วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2560

ความหมายของการสัมมนา

สัมมนา มีความหมายถึง การประชุมในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่กำหนดขึ้นมา เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็น โดยข้อมูลต่าง ๆ จะถูกรวบรวมนำมาใช้วิเคราะห์ร่วมกัน ซึ่งผลจากการสัมมนาจะนำมาซึ่งข้อสรุปแนวทางในการแก้ไขปัญหา
ปัจจุบันนี้ การเรียนการสอนในหลายสถาบันการศึกษามีการนำหลักการสอนแบบวิธีสัมมนามาใช้ คือ ให้นักเรียน นักศึกษา เป็นผู้รวบรวมหาข้อมูล แล้วมาร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงทำการวิเคราะห์ โดยอาจารย์จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือ วิธีการสอนแบบสัมมนานี้ จะช่วยให้นักเรียนรู้จักค้นคว้าหาข้อมูล รู้จักคิดวิเคราะห์มากขึ้น
ไม่เพียงในแวดวงการศึกษาที่ใช้ระบบสัมมนาในการประชุม แต่ในการทำงานทั้งภาครัฐและเอกชน ก็นำเอาวิธีการสัมมนามาใช้มากขึ้น โดยจะก่อให้เกิดการระดมสมอง ทำให้มีแนวคิดและวิธีปฏิบัติที่หลากหลายมากขึ้น

ประโยชน์ของการสัมมนา

1. เกิดความคิดสร้างสรรค์ในกลุ่มผู้เข้าร่วมสัมมนา
2. บทสรุปแนวทางแก้ปัญหาจากการสัมมนา มาจากข้อมูลที่หลากหลาย
3. เกิดความผูกพันธ์ สามัคคี ในการทำงานร่วมกัน
4. ผลจากการสัมมนา เมื่อนำไปปฏิบัติมีแนวโน้มประสบความสำเร็จมากกว่า วิธีการปฏิบัติที่เกิดการการตัดสินใจตามลำพังของใครคนใดคนหนึ่ง
5. ฝึกให้เกิดภาวะผู้นำ และการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
 องค์ประกอบของการสัมมนา
1. หัวข้อ และเนื้อหา ที่จะสัมมนา
2. วัตถุประสงค์ในการสัมมนา เช่น แก้ไขปัญหา ,แบ่งปันความรู้ ,ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นต้น
3. รูปแบบการสัมมนา เช่น การฟังข้อมูลจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ แล้วร่วมกันทำ workshop ,หรือการร่วมกันระดมสมองคิดในกลุ่ม เป็นต้น
4. ผู้เข้าร่วมสัมมนา ขึ้นอยู่กับรูปแบบการสัมมนา จะประกอบไปด้วย
– วิทยากร หรือ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่จัดสัมมนา
– ผู้ควบคุมการสัมมนา หรือ พิธีกร
– ผู้เข้าร่วมการสัมมนา ซึ่งมีทั้งผู้เข้ารับชมรับฟัง หรือที่ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการสัมมนา
5. วันเวลา และสถานที่จัดสัมมนา
 การเขียนแผนงานการจัดสัมมนา
1.1 ชื่อโครงการการสัมมนา
1.2 หลักการและเหตุผล
1.3 วัตถุประสงค์
1.4 เป้าหมาย
1.5 ลักษณะโครงการ
1.6 วิธีดำเนินการ
1.7 ระยะเวลาการดำเนินงาน
1.8 สถานที่ดำเนินการ
1.9 งบประมาณ
1.10 การติดตามและประเมินผล
1.11 ผลที่คาดว่าจะได้รับ

ความแตกต่างระหว่างการฝึกอบรมกับการสัมมนา..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/13523


           การฝึกอบรม   หมายถึง   กระบวนการหรือกิจกรรมใดๆที่จัดขึ้นเพื่อมุ่งส่งเสริมเพิ่มพูนบุคลากรหรือกลุ่มบุคคลใดๆให้มีความรู้   ทักษะ   ทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ   รวมทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการทำงานของบุคลากรในองค์กรของตนตามที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี   แลพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น (สุจิตรา   จันทนา,2539,หน้า 339)  
การฝึกอบรมเป็นการเตรียมและพิจารณาตัวบุคคลให้พร้อมที่จะปฏิบัติงานที่มีความสามารถถึงขีดสูงสุด    เพื่อที่จะได้นำไปพัฒนาองค์กรของตนให้มีการพัฒนา   มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น   องค์กรจะมีความเจริญก้าวหน้ามากน้อยเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความรู้   ความสามารถของบุคลากรในองค์กรต่างๆเหล่านั้นที่จะสามารถพัฒนาองค์กรของตนเองนั่นเอง
                การสัมมนา   หมายถึง   การที่คณะบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเข้าร่วมประชุมกัน   โดยการนำของผู้เชี่ยวชาญ  หรือผู้รู้ในลักษณะที่แต่ละคนหันหน้าเข้ามาปรึกษาหารือกัน  หรือเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องที่จะมุ่งพิจารณากันโดยเฉพาะ   โดยการนำเอาประสบการณ์เดิมมาสร้างเป็นแนวปฏิบัติใหม่จัดได้ว่าเป็นการฝึกอบรมประเภทหนึ่ง   เป็นการเพิ่มพูนความรู้แก่ผู้ร่วมสัมมนา   เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ของตนอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  หรือเพื่อเป็นการเตรียมตัวให้ก้าวหน้าเหมาะสมกับตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบ (ทัศนีย์   วิศาลเวชกิจ,2524,หน้า 1)
                การสัมมนาเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งของการฝึกอบรม   ทั้งการฝึกอบรมและการสัมมนานี้มีความคล้ายคลึงกันมาก   แต่ก็มีความแตกต่างกันด้วยตรงที่การสัมมนามีลักษณะเหมือนการประชุมประเภทหนึ่ง   จะมีการจัดประชุมกันภายในห้องประชุม   แลกเปลี่ยนความคิดเห็น  และหาข้อสรุป   หรือข้อแก้ไขปัญหา   แต่การฝึกอบรมมีลักษณะเป็นเหมือนการเรียนในห้องเรียน   โดยที่มีอาจารย์เป็นผู้บรรยาย   สอน  และให้คำปรึกษา   แต่ในการฝึกอบรมนั้นเพียงเปลี่ยนผู้บรรยาย   สอน  และให้คำปรึกษา   จากอาจารย์เป็นวิทยากรผู้ให้การอบรมเท่านั้นเอง  
                การสัมมนาจะมีการจัดเตรียมขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่าการจัดฝึกอบรม   ทั้งการกำหนดหัวข้อ   เลือกสถานที่   จัดเตรียมสถานที่   วัน   เวลา   หรือแม้กระทั่งการเฟ้นหาตัววิทยากรผู้บรรยายในงานก็ตามจะต้องคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้   ความสามารถสูง   สามารถควบคุมการสัมมนาได้จนลุล่วง   เพราะการจัดสัมมนาจะมีความเป็นทางการ   ดูเป็นราชการมากกว่าการจัดฝึกอบรม   ส่วนการจัดฝึกอบรมนั้นก็มีความเป็นทางการแต่ไม่มากเท่าการสัมมนา   ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองมากนัก   แต่ก็ยังคงมีความเป็นระบบระเบียบอยู่บ้าง
                บุคคลที่เข้าร่วมการสัมมนาจะเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ   ความรู้   ความสามารถ   และมีประสิทธิภาพมากกว่าบุคคลที่เข้าร่วมการฝึกอบรมเพราะบุคคลที่เข้าร่วมการสัมมนาจะต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้จากสาขาต่างๆมารวมตัวกัน   ส่วนการฝึกอบรมเป็นการรวมผู้ที่มีความรู้   ความสามารถน้อย   มาฝึกเพื่อให้มีความรู้ความสามารถมากยิ่งขึ้นเพื่อเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน
                การสัมมนาส่วนใหญ่จะจัดขึ้นในองค์กรของภาครัฐบาล   พวกข้าราชการ   พนักงานของรัฐ   มีการประชุมร่วมกัน   ส่วนการฝึกอบรมส่วนใหญ่จะจัดขึ้นกันภายในบริษัท   องค์กรการค้าขายที่เน้นการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรเพื่อขยายธุรกิจขององค์กรของตน
ในการสัมมนานั้นผู้ที่เข้าร่วมการสัมมนาจะมีโอกาสเสนอแนะ   แลกเปลี่ยน   ความคิดเห็นของตนเองได้มากกว่าการฝึกอบรมเนื่องจากการสัมมนานั้นเป็นรวบรวมเอาผู้ที่มีความรู้มาประชุมกันเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันต่างมีแนวคิดกันไปคนละแบบจึงนำเอาความคิดนั้นมาผสมผสาน   วิเคราะห์หาเหตุผลจนหาข้อสรุปที่แน่นอนได้   ส่วนการฝึกอบรมนั้นผู้ที่เข้าร่วมการฝึกอบรมจะมีส่วนในการเสนอความคิดเห็น   หรือมีข้อแลกเปลี่ยนกันได้น้อยเพราะจะมีวิทยากรที่มีความรู้มากเป็นผู้ดำเนินกาอยู่แล้ว   และการฝึกอบรมเป็นเหมือนการสอนให้พัฒนาความรู้ของบุคลากรในเรื่องที่ไม่รู้ดังนั้นเมื่อบุคลากรไม่มีความรู้มาก่อนก็จะไม่มีโอกาสที่จะนำเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฝึกอบรมได้   อาจมีเพียงข้อซักถามเมื่อบุคคลนั้นมีข้อสงสัยในเรื่องที่เข้าฝึกอบรมในขณะที่วิทยากรกำลังฝึกอบรมอยู่  หรือในขณะที่วิทยากรฝึกอบรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว   หรือเมื่อวิทยากรฝึกอบรมได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสงสัยได้ซักถามเมื่อมีข้อสงสัย
การฝึกอบรมนั้นบุคลากรที่เข้ารับการฝึกอบรมนั้นเป็นบุคคลที่ยังไม่มีประสบการณ์  ทักษะ  ความรู้   และความชำนาญในเรื่องที่จะเข้ารับการฝึกอบรมมาก่อน   หรืออาจเป็นผู้ที่มีความรู้   ทักษะ   ประสบการณ์  และความชำนาญในเรื่องที่จะเข้ารับการฝึกอบรมมาบ้างแต่ไม่มากหรือไม่ชำนาญนักมาเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อให้มีความรู้   มีทักษะ   มีประสบการณ์  และมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นกว่าเดิม    เพื่อเพิ่มพูนความรู้   ทักษะจากที่ไม่เคยมีมาก่อนให้มีความรู้  และทักษะความชำนาญในการทำงานเพิ่มมากขึ้น   และสามารถนำไปปฏิบัติตามหนน้าที่ของตนภายในองค์กรเพื่อพัฒนาองค์กรของตนเองได้อย่างมีคุณภาพ  และมีประสิทธิภาพสูงสุด   โดยที่การฝึกอบรมนั้นจะมีผู้ที่มีความรู้   ประสบการณ์   ทักษะและความชำนาญในเรื่องนั้นเป็นอย่างดีมาเป็นผู้ฝึกอบรม   ส่วนการสัมมนานั้นบุคลากรที่เข้าร่วมสัมมนานั้นเป็นผู้ที่มีประสบการณ์  ความรู้เป็นอย่างดีอยู่แล้วหลายๆบุคคล   หลายสาขา   ที่สนใจในเรื่องๆเดียวกันมารวมตัวกันเพื่อที่จะนำเอาความรู้ของตนเองในเรื่องนั้นๆมาอภิปราย   ปรึกษาหารือ   หาข้อคิดเห็น   และวิธีแก้ปัญหา   แล้วนำประสบการณ์   แต่ก็ยังต้องมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาเป็นผู้ช่วยในการดำเนินการสัมมนาด้วยเหมือนกันแต่ไม่ต้องทำหน้าที่หนักเท่ากับการฝึกอบรม
การอภิปรายหาข้อยุติที่ได้นั้นมารวมกันแล้วจึงนำไปหาวิธีการเพื่อให้บรรลุผล   
ในขณะที่การฝึกอบรมนั้นบุคลากรไม่จำเป็นต้องมีความรู้  หรือประสบการณ์ในเรื่องนั้นมาก่อน  หรือมีความรู้ในเรื่องนั้นเพียงน้อยนิดก็ได้  เพราะว่าถ้าบุคลากรในองค์กรมีความรู้   ความสามารถในเรื่องนั้นเป็นอย่างดีแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกอบรมบุคลากรเกิดขึ้นภายในองค์กร   ส่วนการสัมมนานั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เข้าร่วมการสัมมนานั้นต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะนำมาสัมมนานั้นเป็นอย่างดี   เพราะจะนำเอาความคิดเห็นที่เด่นๆมารวบรวม  และสรุป   เพื่อที่การสัมมนานั้นถึงจะบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ได้วางไว้
                การสัมมนาเป็นการรวบรวมผู้ที่มีความรู้และผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกๆสาขามารวมตัวกันเพื่อหาข้อสรุป   ข้อยุติ    หาทางแก้ปัญหา   อาจมีการแบ่งกลุ่มเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหา   มีลักษณะเน้นเพื่อการแลกเปลี่ยน  เพิ่มพูนความรู้   เทคนิคใหม่ๆให้กับสมาชิก   แต่การฝึกอบรมจะเหมือนกันตรงที่เป็นการเพิ่มพูนความรู้  และเทคนิคใหม่แก่สมาชิกแต่จะไม่เหมือนกันตรงที่การฝึกอบรมจะไม่มีการแลกเปลี่ยนกันมีแต่วิทยากรจะให้ความรู้แก่สมาชิกเท่านั้น
                วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรมจะมุ่งไปที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เข้ารับการอบรมเป็นหลักให้มีพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น   ส่วนการสัมมนาเป็นเพียงการเข้าร่วมเพื่อหาแนวทางในการตัดสินใจหรือกำหนดนโยบายในการแก้ปัญหาเพียงเท่านั้นไม่ได้มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ที่เข้าร่วมการสัมมนาหลังจากการสัมมนาแล้วแต่เพียงอย่างใด    หรือถ้าจะมีผู้ใดที่เกิดกาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหลังจากการสัมมนาก็ไม่เป็นไรเพราะไม่ได้เป็นวัตถุประสงค์หลักของการจัดสัมมนา    แต่ถ้าหลังจากการสัมมนาจะมีการนำเอาผลของการสัมมนานั้นไปดำเนินการอย่างไรต่อไปก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ที่ต้องการนำผลการสัมมนาไปใช้ดำเนินการต่อไป
                การฝึกอบรมอาจมีทั้งการฝึกอบรมด้วยทฤษฎีหรือบางครั้งการฝึกอบรมก็มีแบบที่เป็นการปฏิบัติด้วยแต่ในด้านของการสัมมนานั้นไม่มีการสัมมนาโดยการปฏิบัติส่วนใหญ่จะเป็นการระดมสมองกันอยู่ภายในห้องประชุมสัมมนาเพื่อหาข้อยุติของการสัมมนามากกว่า
                การสัมมนาไม่ได้เน้นผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในด้านการเจริญเติบโต   ขยายการผลิตหรือขยายงานในด้านต่างๆขององค์กรในทันทีหลังจากที่มีการสัมมนาแล้ว   แต่จะมีการนำเอาวิธีแก้ปัญหาที่ได้จากการสัมมนามาใช้พัฒนาองค์กรอีกทีหนึ่งหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมีผู้นำเอามาใช้หรือไม่   แต่การฝึกอบรมเน้นผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นเพื่อความอยู่รอดขององค์กรเสียมากกว่า   เพราะปัจจุบันมีการแข่งขันกันระหว่างองค์กรกันเป็นอย่างมาก   การฝึกอบรมจะช่วยให้องค์กรมีความแข็งแรง   เจริญเติบโตมีการขยายการผลิต   การขายและการขยายงานด้านต่างๆ (สมคิด   บางโม,2539,หน้า15)   และการฝึกอบรมจะเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรแบบทันทีทันใดมากกว่าการสัมมนา
                การสัมมนามีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน (สมพร   มันตะสูตร,2525,หน้า 5)   แต่การฝึกอบรมเป็นการแก้ปัญหาร่วมกันเหมือนกันแต่ต่างกันตรงที่การสัมมนาเป็นการแก้ปัญหาจากคนกลุ่มเดียวกันโดยที่ไม่ต้องถ่ายทอดไปยังคนกลุ่มอื่นอีก  ถ้าจะมีการถ่ายทอดก็ต่อเมื่อได้มีการเลือกนำเอาวิธีการที่ได้จากการสัมมนาไปใช้   แต่การฝึกอบรมเป็นการจัดการบริหารของผู้บริหารขององค์กรเพื่อหาวิธีพัฒนาองค์กรและหาความจำเป็นในการฝึกอบรมบุคลากรจากนั้นจึงจะถ่ายทอดคำสั่งว่าจะให้มีการอบรมหรือไม่
                 ประโยชน์โดยอ้อมอย่างหนึ่งที่จะได้รับจากการฝึกอบรม  คือ  เกิดการความเคลื่อนไหวในหน้าที่การงานภายในองค์กร   สร้างความพร้อมแก่บุคลากร   เพื่อการสับเปลี่ยน   หมุนเวียน   โยกย้าย  และการเข้ารับตำแหน่งใหม่   แต่การสัมมนาประโยชน์ที่จะได้รับจากการสัมมนาไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงานภายในองค์กรพวกนี้เลย
                ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในการจัดสัมมนา  คือ  การเกิดปัญหาการขัดแย้งกันในด้านความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเพราะการสัมมนาต่างก็รวบรวมผู้ที่มีความรู้กว้างขวางมากมายมารวมอยู่ด้วยกัน   แต่การฝึกอบรมจะเกิดปัญหาเหล่านี้น้อยมากเนื่องจากการฝึกอบรมบุคลากรแทบจะไม่ต้องออกความคิดเห็นใดๆ   อาจจะมีบางแต่ก็น้อยมากที่จะเกิดการขัดแย้งกันเกิดขึ้นภายในกลุ่ม    ดังนั้นการฝึกอบรมจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้
                การฝึกอบรมเป็นการรวมตัวของผู้ที่มีความรู้   ประสบการณ์   ความสามารถน้อยมาฝึกอบรมกัน   แต่การสัมมนาเป็นการรวมของกลุ่มบุคคลซึ่งมีความรู้   ความสามารถมากมาสัมมนากัน   จะแตกต่างกันตรงที่ความรู้   ความสามารถ   ของผู้ที่ร่วมทั้งฝึกอบรม   และสัมมนา
                ผู้ที่เข้าร่วมการฝึกอบรมนั้นมีความจำเป็นต้องเข้ารับการฝึกอบรมในแกแนวบังคับ   โดยที่องค์กรนั้นจะจัดบังคับให้บุคลากรคนใดเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้เพิ่มมากขึ้น   มีประสิทธิภาพมากขึ้น   เพื่อที่จะได้ปฏิบัติงานในหน้าที่ที่ตนเองรับผิดชอบได้ดีที่สุด   ส่วนผู้ที่เข้ารับการสัมมนานั้นไม่ได้มีการบังคับแต่เป็นการสมัครใจของผู้เข้าร่วมสัมมนานั้นเอง   ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับความสนใจของผู้ที่ต้องการเข้าร่วมการสัมมนา   ว่าในการสัมมนาครั้งนั้นเป็นเรื่องที่ตนสนใจ   และอยากเข้าร่วมสัมมนาด้วยหรือไม่
                ผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลในระดับผู้บริหารขององค์กร   แต่ในการฝึกอบรมส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เข้ารับการฝึกอบรมจะเป็นบุคลากรที่ทำหน้าที่ต่างๆภายในองค์นั้นๆ  หรือพนักงานบริษัทนั่นเอง                แต่ถึงอย่างไรก็ตามทั้งการฝึกอบรม   และการสัมมนานั้นต่างก็จัดขึ้นเพื่ออบรม   ฝึกฝน   แนะนำ   เสนอสาระที่น่ารู้   ทันสมัย   และเหมาะสมกับสถานการณ์  เพี่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กร   เพื่อที่องค์กรนั้นจะได้มีบุคลากรที่มีคุณภาพ   และมีศักยภาพ   มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ   บุคลากรทุกคนในองค์กรเป็นผู้ที่มีประสิทธิภาพในการทำงาน   เป็นการส่งเสริมความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตนเองในทางอ้อม    และพัฒนาองค์กรของตนให้มีเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/13523

ที่มา https://www.gotoknow.org/posts/13523

วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

เปิดรับสมัครโครงการบ่มเพาะฯ รุ่นที่ 2


วันพุธที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2560
ด้วย สกอ. มีกำหนดเปิดรับสมัครโครงการบ่มเพาะฯ รุ่นที่ 2 เพื่อสนับสนุนหน่วยงานที่มีศักยภาพและความพร้อมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ

โดยมีกำหนดการที่สำคัญในการรับสมัครดังนี้
- 20 เม.ย. : เปิดให้ Download ใบสมัคร
- 2 พ.ค. : การประชุมชี้แจงโครงการบ่มเพาะฯ เพื่อแจ้งรายละเอียดการดำเนินการของโครงการและชี้แจงวิธีการสมัครให้แก่หน่วยงานที่สนใจ ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริญ ณ นคร สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ในเวลา 13.30-16.00 น.
- 26 พ.ค.: หมดเขตการส่งใบสมัคร
- 9 มิ.ย. : ประกาศผลการคัดเลือกหน่วยงานบ่มเพาะฯ รุ่นที่ 2
- 4 ก.ค. : ประชุมสัมมนาผู้บริหารของหน่วยงานที่ผ่านการคัดเลือก (ระดับคณะ = คณบดี / ระดับสถาบัน = อธิการบดี หากขาดการเข้าร่วมจะถือว่าสละสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการ) 

วันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2560

การโอน้อยออกหลักสูตรใหม่

ลองจินตนาการชายฉกรรฉ์ 22 คนที่ไฟแรงพยายามแบ่งข้างเล่นฟุตบอล แต่ด้วยเพราะตกลงกันไม่ได้ว่าจะแบ่งยังไงให้ยุติธรรม เลยตัดสินใจใช้วิธีโอน้อยออก เริ่มจากกลุ่มคนที่ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเล่นฟุตบอล เมื่อการโอน้อยออกผ่านไป 38 ครั้งไม่สำเร็จซักที ก็ชักเริ่มสงบ “กูไม่เล่นก็ได้” “กูกลับไปนอนบ้านดีกว่า”
มันคือสัญญากับตัวเองว่าจะเขียนบทความนี้ “การโอน้อยออกหลักสูตรใหม่” หรือแบบใหม่นั่นเอง แต่ก็ปล่อยให้เวลาผ่านไปสิบกว่าปี เท่าที่จำได้ผมสอนเรื่องนี้กับลูกศิษย์ในวิชา computational mathematics คณิตศาสตร์การคณนา (ซึ่งแปลเป็นไทยแล้วไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่) รุ่นแรกในปลายปี 2552 ต่อต้นปี 2553 แล้วก็สอนเรื่องนี้ในวิชานี้ทุกรุ่นจนถึงปัจจุบัน
เรื่องมันมีอยู่ว่าตอนเล่นบาสเก็ตบอลสมัยที่เรียน ป.เอกที่อเมริกาผมได้หาวิธีปรับปรุงวิธีการโอน้อยออกเพื่อแบ่งข้างคน 10 คน โดยให้เอาใครก็ได้ออกมารอคนหนึ่ง แล้วให้อีก 9 คนที่เหลือแบ่งข้างให้ได้ 4 กับ 5 ซึ่งมันมีโอกาสแบ่งข้างสำเร็จมากว่าเพราะจะเป็นคว่ำมือ 4 คนหรือคว่ำมือ 5 คนก็ได้ แล้วก็ให้กลุ่ม 4 คนไปรวมกับคนที่ออกมารอ แต่ตอนนั้นก็มีคนไม่ค่อยเชื่อว่ามันจะไม่เอนเอียงให้ใครไปอยู่กับคนที่ออกมารอ ตอนนั้นประมาณปี 2539-2541 จำไม่ได้ชัดๆว่าปีไหนกันแน่ ต้องถามคนไทยที่ไปเรียนที่ U. of Illinois at Urbana-Champaign ด้วยกัน
ในวันนี้ที่ผ่านไปแล้วเกือบ 20 ปี ก็ได้เวลาอันควรในการเขียนวิเคราะห์เรื่องนี้กันอย่างชัดเจน และขอส่งเสริมให้นำไปใช้กัน จะเป็นประโยชน์อย่างมาก
ลองจินตนาการชายฉกรรฉ์ 22 คนที่ไฟแรงพยายามแบ่งข้างเล่นฟุตบอล แต่ด้วยเพราะตกลงกันไม่ได้ว่าจะแบ่งยังไงให้ยุติธรรม เลยตัดสินใจใช้วิธีโอน้อยออก เริ่มจากกลุ่มคนที่ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเล่นฟุตบอล เมื่อการโอน้อยออกผ่านไป 38 ครั้งไม่สำเร็จซักที ก็ชักเริ่มสงบ “กูไม่เล่นก็ได้” “กูกลับไปนอนบ้านดีกว่า”
เพื่อให้เห็นชัดว่าการแบ่งข้างด้วยวิธีใหม่นี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราต้องใช้การวิเคราะห์โอกาส(ซึ่งมีชื่อเป็นทางการยาวๆว่า”ความน่าจะเป็น”)มาช่วย เช่นการเป่ายิงฉุบเป็นสิ่งมาตรฐานที่ใช้กันเพราะโอกาสสำเร็จมันมีถึง 2 ใน 3 โดยแค่ 1 ใน 3 จะออกเหมือนกัน ตัวเลขที่เราใช้โดยสากลก็คือให้โอกาสมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 เช่นการโยนเหรืยญสองหน้าก็จะมีโอกาสเป็นหัว 0.5 (หรือ 1 ใน 2)
เมื่อคน 10 คนใช้วิธีโอน้อยออก เป้าหมายคือการมีคนคว่ำมือ 5 คนและหงายมือ 5 คน เราจะคำนวณโอกาสโดยนับรูปแบบที่เป็นไปได้ทั้งหมด และรูปแบบที่เป็นเป้าหมายของเรา ตรงนี้ต้องใช้ความรู้เรื่องการนับ(สมัยผมเรียนเขาเรียกกันว่า”การเรียงสับเปลี่ยน”) คน 10 คนคว่ำหงายมือได้แบบไหนบ้างนั้นต้องเริ่มดูทีละคน ก็อาจเร่ิมจากการแปะเบอร์ผู้ร่วมกิจกรรมเป็น 1 2 3 ไปเรื่อยๆถึง 10 คนที่ 1 ก็สามารถออกมือได้ 2 แบบ คนที่ 2 ก็เช่นกัน เป็นแบบนี้ไปทั้ง 10 คน ก็จะได้ว่ามีการออกมือได้ทั้งหมด 2^10 = 1024 แบบ ทีนี้ก็มาดูแบบที่เราสนใจ คือมีคนคว่ำมือ 5 คน(หรือจะคิดว่าหงายมือ 5 คนก็ได้) สัญลักษณ์ที่เราเคยเห็นตอนเรียนเรื่องนี้ก็คือ C(n,r) หรือคือจำนวนแบบทั้งหมดในการเลือกของ r ชิ้นจากทั้งหมด n ชิ้น ซึ่งมีค่า n!/(r!(n-r)!) ทำให้ได้ว่าจำนวนแบบที่เราสนใจคือ C(10,5) = 10!/(5!5!) = 252 ทำให้โอกาสโอน้อยออก 10 คนสำเร็จคือ 252/1024 = 0.2461
ทีนี้ลองมาดูโอกาสสำเร็จเมื่อใช้วิธีใหม่ เร่ิมจากดึงออกหนึ่งคน แล้วให้ 9 คนโอน้อยออกให้ได้คว่ำ 4 หรือ 5 คน เราเริ่มเหมือนเดิมคือมาดูว่าคน 9 คนออกมือมาได้กี่แบบ ซึ่งการคำนวณก็คล้ายเดิมและได้จำนวนแบบคือ 2^9 = 512 ทีนี้ก็มาดูจำนวนแบบที่จะได้คว่ำมือ 4 คน ซึ่งก็คือ C(9,4) = 126 และจำนวนแบบที่จะได้คว่ำมือ 5 คนเป็น C(9,5) = 126 ทำให้จำนวนแบบที่สำเร็จเป็น 252 สรุปได้ว่าโอกาสโอน้อยออกสำเร็จเป็น 252/512 = 0.4922 ซึ่งมีค่าถึง 2 เท่าของวิธีเดิม
เมื่อเราวิเคราะห์กับกรณีของชายฉกรรฉ์บ้าฟุตบอล 22 คน ก็จะพบว่าโอกาสสำเร็จด้วยวิธีปกติคือ C(22,11)/2^22 = 0.1682 แต่หากใช้วิธีใหม่จะมีโอกาสถึง (C(21,10)+C(21,11))/2^21 = 0.3364 ก็จะช่วยให้เหล่าชายฉกรรฉ์สามารถใช้พลังงานไปกับการเล่นฟุตบอลได้ดังปรารถนา
ทีนี้ก็จะมาดูว่าการแบ่งข้างแบบใหม่นี้มันอิสระจริงไหม ข้อครหาที่เกิดขึ้นก็อาจเป็นว่าการเลือกคนที่ออกมารอมันมีผลไหมถ้าจะเลือกใคร คำตอบก็เป็นว่าไม่มีผล เพราะอีก 9 คนที่เหลือก็อยู่ในสถานการณ์เท่าเทียมกัน ไม่มีใครมีโอกาสเป็นพิเศษที่จะได้อยู่ข้างเดียวกับคนที่ออกมารอ หรือจะดูให้ละเอียดก็มาดูว่าหากเราเป็นหนึ่งใน 9 คนนั้น เราจะมีโอกาสอยู่กลุ่ม 4 คนต่างจากโอกาสไปอยู่กลุ่ม 5 คนไหม เราดูได้จากการที่ 8 คนที่เหลือ(เมื่อไม่นับเรา)จะต้องแบ่งเป็น 4 กับ 4 คือมีคนคว่ำมือ 4 คนและหงายมือ 4 คน ส่วนเราก็มีโอกาส 50-50 ว่าจะคว่ำหรือหงายมือ ก็จะไปอยู่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้วยโอกาสเท่ากัน จึงทำให้เรามีโอกาสไปอยู่กับคนที่ออกมารอเป็น 50-50 เหมือนกันนั่นเอง
ตอนจบผมก็จะพิสูจน์เพิ่มเติมดังที่หลายคนอาจสังเกตุเห็นว่าโอกาสแบ่งข้างด้วยวิธีใหม่เป็นสองเท่าของวิธีเก่าเสมอหรือไม่ คำตอบคือใช่ โดยจะพิสูจน์ดังนี้ สมมุติมีคน 2k คน ด้วยวิธีเก่ามีโอกาสแบ่งข้างสำเร็จเป็น C(2k,k)/2^(2k) แต่ด้วยวิธีใหม่จะได้โอกาสเป็น (C(2k-1,k-1)+C(2k-1,k))/2^(2k-1) เราสามารถจัดรูปของพจน์หลังเป็น 2C(2k-1,k-1)/2^(2k-1) เพราะสูตรพื้นฐานว่า C(n,r)=C(n,n-r) และกระจายออกมาในรูปแฟคทอเรียลก็จะจัดรูปได้มีค่าเป็นครึ่งหนึ่งของพจน์แรกได้อย่างง่ายดาย
ถึงตอนนี้ก็เป็นหน้าที่สำหรับพวกเราที่จะไปบอกชาวโลกให้ลองใช้วิธีนี้ จะได้ประหยัดเวลาในการโอน้อยออกกันมากขึ้น แต่ก็ต้องดูดีๆนะครับ อย่าเผลอไปใช้กับชายฉกรรฉ์ที่ไม่เชื่อในคณิตศาสตร์ อาจโดนรุมกระทืบได้
wacharin wichiramala
ที่มา http://www.vcharkarn.com/varticle/506014

วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

13 ประโยชน์ของการอ่านหนังสือที่น่าทึ่ง!!

1. การอ่านนิยายทำให้สมองดีไปหลายวัน
2. การอ่านหนังสือช่วยป้องกันสมองเสื่อม
3. การอ่านหนังสือช่วยลดความเครียด
4. การอ่านหนังสือช่วยให้คุณหลับสบาย
5. การอ่านหนังสือช่วยให้คุณเข้าใจคนอื่นมากขึ้น
6. การอ่านหนังสือช่วยแนะนำการใช้ชีวิต และช่วยลดอาการซึมเศร้าได้จริง
7. การอ่านหนังสือทำให้คุณดูมีเสน่ห์ขึ้น
8. คนส่วนมากชอบอ่านหนังสือ สทอ จะมีเป้าหมายของชีวิตที่ชัดเจน
9. คนที่อ่านหนังสือจะยอมรับวัฒนธรรมที่แตกต่างได้ดีกว่า
10. อ่านหนังสือทำให้คุณรู้คำศัพท์มากขึ้น
11. อ่านหนังสือทำให้คุณเขียนดีขึ้น
12. อ่านหนังสือทำให้เรียนรู้เรื่องภาษาเร็ว
13. อ่านมากยิ่งเป็นคนสร้างสรรค์มาก
แหล่งที่มา :http://kaijeaw.com
ที่มา http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/teacher/24610

วิธีสอน…ของพ่อ “ความรับผิดชอบของผู้นำ”

“ภาวะผู้นำที่ตอบสนองและรับผิดชอบ (Responsive and Responsible Leadership)” หัวข้อการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ในปี 2560 สะท้อนความกังวลของกลุ่มผู้นำประเทศ และเจ้าของธุรกิจ ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2559 หลายเหตุการณ์แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของสังคม การเมือง เศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ผู้นำต้องสามารถรับมือสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาและต้องร่วมคิดหาหนทางปกป้องดูแลทรัพยากรของโลกที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเศรษฐกิจ
ในปีที่ผ่านมาผู้นำทั้งในภาครัฐและเอกชน ต้องเผชิญกับการตัดสินใจในเหตุการณ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมีหลากหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบในหลายมิติ ซึ่งล้วนเป็นเหตุการณ์ที่ยากจะคาดการณ์ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้บรรดาผู้นำทั้งหลายต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับอนาคต และด้วยกระบวนการคิดด้านนวัตกรรมจะเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่จะช่วยจัดการความซับซ้อนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น แนวโน้มของผู้สูงอายุในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ย่อมทำให้เกิดนวัตกรรมด้านอาหารสำหรับผู้สูงอายุที่จะช่วยรักษาสุขภาพและรักษาโรค ส่งเสริมให้สุขภาพแข็งแรงเพียงพอที่จะดูแลตัวเอง ด้วยรูปแบบอาหารที่รับประทานง่าย สะดวก เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ อีกทั้งมีราคาที่สามารถซื้อหามารับประทานได้ด้วยรายได้และการสนับสนุนของภาครัฐ จะเห็นได้ว่าด้วยแนวคิดการส่งเสริมนวัตกรรม ช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการปัญหาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในอนาคต ที่มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งด้านสุขอนามัย ค่าครองชีพ และการเดินทาง ซึ่งหากไม่ได้รับการเตรียมพร้อมที่ดี ภาครัฐอาจต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมหาศาล เพื่อดูแลรักษาผู้ป่วยสูงอายุจำนวนมากที่กระจายอยู่ตามโรงพยาบาลของรัฐ จนเกิดความล้มเหลวทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต
ดังนั้นการพยายามสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ หรือนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์เพื่อเตรียมพร้อมรับมือปัญหายุ่งยากที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตัวอย่าง ปัญหาการคมนาคมที่ยุ่งยากซับซ้อนอย่างมากจนไม่สามารถแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์ในปัจจุบัน ส่งผลให้การเดินทางไม่สะดวกสบาย คล่องตัว รวมไปถึงไม่ได้ช่วยลดสภาพการจราจรที่ติดขัดมากยิ่งขึ้น ถึงแม้มีรูปแบบการเดินทางหลากหลายมากขึ้น ทั้งลอยฟ้า ใต้ดิน บนดิน หรือระบบราง แต่เนื่องจากภาพการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ไม่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ในเชิงบูรณาการร่วมกันในกลุ่มผู้นำ ที่มุ่งเน้นคุณค่าที่ประชาชนจะได้รับ โดยไม่คิดเพียงแก้สาเหตุที่รถติด แต่ต้องมองไปสู่การทำให้เกิดความคล่องตัวและสะดวกสบายในการเดินทางไปทำงาน ท่องเที่ยว ความปลอดภัย การรักษาพยาบาล ซึ่งก็จะทำให้ระบบขนส่งมวลชน สร้างความราบรื่นทำให้เข้าถึงสถานที่สำคัญๆ จำเป็น กับการดำเนินชีวิตมากที่สุด อาจไม่จำเป็นต้องขยายระบบโทรคมนาคม ถ้าสร้างระบบการเดินทางที่รวดเร็ว เชื่อมต่ออย่างชาญฉลาด
ตัวอย่าง ภาพประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งเน้น “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด value-based economy จึงเป็นมิติที่ชัดเจน ในการเตรียมพร้อมรับมือและจัดการความยุ่งยากซับซ้อนของ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมุ่งเน้นที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดเล็กให้มีภูมิคุ้มกัน “ความไม่แน่นอน” โดยไม่มองแค่การขยายตลาดและสร้างผลกำไร รวมไปถึงการแก้ปัญหาคุณภาพรายวัน แต่ต้องพยายามสร้างคุณค่าใหม่ ที่แตกต่าง ให้กับลูกค้า ซึ่งต้องมองภาพในอีก ห้าปี สิบปี หรือยี่สิบปีข้างหน้า และต้องสร้าง “การพัฒนาความร่วมมือกัน” ของทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะที่โดดเด่นของแต่ละหน่วยงาน ดังนั้นภาพอนาคตที่บอกว่า “เศรษฐกิจของประเทศจะมั่นคง” จึงเป็นไปได้เพราะ “เศรษฐกิจของประเทศจะไม่อ่อนไหวไปกับการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกต่างๆและยังสามารถสร้างโอกาสอยู่เสมอ ด้วยระบบการจัดการเพื่ออนาคต (Future Management)
หากกลับไปมองภาพพื้นที่บนดอยสูงในอดีต เป็นอย่างไรในปัจจุบัน ภายหลังได้รับการส่งเสริมให้กลายเป็นศูนย์พัฒนาภายใต้โครงการหลวง มีการส่งเสริมอาชีพ ให้ความรู้ในเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง ในที่สุดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ชนกลุ่มน้อย จนถึงปัญหายาเสพติดในปัจจุบัน ลดความยุ่งยากซับซ้อน ลงไปอย่างมาก ซึ่งเป็นพระอัจฉริยะภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ไม่ได้มองการแก้ไขในระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานให้เกิดการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานและชุมชน จนเกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริงในปัจจุบัน

พระองค์ทรงเป็นต้นแบบผู้นำ ที่แสดงให้เห็น “ความสามารถของผู้นำในการเตรียมพร้อมรับมือ และจัดการกับสถานการณ์ความไม่แน่นอน และยุ่งยากในอนาคต เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงแท้จริง”

ที่มา : คอลัมน์ Think Productivity หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ที่มา http://www.ftpi.or.th/2017/13019

วิธีสอน…ของพ่อ “ตั้งต้นที่…กล้า”

มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรม “แคมป์พัฒนาผู้นำนวัตกรรมสำหรับนักศึกษาปริญญาโทมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง” ด้วยรูปแบบเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ในฐานการเรียนรู้สี่เรื่องสำคัญ ได้แก่ Big Data, Core competency, Technology 4.0 และ Mega Trends โดยนักศึกษาต้องนำข้อมูลที่ได้รับในแต่ละฐานมาสร้างแนวคิดรูปแบบธุรกิจใหม่ ให้แตกต่างจากที่มีอยู่ในปัจจุบันและสามารถตอบสนองความต้องการลึกๆของลูกค้าทั้งในด้านรูปลักษณ์ องค์ประกอบ กระบวนการ หรือแม้แต่การบริหารจัดการ ซึ่งผลงานของหลายทีมสร้างความประหลาดใจในวิธีคิดและตื่นเต้นกับการนำเสนอให้เห็นประโยชน์การนำไปใช้จริงผ่านการแสดงบทบาทสมมุติ
แต่ความน่าสนใจของรูปแบบการเรียนรู้นอกห้องเรียนครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียน “กล้า” ที่จะก้าวออกมายืนบน “ความจริง” ที่ต้องการ “การะบวนการคิด” วิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือสร้างสรรค์ มุมมองใหม่จากข้อเท็จจริงที่ได้รับ หรือประยุกต์หลักการ ทฤษฎีได้อย่างเหมาะสม
กล้า” นำเสนอความคิดอย่างมีเหตุมีผลสู่สาธารณะ ด้วยความเชื่อมั่นจากความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดชีวิต บูรณาการร่วมกับองค์ความรู้มากมายที่ร่ำเรียนมาในห้องสี่เหลี่ยม
กล้า” รับฟังความคิดเห็นของทีมงาน และสาธารณะทั้งที่เป็นข้อเสนอแนะ ติติง และสนับสนุน ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้เกิดเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้งชัดเจน
กล้า” ที่จะมองต่าง จากคนอื่นๆ ด้วยข้อมูลที่ละเอียดหลากหลาย และประสบการณ์ที่แตกต่าง ทำให้การอภิปรายเกิดแนวคิดที่ออกนอกกรอบเรื่องราวที่คุ้นเคย
กล้า” ที่จะท้าทาย สมมุติฐาน หรือความเชื่อเดิมๆ ลบล้างความคิดว่า “เป็นไปไม่ได้” ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับการพัฒนาจากภาพในจินตนาการ จนเกิดขึ้นได้จริง
และ “กล้า” แลกเปลี่ยน แบ่งปัน ประสบการณ์ ความรู้ ระหว่างกัน ในมุมมองที่หลากหลาย และแตกต่าง ด้วยความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น
เมื่อมีความกล้าอย่างมีเหตุผล ก็ผลักดันให้เกิดความมุ่งมั่น มุมานะ ที่จะทำให้ได้เป้าหมายดีที่สุดอย่างที่คาดหวัง ซึ่งเห็นจากการนั่งสร้างสรรค์ผลงานจนถึงตีสอง ตีสาม ของกลุ่มนักศึกษา จนอดคิดไม่ได้ว่า “พลังความกล้า” สามารถทำลายความเบื่อหน่าย ท้อถอย สิ้นหวัง จนหมดสิ้น และส่งเสริมให้เห็นพัฒนาการของหลายผลงานที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนจากความ “กล้า” คิดของคนหนึ่งคน สู่การ” กล้า” ระดมสมองของทีมงาน จนถึงการ “กล้า” เปิดรับความคิดเห็นของสารธารณะในที่สุด จากผลงานที่เริ่มจากคิดเล่นๆเต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ ค่อยๆเพิ่มพูนรายละเอียดและมุมมองสู่ความเป็นจริง และได้รับปรับแต่งจนกลายเป็นผลงานยอดนิยม

ความกล้า ไม่เพียงเกิดขึ้นเพื่อให้เราฮึกเหิมเท่านั้น ยังเป็นแรงส่งเสริมให้ผู้อื่นกระตือรือร้นที่จะพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้น เพียง “กล้าที่จะยืนขึ้นพร้อมปรบมือแสดงความชื่นชมเจ้าของผลงานด้วยความเต็มใจ” โดยไม่ลังเล ก็จะเป็นการสร้างกำลังใจมหาศาลให้กับเจ้าของผลงาน

อย่างไรก็ตามการจะกระตุ้นให้เกิดความกล้า ก็ต้องผ่านกระบวนการบ่มเพาะ ในแต่ละกิจกรรม จนสามารถผลักดันให้เกิดการแสดงออกอย่างชัดเจน จนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมอย่างแท้จริงตามความมุ่งหวังของผู้จัดกิจกรรม เช่นเดียวกับประชาชนชาวไทยจำนวนหนึ่งที่ได้รับการบ่มเพาะผ่านโครงการในพระราชดำริ จน “กล้า” ดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้สามารถพึ่งพาตัวเองและครอบครัว อย่างมีความสุขในทุกวันของชีวิต โดยไม่ยึดติดกับแนวคิดบริโภคนิยมที่มุ่งเน้นสร้างฟุ้งเฟ้อ ให้เกิดตัวเลขเศรษฐกิจที่บ่งชี้ถึงการเจริญเติบโต อย่างไม่ยั่งยืน เพราะมีองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นต้นแบบแห่งความ “กล้าหาญ” เสด็จพระราชดำเนินไปในทุกพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อทำให้ราษฎรมีชีวิตความอยู่เป็นดีขึ้น สนับสนุนให้ประชาชนของพระองค์ยืนหยัดต่อสู้อุปสรรคต่างๆ อย่างขยันขันแข็ง และพระราชดำริของพระองค์ในหลายเรื่องได้แสดงให้เห็น ความกล้าหาญ ท้าทายสมมติฐานเดิมๆ ที่ไม่มีใครกล้าคิดว่าจะเป็นไปได้ ด้วยความมุ่งมั่นจริงจัง ซึ่งผลลัพธ์จากความกล้าหาญของพระองค์ท่าน ได้สร้างความอยู่ดีกินดีของประชาชน และความมั่นคงของประเทศ อย่างยั่งยืน ดังนั้น ความกล้าอย่างมีเหตุผลจึงเป็นคุณลักษณะสำคัญของผู้นำ ที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่เป็นประโยชน์ทั้งกับตนเองและสังคม
ฉะนั้นหากตั้งต้นที่ กล้า ลงท้ายคงต้องพบ “ความสุข” เสมอ
ที่มา: คอลัมน์ Think Productivity หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ที่มา http://www.ftpi.or.th/2017/12958