัด นักบัญชี นักกฏหมาย คนทำงานจึงต้องพัฒนาตนเองให้มีความสามารถที่แตกต่างที่เหนือกว่า ซึ่งระบบการศึกษายังไม่สามารถตอบสนองได้ทันความต้องการนี้ แนวโน้มที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือองค์กรระดับโลกหลายองค์กรเห็นว่าเกรดและสถาบันการศึกษาไม่ใช่การชี้วัดความสามารถอีกต่อไป แต่ความเชี่ยวชาญที่เกิดจากการฝึกฝนตนเองต่างหากคือสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า
เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวเกี่ยวกับเด็กหนุ่มวัย 17 ปีที่ประสบความสำเร็จในการทำฟาร์มผักสลัดเป็นธุรกิจเล็กๆ จากการที่เป็น “เด็กเรียนไม่เก่ง” จึงหันมาทำในสิ่งที่ตนเองถนัด และมีจุดแข็งก็คือพื้นฐานของครอบครัวที่คลุกคลีกับการทำเกษตรมาก่อน เด็กหนุ่มผู้นี้จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเดินตามกรอบของสังคมอีกต่อไป เพราะเขาได้ค้นพบตัวตนและพื้นที่ของเขาแล้ว การค้นพบจุดแข็งของตนเองนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เครื่องมือตัวหนึ่งที่จะเป็นตัวช่วยได้ก็คือการรับฟังข้อมูลป้อนกลับจากผู้อื่น (Feedback) เหมือนการส่องกระจกเงาที่จะทำให้เห็นตนเองได้ชัดเจนขึ้น ด้วยความตั้งใจจดจ่อที่จะเรียนรู้ตนเองอย่างจริงจัง เหมือนการมองกระจกเงาอย่างพินิจพิเคราะห์ให้ถี่ถ้วน ซึ่งในบทความจาก Executive Edge, Volume 06, Issue 10 ในเว็บไซต์ของ Soundview กล่าวถึงข้อเขียนของผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขาที่พูดถึงการพัฒนาตนเองว่าการทำความรู้จักตนเองนั้น ต้องมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้ เพื่อให้ได้คำตอบว่าตัวตนของเราคือใคร เราคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ Drucker กล่าวไว้ก่อนหน้านั้น
สิ่งที่น่าสนใจคือบทความนี้กล่าวถึงการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งด้วยการใช้สมาธิจดจ่อ เพื่อให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิผล และยังกล่าวด้วยว่าการให้ความสำคัญกับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดจะส่งผลดีนั้นไปสู่อนาคต ซึ่งคล้ายกับหลักปฏิบัติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ จึงเห็นได้ว่าปัจจุบันการฝึกฝนสมาธิหรือ Meditation เป็นที่นิยมมากสำหรับชาวตะวันตก เพราะเป็นเครื่องมือที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ช่วยสร้างพลังภายในตัวตนได้เป็นอย่างดี ไม่ต่างไปจากการสร้าง Six Pack ด้วยการออกกำลังกาย
องค์กรที่มีการเปิดกว้างสำหรับการเรียนรู้ มีระบบของการสอนงานที่ดี มีกระบวนการให้ Feedback อย่างถูกต้อง คนในองค์กรมีทัศนคติเชิงบวกในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง จะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับบุคคล ทีมงานไปจนถึงองค์กรในที่สุด และสิ่งนี้ก็คือเครื่องมือสำคัญของผู้นำที่จะนำพาองค์กรไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ผู้นำจึงต้องสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ส่งเสริมพฤติกรรมที่ดี เพื่อให้คนในองค์กรเติบโตในวุฒิภาวะ (Maturity Level) เพื่อที่จะทำให้องค์กรมีวุฒิภาวะ ที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน
การเรียนรู้ตนเองเพื่อปรับปรุง สร้างศักยภาพให้แข็งแกร่ง จะช่วยให้ลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ในสังคมได้อีกทางหนึ่งด้วย เพราะความขัดแย้งมักเกิดขึ้นจากการกล่าวโทษผู้อื่นโดยไม่ได้มองที่ตัวเอง ในแนวคิดของ Productivity นั้น เมื่อเกิดปัญหาจะต้องนำปัญหามาวิเคราะห์หาสาเหตุทีทำให้เกิดความผิดพลาดด้วยเครื่องมือต่างๆ โดยไม่ใช่หาคนผิด ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขที่ไม่มีความขัดแย้ง ตรงกันข้ามเป็นการสร้างความร่วมมือ และเรียนรู้ไปด้วยกัน คำถามง่ายๆ ที่นักผลิตภาพจะถามกับตนเองเสมอก็คือ มีอะไรบ้างที่เราจะทำได้ดีกว่านี้ โดยที่ยังไม่ต้องรอให้เกิดความผิดพลาดเกิดขึ้น
ดังนั้นการปลูกฝังแนวคิด Productivity จึงควรเริ่มต้นตั้งแต่ที่สถาบันครอบครัว ในระบบการศึกษาตั้งแต่วัยอนุบาล เพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพในสังคมที่มีการปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่อง คนคุณภาพจึงจะสามารถสร้างสังคมที่มีคุณภาพได้ในที่สุด
ที่มา: คอลัมน์ Productivity Food for Thought หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ที่มา http://www.ftpi.or.th/2016/9071