ปัจจุบันพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งระบบ (นับรวมพนักงานเงินงบประมาณแผ่นดิน เงินรายได้
พนักงาน ราชการอัตราจ้าง อาจารย์และลูกจ้างตามสัญญา) คิดเป็นสัดส่วน 70-90% ของบุคลากรทั้งหมด มหาวิทยาลัยบางแห่งมีพนักงานเป็นหมื่น คาดกันว่าในอีก 10-20 ปี ข้าราชการในมหาวิทยาลัยจะหมดไป เหลือแต่พนักงาน 100% แต่ขณะที่มีแนวโน้มว่าพนักงานจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
นั้น ระบบพนักงานมหาวิทยาลัยกลับพัฒนาอย่างไรทิศไร้ทาง
เริ่ม จากการจัดให้มีระบบพนักงานมหาวิทยาลัยตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2542 ให้จ่ายอัตราเงินเดือนแรกบรรจุพนักงานสายวิชาการและสายสนับสนุน 1.7 และ 1.5 เท่าของอัตราข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย เริ่มต้นก็เถียงกันว่าเป็นเงินเดือนอย่างเดียว หรือรวมสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นด้วย
ฝ่าย สกอ.กรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณอ้างว่ารวมทุกอย่างหมด แต่ ครม.ไม่เข้าใจเอง เขียนว่าเป็น อัตราเงินเดือน อย่างเดียว ขณะที่ย้อนไปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2542 ครม.กลับมี
มติว่า ให้มหาวิทยาลัยกำหนดจำนวนบุคคลที่จะจ้างและอัตราค่าจ้างได้ภายในวงเงินงบ ประมาณที่ได้รับจัดสรรโดยได้รับความเห็นขอบจากสภามหาวิทยาลัย มีค่าเท่ากับให้อำนาจมหาวิทยาลัยกำหนดค่าจ้างได้เอง ระบบพนักงานมหาวิทยาลัยจึงกลายเป็นระบบที่ไม่มีขอบเขตแน่นอน
มหาวิทยาลัย หลายแห่งใช้วิธีหักเงิน 1.7 และ 1.5 ของพนักงานไปเป็นสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ ซ้ำร้ายบางแห่งบริหารแบบดำมืด ไม่มีใครทราบว่าเงินส่วนที่ถูกหักถูกนำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง บางครั้งรู้แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องหักเงินไว้
0.2% นำไปสมทบกองทุนประกันสังคมและจ่ายค่าตำแหน่งทางวิชาการ เพราะนั่นมันเท่ากับมหาวิทยาลัยไม่ได้ออกเงินเพิ่มอะไรสักแดงเดียว
พนักงาน บางแห่งจึงใช้วิธีฟ้องศาลปกครองว่ามหาวิทยาลัยไม่ปฏิบัติตามมติ ครม.ที่ให้จ่าย 1.7 และ 1.5 ซึ่งก็ได้ผลระดับหนึ่ง ผู้บริหารยอมคืน0.2% ให้ แต่ตั้งข้อแม้ว่าต้องทำผลงานทางวิชาการให้ได้ในเวลาที่กำหนด จึงกลายเป็นประเด็นเดือดต่ออีก
การหักเงินต่างกันจึงทำให้เกิดความ โกลาหลและลักลั่น ที่อเนจอนาถคือ บางแห่งหักมากจนพนักงานมหาวิทยาลัยได้ค่าจ้างต่ำกว่าอัตราแรกเข้าของข้า ราชการ อีกทั้งผู้บริหารบางคนมีทัศนคติเชิงลบและไม่มีแผนการล่วงหน้าอะไรเกี่ยวกับ พนักงานมหาวิทยาลัย อนาคตของพนักงานมหาวิทยาลัยแขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ
ต้น ตอของปัญหามาจากการจัดตั้งระบบพนักงานโดยคิดวางแผนล่วงหน้า โดยเฉพาะไม่มีแม่แบบ (prototype) และศึกษาวิจัยให้ตกว่าจะให้เงินเดือน สวัสดิการ และเงินจูงใจอย่างไร จึงเหมาะสมกับตลาดแรงงานและการแข่งขันเพื่อให้เกิดการดึงดูด รักษา และจูงใจพนักงาน ส่วนไหนเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ ส่วนไหนเป็นทางเลือก (options) ที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งสามารถเลือกได้เอง รัฐบาลเล่นโยนเงินให้ก้อนหนึ่ง เรียกว่า เงินอุดหนุนทั่วไป แล้วให้มหาวิทยาลัยไปบริหารเอง อ้างว่านี่แหละคือความเป็นอิสระทางวิชาการ ทั้งๆ ที่เป็นการปัดภาระอย่างชัดเจน
ข้างผู้บริหารมหาวิทยาลัย ค่าที่ไปหักเงิน 1.7 และ 1.5 มั่วไปหมด จึงเกิดระบบโครงสร้างเงินเดือนและสวัสดิการที่แตกต่างกัน บางแห่งให้เงินเดือนเต็ม 1.7 และ 1.5 บางแห่งหักออกมาจัดกองทุนสวัสดิการสำรองเลี้ยงชีพประกันสังคม กองทุนสวัสดิการ ค่าตำแหน่งทางวิชาการ และสิทธิประโยชน์อื่น เมื่อระบบค่าตอบแทนแตกต่างกันผลที่ตามมา คือ เกิดความไม่เป็นธรรม 3 ด้าน ได้แก่ (1) ระดับบุคคล (2) ภายในองค์การ และ (3) ภายนอกองค์การ
ความ ไม่เป็นธรรมระดับบุคคล คือ เกิดการจ่ายที่ไม่เป็นไปตามผลงานและความอาวุโส โดยเฉพาะคนที่อยู่ก่อนเงินเดือนขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ทันเด็กใหม่ เนื่องจากเกิดการปรับเงินเดือนใหม่อยู่เรื่อย ส่วนความไม่เป็นธรรมภายในเกิดเพราะองค์การจ่ายเงินไม่เป็นไปตามภาระความมาก น้อยและยากง่ายของงาน เนื่องจากไม่มีการวิเคราะห์
ค่างานและคิดต้นทุนการทำงาน ทั้งๆ ที่การคิดต้นทุนเป็นหัวใจของมหาวิทยาลัยนอกระบบ
ยิ่ง กว่านั้น ยังเกิดความไม่เป็นธรรมภายในอีกอย่าง เพราะระบบพนักงานมีหลายระบบ ทับซ้อนกัน และอาศัยระเบียบคนละฉบับ เช่น พนักงานมหาวิทยาลัยเงินงบประมาณแผ่นดิน พนักงานมหาวิทยาลัยเงินรายได้ พนักงานราชการและพนักงานสัญญาจ้างพนักงานเหล่านี้ได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง กันตามระเบียบและการดูแลของส่วนงาน อาทิ พนักงานมหาวิทยาลัยเงินงบประมาณได้เงินเพิ่มค่าครองชีพ 5% เพราะรัฐบาลมีบัญชีถือจ่ายอยู่ในมือ แต่พนักงานมหาวิทยาลัยอื่นไม่ได้เพราะขึ้นอยู่กับข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ครม.
ใช้วิธีผลักภาระว่า มหาวิทยาลัยจะขึ้นให้ก็ได้ ถ้าหากมีรายได้ แต่จริงๆ ไม่ได้ขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่หวงเงินรายได้ หรือพนักงานเงินงบประมาณแผ่นดินขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้ ส่วนพนักงานประเภทอื่นขอไม่ได้ หรือพนักงานสัญญาจ้างลาไปต่างประเทศไม่ได้ ค้ำประกันเงินกู้หรือขอกู้ธนาคารไม่ได้ เพราะมีความมั่นคงต่ำ
ส่วนด้านความไม่เป็นธรรมภายนอกหมายถึงความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัย
นอก จากนี้ ระบบพนักงานที่คุยนักคุยหนาว่าจะให้ผลตอบแทนที่เพียงพอ (มากกว่าข้าราชการ) จริงๆ ก็ไม่ใช่ เพราะเลื่อนขั้นเงินเดือนได้พอกัน ส่วนค่าตำแหน่งทางวิชาการได้แค่ครึ่งเดียวของข้าราชการ ด้านโบนัสก็ได้น้อยกว่าเพราะให้โบนัสตามตำแหน่งบริหารที่ส่วนใหญ่เป็นข้า ราชการ โดยเฉพาะไม่มีส่วนแบ่งผลประโยชน์ (gain sharing) ที่เกิดจากการทำงานเกินมาตรฐาน หรือส่วนแบ่งกำไร (profit sharing)
เหตุผล หลักมาจากไม่มีคนจัดทำบัญชีต้นทุนและคิดการมีส่วนทำงานของกลุ่มต่อผลผลิต จึงไม่รู้ว่าพนักงานคนไหนทำมากหรือทำน้อย และจะแบ่งกำไรหรือขาดทุนกันอย่างไร ในมุมกลับก็ดีไปอย่าง เพราะระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานก็จะมั่วๆ ตามไปด้วย คนที่ไม่ทำอะไรก็ไม่ต้องถูกออก นั่งกินนอนกินในมหาวิทยาลัยได้สบาย ส่วนคนที่ถูกประเมินออก แน่ละว่าต้องเป็นคนที่ผู้มีอำนาจลึกลับในมหาวิทยาลัยให้ออก ข้อหาส่วนใหญ่มักเป็นเหม็นขี้หน้า หรือไม่เช่นนั้นก็ขัดผลประโยชน์ และมันเป็นสัจธรรมตามทฤษฎีสมคบคิดหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เพราะผู้มีอำนาจลึกลับคนนั้นต้องเป็น ข้าราชการ ที่มีความมั่นคงในการทำงานอย่างล้นเหลือ ซึ่งคุกคามพนักงานตามขั้นตอนที่แจ้งไว้ล่วงหน้าเสียด้วย
เมื่อเกิด ปัญหาขึ้นแทนที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะย้อนไปดูทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัย และเตรียมการรับมือกับอนาคต กลับเรียกร้องกลับไปสู่มหาวิทยาลัยในระบบราชการ ซึ่งเป็นทิศทางที่เป็นไปไม่ได้ เพราะโลกล้วนต้องการลดขนาดของระบบราชการให้มีหุ่นเพรียวลมและรับผิดชอบต่อตน เอง ทางด้าน สกอ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง ก็พูดเป็นอย่างเดียวว่า ไม่มีระเบียบ จึงไม่มีอำนาจ ทุกอย่างอยู่ที่สภามหาวิทยาลัยตามกฎหมายที่อุตส่าห์เขียนให้แล้ว
นอก จากนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพนักงานมีปัญหา สะท้อนจากที่ชอบพูดว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จัดระบบพนักงานได้เรียบร้อยดี ข้างสภามหาวิทยาลัยก็ซื่อบื้อจนสังคมมืดแปดด้านว่าจะสร้างกลไกอะไรจัดการกับ ท่านเซ่อร์ เหล่านี้ คิดไปการทำบัญชี
ผู้มีสิทธิเป็นสภา (waiting list) ก็เข้าท่าไม่น้อย ส่วนผู้บริหารก็มีปัญหาตรงที่ไม่เคยมองอะไรออกนอกตัว ราวกับว่าชีวิตนี้หากไม่ได้เป็นอธิการบดี รองอธิการบดี คงชักกระแด่วๆ ตาย
สภาพ ปัจจุบันจึงเป็นสภาพที่พนักงานมหาวิทยาลัยถูกสับโขก บอบช้ำ และโรยแรง เงินเดือนก็ไม่มาก สิทธิประโยชน์ก็ต่ำ ที่หนักข้อคือ ขาดความมั่นคง มหาวิทยาลัยไทยในปัจจุบันขาดระบบการประเมินผลที่ได้มาตรฐาน ไม่มีภูมิคุ้มกันในการอุทธรณ์และร้องทุกข์ในระบบ ก.พ.อ. ไม่มีตัวแทนระดับนโยบาย ซึ่งมีผลต่อคุณภาพการศึกษามหาวิทยาลัยอย่างไม่ต้องสงสัย
ส่วน รัฐบาลก็ไม่รู้คิดอะไรกับการศึกษาไทย ที่ผ่านมามุ่งเพิ่มเงินเดือนครูนอกมหาวิทยาลัยเป็นเท่าๆ ตัวอีกทั้งหย่อนเกณฑ์การขอผลงานทางวิชาการจนเหมือนไล่แจก แต่สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยที่จะกลายเป็นผู้กุมชะตากรรมของมหาวิทยาลัยกลับ ไม่เหลียวแล มีกฎหมายรับรองสิทธิอยู่เพียงสองวรรค ส่วนนอกนั้น แผนพัฒนาพนักงานมหาวิทยาลัยสักฉบับก็ไม่เห็น โครงสร้างการบริหารของมหาวิทยาลัยก็ยังคงเดิม คิดกันได้แค่ยุบกับรวม แล้วก็ย้ายที่ตั้งไม่รู้ว่าระบบพนักงานมหาวิทยาลัยที่เป็นอยู่มันจะเจริญต่อ ไปได้อย่างไร
โดย เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ
ที่มา : http://www.matichon.co.th
วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ตื่นเร่งดัน มหา"ลัยไทยขึ้นอันดับโลก ทุ่มงบวิจัยให้กว่าหมื่นล้าน/ปี เพิ่มเงินเดือนป.เอก 3 หมื่นบาท
จากการจัดอันดับ 400 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกของ Times Higher Education World Rankings ประจำปี 2012-2013 ผลปรากฏว่ามีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เพียงแห่งเดียวที่ติดอยู่ในอันดับที่ 389 ส่วนมหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ติดอันดับในปีก่อนๆ กลับไม่ติด 400 อันดับในปีนี้ ซึ่ง นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาฯ และ นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ระบุว่าเป็นเพราะรัฐบาลตัดงบประมาณของมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติติดต่อกัน 2 ปีซ้อนนั้น
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้วขณะนี้มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจการจัดอันดับ มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกเท่าใดนัก เพราะมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีทิศทางของตนเอง แต่หากมหาวิทยาลัยใดต้องการติดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกก็ต้องทำ ตัวเองให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่หน่วยงานจัดอันดับกำหนด ซึ่งมีอยู่หลายหน่วยงานและเกณฑ์การจัดอันดับก็ไม่เหมือนกัน
นายสมคิด กล่าวต่อว่า ยอมรับว่างบวิจัยที่ลดลงส่งผลกระทบกับการพัฒนามหาวิทยาลัยค่อนข้างมาก ที่ผ่านมารัฐบาลให้งบเริ่มต้นสำหรับโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ 9 แห่ง จำนวน 2,000 ล้านบาท ปีต่อมาลดเหลือ 800 ล้านบาท และปีล่าสุดเหลือเพียง 400 ล้านบาท เมื่อหารทั้ง 9 แห่งแล้วแต่ละแห่งเหลืองบวิจัยไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบวิจัยที่รัฐบาล ให้มาทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่กับการจัดการศึกษาในภาพรวมของมหาวิทยาลัยด้วย
"จะ ว่าตามจริงหากรัฐบาลต้องการสนับสนุนมหาวิทยาลัยไทยให้ติดอันดับโลก จะต้องจริงใจและสนับสนุนงบอย่างเพียงพอ ไม่ใช่พูดแต่ปาก แล้วบอกให้มหาวิทยาลัยช่วยตัวเอง เช่น งบมหาวิทยาลัยวิจัยถูกลดลงเรื่อยๆ ทั้งที่ควรต้องให้เพิ่ม หากรัฐบาลจริงใจพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาจริง อย่างน้อยต้องทุ่มงบไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อพัฒนางานวิจัยให้ต่อเนื่อง ซึ่งหลายประเทศก็ทำแบบนี้ ถ้ารัฐบาลทุ่มเทขนาดนั้นก็สามารถจะกำหนดได้เลยว่าจะให้มหาวิทยาลัยไทยติด อันดับโลกกี่แห่ง สิ่งที่ นพ.ภิรมย์พูดไว้ถูกต้อง รัฐบาลบอกว่าอยากให้มหาวิทยาลัยติดอันดับโลก แต่การกระทำสวนทาง ถ้ารัฐบาลจริงใจไม่ใช่แค่เรื่องงบวิจัยที่ต้องพัฒนา เพราะขณะนี้มหาวิทยาลัยยังต้องการคนเก่งมาสอน แต่ปัญหาคือคนเก่งไม่มีใครอยากเป็นอาจารย์เพราะเงินเดือนน้อย ไม่สมเหตุสมผล ระดับปริญญาเอกหมื่นกว่าบาท ถ้ารัฐบาลยอมจ่ายเพิ่มขึ้น เช่น ให้คนที่จบปริญญาเอกทันที 30,000 บาทขึ้นไป เชื่อว่าจะมีคนเก่งเข้าสู่ระบบอุดมศึกมากขึ้น" นายสมคิดกล่าว
ด้านนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ศธ.สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยทำงานวิจัยเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของงบสนับสนุนมหาวิทยาลัยวิจัย 9 แห่ง ทราบว่ากลุ่มมหาวิทยาลัยทำความตกลงกับสำนักงบประมาณในเรื่องงบสนับสนุนเอง ดังนั้น ศธ.ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องถูกปรับลดลง ส่วนจะผลักดันงบในปีต่อไปนั้น ตนก็ยินดีช่วย แต่ต้องมาหารือกัน
นายศักดา คงเพชร รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าหากจะพัฒนางานวิจัยควรต้องเป็นงานวิจัยที่เกิดประโยชน์สูงสุด กับประเทศ เพื่อให้การใช้งบเกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม คิดว่าต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะแม้ ศธ.จะเป็นกระทรวงที่ได้รับงบมากที่สุด แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะต้องทุ่มงบไปตรงส่วนใด เพื่อให้การจัดการศึกษาเกิดประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ศธ.ไม่ได้ดูแลเฉพาะอุดมศึกษาเท่านั้น แต่ต้องดูตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่ายังดูแลไม่ทั่วถึง
นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัด ศธ. กล่าวว่า ถ้ามหาวิทยาลัยยังขาดงบพัฒนางานวิจัย แนวทางที่ทำได้เร็วที่สุดขณะนี้คือเสนอของบกลาง และเวลานี้ก็อยู่ในช่วงการดำเนินการจัดทำงบปี 2557 ดังนั้น หน่วยงานที่ดูแลมหาวิทยาลัยอย่างสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สามารถจะเสนอขอตั้งงบปี 2557 เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณา ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยเองจะต้องพัฒนางานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยพัฒนาประเทศด้วย
ที่มา : http://www.matichon.co.th
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้วขณะนี้มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจการจัดอันดับ มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกเท่าใดนัก เพราะมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีทิศทางของตนเอง แต่หากมหาวิทยาลัยใดต้องการติดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกก็ต้องทำ ตัวเองให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่หน่วยงานจัดอันดับกำหนด ซึ่งมีอยู่หลายหน่วยงานและเกณฑ์การจัดอันดับก็ไม่เหมือนกัน
นายสมคิด กล่าวต่อว่า ยอมรับว่างบวิจัยที่ลดลงส่งผลกระทบกับการพัฒนามหาวิทยาลัยค่อนข้างมาก ที่ผ่านมารัฐบาลให้งบเริ่มต้นสำหรับโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ 9 แห่ง จำนวน 2,000 ล้านบาท ปีต่อมาลดเหลือ 800 ล้านบาท และปีล่าสุดเหลือเพียง 400 ล้านบาท เมื่อหารทั้ง 9 แห่งแล้วแต่ละแห่งเหลืองบวิจัยไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบวิจัยที่รัฐบาล ให้มาทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่กับการจัดการศึกษาในภาพรวมของมหาวิทยาลัยด้วย
"จะ ว่าตามจริงหากรัฐบาลต้องการสนับสนุนมหาวิทยาลัยไทยให้ติดอันดับโลก จะต้องจริงใจและสนับสนุนงบอย่างเพียงพอ ไม่ใช่พูดแต่ปาก แล้วบอกให้มหาวิทยาลัยช่วยตัวเอง เช่น งบมหาวิทยาลัยวิจัยถูกลดลงเรื่อยๆ ทั้งที่ควรต้องให้เพิ่ม หากรัฐบาลจริงใจพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาจริง อย่างน้อยต้องทุ่มงบไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อพัฒนางานวิจัยให้ต่อเนื่อง ซึ่งหลายประเทศก็ทำแบบนี้ ถ้ารัฐบาลทุ่มเทขนาดนั้นก็สามารถจะกำหนดได้เลยว่าจะให้มหาวิทยาลัยไทยติด อันดับโลกกี่แห่ง สิ่งที่ นพ.ภิรมย์พูดไว้ถูกต้อง รัฐบาลบอกว่าอยากให้มหาวิทยาลัยติดอันดับโลก แต่การกระทำสวนทาง ถ้ารัฐบาลจริงใจไม่ใช่แค่เรื่องงบวิจัยที่ต้องพัฒนา เพราะขณะนี้มหาวิทยาลัยยังต้องการคนเก่งมาสอน แต่ปัญหาคือคนเก่งไม่มีใครอยากเป็นอาจารย์เพราะเงินเดือนน้อย ไม่สมเหตุสมผล ระดับปริญญาเอกหมื่นกว่าบาท ถ้ารัฐบาลยอมจ่ายเพิ่มขึ้น เช่น ให้คนที่จบปริญญาเอกทันที 30,000 บาทขึ้นไป เชื่อว่าจะมีคนเก่งเข้าสู่ระบบอุดมศึกมากขึ้น" นายสมคิดกล่าว
ด้านนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ศธ.สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยทำงานวิจัยเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของงบสนับสนุนมหาวิทยาลัยวิจัย 9 แห่ง ทราบว่ากลุ่มมหาวิทยาลัยทำความตกลงกับสำนักงบประมาณในเรื่องงบสนับสนุนเอง ดังนั้น ศธ.ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องถูกปรับลดลง ส่วนจะผลักดันงบในปีต่อไปนั้น ตนก็ยินดีช่วย แต่ต้องมาหารือกัน
นายศักดา คงเพชร รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าหากจะพัฒนางานวิจัยควรต้องเป็นงานวิจัยที่เกิดประโยชน์สูงสุด กับประเทศ เพื่อให้การใช้งบเกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม คิดว่าต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะแม้ ศธ.จะเป็นกระทรวงที่ได้รับงบมากที่สุด แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะต้องทุ่มงบไปตรงส่วนใด เพื่อให้การจัดการศึกษาเกิดประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ศธ.ไม่ได้ดูแลเฉพาะอุดมศึกษาเท่านั้น แต่ต้องดูตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่ายังดูแลไม่ทั่วถึง
นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัด ศธ. กล่าวว่า ถ้ามหาวิทยาลัยยังขาดงบพัฒนางานวิจัย แนวทางที่ทำได้เร็วที่สุดขณะนี้คือเสนอของบกลาง และเวลานี้ก็อยู่ในช่วงการดำเนินการจัดทำงบปี 2557 ดังนั้น หน่วยงานที่ดูแลมหาวิทยาลัยอย่างสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สามารถจะเสนอขอตั้งงบปี 2557 เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณา ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยเองจะต้องพัฒนางานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยพัฒนาประเทศด้วย
ที่มา : http://www.matichon.co.th
วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555
พลังแห่งความสำเร็จที่มาพร้อมกับความสุข ตอนที่ 3
กลับมาแล้วค่ะ พลังแห่งความสำเร็จที่มาพร้อมกับความสุข
ตอนที่ 3 คราวนี้มาดูในเรื่องของ “ทฤษฎี ABC” ทฤษฎีที่จะช่วยเปิดทางให้เรา
ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า
สิ่งที่กำหนดวิธีการยอมรับและวิธีคิดของแต่ละคน คือ ความคิดและความเชื่อฝังใจ
ซึ่งความคิดและความเชื่อฝังใจนี้เรียกว่า Belief
ผู้เขียนได้นำทฤษฎี ABC
ของอัลเบิร์ต เอลลิส เพื่อช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น
A คือ เหตุการณ์ที่มากระตุ้น
B
คือ Belief
C
คือ ความรู้สึก ความทุกข์ใจ
เมื่อตีความเหตุการณ์ที่มากระตุ้น
(Activating
Event) ด้วยความคิดและความเชื่อฝังใจ (Belief) ผลที่ตามมา (Consequence) คืออารมณ์ความรู้สึกหรือความทุกข์
ดังนั้นสิ่งที่สร้างชีวิตในความเป็นจริงของเรามาโดยตลอดนั้นไม่ใช่ผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อมภายนอก
แต่เป็น Belief ที่อยู่ในตัวของเราเอง
มีท่านใด? ไม่เข้าใจกันบ้างค่ะ
ถ้าไม่เข้าใจเรามาดูตัวอย่างตามที่ผู้เขียนได้เล่าเรื่องไว้
ตัวอย่าง
เช้าวันหนึ่งคุณ
T เดินออกจากบ้านเพื่อไปทิ้งขยะ เธอได้พบกับแม่บ้านที่เป็นเพื่อนบ้านคนหนึ่ง
คือคุณ X เธอจึงทักทายไปว่า “อรุณสวัสดิ์ค่ะ” แต่ทว่าคุณ X กลับเมินเฉย แล้วเดินจากไปด้วยหน้าตาบึ้งตึง
คุณ
T รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง “ทำอย่างไรดีล่ะ
เขาต้องเกลียดฉันแน่เลย”
ในวันนั้นคุณ T ทำอะไรไม่ได้อีกเลย เธอเศร้าเสียใจมาก “ฉันทำอะไรผิดเหรอ”
ในวันนั้นคุณ T ทำอะไรไม่ได้อีกเลย เธอเศร้าเสียใจมาก “ฉันทำอะไรผิดเหรอ”
“ฉันทำให้คุณ X ไม่พอใจอย่างนั้นเหรอ”
เช้าวันต่อมาคุณ
T ไม่กล้าเดินออกไปทิ้งขยะ เมื่อคิดว่า “หากเจอคุณ X
อีก จะทำยังไงดี” เธอจึงรู้สึกไม่ดีที่ต้องออกไปข้างนอกบ้าน
แล้วก็เศร้าใจขึ้นมาอีก
เหตุการณ์ที่มากระตุ้นคือ
“กล่าวทักทาย แต่ถูกเมินเฉย”
ให้เหตุการณ์นี้มีค่าเป็น A
และผลที่ตามมาคือ
ความไม่สบายใจ ทำอะไรไม่ถูก และเศร้าใจ นี่มีค่าเป็น C
คุณคิดว่าค่า
B จะเป็น Belief แบบใดบ้าง คุณ T มีความเชื่อฝังใจอะไรอยู่
อาจจะคิดได้หลายแง่มุม
ความจริงแล้ว
ในกรณีของคุณ T
เธอเชื่อว่า “ต้องเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน” หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า Belief นี้คือ “ไม่ควรถูกใครเกลียด”
ด้วยความเชื่อที่ว่า
“ต้องเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน (ไม่ควรถูกใครเกลียด)”
เธอจึงสับสนและทำอะไรไม่ถูกเมื่อเจอกับเหตุการณ์ที่ (ถูกเมินเฉย ถูกเกลียด)”
เพราะเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดได้เกิดขึ้นแล้วนั่นเอง
“การเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน”
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากในความเป็นจริง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า Belief ของคุณ T ที่ว่า “ต้องเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน” เป็นความคิดที่ไม่สามารถเป็นไปได้จริง อีกอย่างหนึ่ง
คนเรามีความรู้สึกทั้ง “ชอบ” และ “เกลียด” เมื่อเราได้ออกไปพบคนมากหน้าหลายตา
ย่อมมีบ้างที่จะถูกเกลียดเป็นธรรมดา แต่เป็นเพราะคุณ T เชื่อว่า
“ต้องเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน”
เธอจึงสับสนและทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นท่าทางของคุณ X
เป็นอย่างไรบ้างค่ะ
เมื่ออ่านแล้ว คุณเคยมีเหตุการณ์หรือความรู้สึกเช่นนี้กันบ้างไหม??
แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากเพราะหนีไม่พ้นกับความรู้สึกทุกข์ใจที่อยู่ในตัวเราเอง ดังนั้น
เราต้องรู้จักและควบคุมตัวตนที่แท้จริงของเบรกในจิตใจของเราเสียก่อน นั่นคือ “ความคิดและความเชื่อฝังใจ (Belief)”
ขอจบแค่นี้ก่อนนะคะ
คราวหน้าจะมานำเสนอ “Belief
ของคนที่สร้างชีวิตให้เป็นอย่างที่ต้องการได้คืออะไร”
ที่มา : EQ Note ความสำเร็จเริ่มต้นที่หัวใจ/โยชิโนริ โนงุจิ : เขียน ; ทิพย์วรรณ ยามาโมโตะ : แปล
วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555
DropBox เครื่องมือแชร์ไฟล์สุดมีประโยชน์
Web Service ตัวใหม่ที่มีชื่อว่า DropBox เจ้าตัวนี้มันก็คล้ายๆ กับ SkyDrive ของ Windows เเพียงแต่ว่าตัวนี้จะทำให้ชีวิตง่ายกว่ามาก เพราะว่าไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน บ้าน ที่ทำงาน หรือว่าเน็ตคาเฟ่ หรือว่าท่านจะทำงานด้วยเครื่องอะไรไม่ว่าจะเป็น มือถือ Mac Windows หรือว่า Linux ทุกอย่างใน DropBox ของคุณจะถูก Sync ให้เป็นแบบเดียวกันหมดครับ หรือพูดง่ายๆ ว่ามันเจ้าตัว DropBox ตัวนี้สามารถทำงานได้ทุก OS ทุก Platform
- ขั้นตอนแรกเลยเราต้อง Download DropBox โปรแกรมก่อนครับโดยเราต้องเลือกให้ตรงกับเครื่องที่เราต้องการใช้งานครับ เช่น มือถือ เราก็ Download เวอร์ชั่นที่ใช้กับมือถือ
- หลังจากติดตั้งเสร็จก็ต้องสมัคร Account สำหรับการใช้งาน
- หลังจากที่เรา Sync ข้อมูลระหว่างเครื่องและ Server เรียบร้อยแล้วเราจะได้ Icon ประมาณนี้ใน Taskbar นะครับให้ดับเบิ้ลคลิ๊กเลยครับ
- จะมีหน้าต่าง Windows เปิดมาประมาณนี้
- ถ้าเราต้องการแชร์ไฟล์ของเราให้กับคนอื่นก็ง่ายเพียงนิดเดียวครับ เพียงแค่เราส่ง URL ที่เราได้จาก DropBox โดยวิธีดังข้างล่างตามรูปเลยครับ (ไฟล์ที่จะแชร์ให้คนอื่นได้จะต้องอยู่ใน Folder Public เท่านั้น)
- ง่ายๆ เพียงเท่านี้เราก็แชร์ไฟล์ของเราแก่คนอื่นได้แล้ว
โปรแกรมม Dropbox
สำนักงานฯ ของแอดมิน จะำนำโปรแกรม Dropbox มาใช้เพื่อลดปัญหาในการทำงาน...ดังนั้นมารู้จักกับเจ้าโปรแกรมนี้กันดีกว่า
Dropbox เป็นบริการซิงก์และฝากไฟล์ข้อมูลแบบออนไลน์
ซึ่งผู้ใช้งานสามารถจัดเก็บและแบ่งปันแฟ้ม และโฟลเดอร์ร่วมกับคนอื่น
หรือคนในองค์กรเข้ามาใช้งานด้วยกันโดยสามารถเข้าถึงแฟ้มข้อมูลต่างๆได้เพียง
แค่มีอินเตอร์เน็ต ซึ่งขนาดของไฟล์ข้อมูลที่ฝากได้นั้นมีทั้งฟรี
2GB(เหมาะสำหรับผู้ใช้งานอินเตอร์ทั่วไป) และแบบ Business แบบบริษัท
กล่าวคือเมื่อผู้ใช้งานได้ติดตั้งตัวโปรแกรมแล้วเจ้าตัวDropbox สร้าง
Folderขึ้นมาในเครื่องเรา
เปรียบสเหมือนการสร้างไดร์เก็บข้อมูลขึ้นมาอีกอันก็ว่าได้ ซึ่ง Dropbox
ยังสามารถรองรับระบบ Windows, Mac, Linux ,iPhone, iPad และ BlackBerry )
ซึ่งการใช้งานเมื่อต้นเพียงแค่เราโยนแฟ้มข้อมูล,รูปภาพ
ต่างๆเข้าไปไว้บนโฟลเดอร์ที่ Dropbox เจ้าตัวDropbox มันก็จะถูกดึงไปไว้บน
เซอร์เวอร์ของ Dropbox โดยทันที ทีนี้ผู้ใช้งานจึงสามารถเข้าถึงโฟลเดอร์นี้ได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่ได้ติดตั้งโปรแกรม Dropbox
ไว้ แต่ถ้าเราต้องใช้งานคอมพิวเตอร์ที่อื่น ที่ไม่สะดวกติดตั้งโปรแกรมไว้
เราก็สามารถเข้าถึงไฟล์โดยการเข้าใช้ไฟล์ผ่าน เว็บไซต์
Droboxโดยตรงลักษณะคล้ายๆกับ hotmail ,gmail
คุณสมบัติของโปรแกรม
1. สามารถรองรับระบบปฏิบัติการ OS ได้หลากหลาย อาทิเช่น Windows, Mac, Linux ,iPhone, iPad
2. ซิงก์ไฟล์เมื่อเราทำการโยนไฟล์ไว้ใน Dropbox มันจะทำการซิงก์ไฟล์ หรืออัพโหลดข้อมูลขึ้นเชิฟเวอร์ตัว Dropbox โดยอัตโนมัติเลย
3. การแชร์ไฟล์ เราสามารถแชร์โฟลเดอรหรือไฟล์ข้อมูลที่ต้องการ
ให้กับผู้ใช้งานคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว แม้กระทั้งองค์กร
เข้ามาใช้งานโฟลเดอร์ที่เราแชร์ไว้ได้จะทำการซิงก์ไฟล์ หรืออัพโหลดข้อมูลขึ้นเชิฟเวอร์ตัว Dropbox โดยอัตโนมัติเลย
4. สำรองข้อมูลแบบออนไลน์
เนื่องจากการข้อมูลนั้นถูกเก็บไว้บนเชิฟเวอร์ Dropbox
ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องการ
สูยหายของไฟล์อันเนื่องเกิดจาก
คอมเสีย ไฟไหม้ได้
5. สามารถกู้ไฟล์ที่ลบทิ้งได้ นอกจากDropbox จะเป็นบริการฝากไฟล์
ต่างๆ แล้วยังสามารถกู้ข้อมูลที่ผู้ใช้งานลบไป เพราะไฟล์ที่ลบจะถูกเก็บไว้ใน
history ผู้ใช้งานวสามารถกู้ข้อมูลย้อนหลังได้ระยะเวลา 30 วัน
หรืออาจจะเพิ่มแบบไม่จำกัด แต่ต้องเป็น Account pro
ที่มา : http://www.howto108.com
เทคนิคการพัฒนาทักษะการทำงาน
เทคนิคการพัฒนาทักษะการทำงานก็มีอยู่มากมายแล้วแต่มุมมองและความ
เหมาะสมของแต่ละบุคคลหรือองค์กรที่จะนำมาใช้เพื่อให้เข้ากับสภาพการทำงานและ
ให้เข้ากับพนักงานให้มากที่สุด
ในยุคปัจจุบันการพัฒนาทักษะในการทำงานถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่าง หนึ่งที่พนักงานและนายจ้างไม่ควรมองข้ามและสมควรที่จะให้ความสำคัญเป็นอย่าง มาก เราสามารถแบ่งการพัฒนาทักษะการทำงานออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือการพัฒนาทักษะทางด้านอารมณ์ (EQ) และ ประเภทที่สองคือการพัฒนาทักษะทางด้านความสามารถที่เป็นสิ่งที่จับต้องและวัด ได้เช่นเพิ่มทักษะด้านภาษาอังกฤษ (English skill) เพิ่มทักษะในด้านการบริหารจัดการ (management skill) ทักษะในการเป็นผู้นำ (leadership skill) และทักษะด้านการสื่อสาร (communication skill) เป็นต้น ซึ่งการพัฒนาทักษะการทำงานควรจะต้องพัฒนาทั้งสองประเภทควบคู่กันเพื่อให้ เกิดประสิทธิภาพที่สูงสุด การที่พนักงานจะมีพร้อมทั้งสองทักษะก็ถือว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายนักแต่ก็ไม่ ยากจนเกินไปที่จะพัฒนาไม่ได้
เทคนิคการพัฒนาทักษะการทำงานก็มีอยู่มากมายแล้วแต่มุมมองและความเหมาะสมของ แต่ละบุคคลหรือองค์กรที่จะนำมาใช้เพื่อให้เข้ากับสภาพการทำงานและให้เข้ากับ พนักงานให้มากที่สุด ตัวอย่างเทคนิคที่ขอนำเสนอมีดังต่อไปนี้
1. ค้นหาจุดอ่อนของตัวเอง (analyze your weakness)
การค้นหาจุดอ่อนของตัวเองถือว่าเป็นสิ่งที่ยากเนื่องจากโดยธรรมชาติของคน
ส่วนมากจะไม่ค่อยยอมรับว่าตัวเองมีจุดอ่อนอะไร หรือบางคนรู้แต่ไม่ยอมรับ
แต่ถ้าคุณไม่รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนอะไรบ้างหรือมีทักษะอะไรที่ควรจะพัฒนาคุณ
สามารถให้บุคคลที่อยู่ใกล้ตัวเช่น เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน
หรือบุคคลในครอบครัวเป็นคนวิเคราะห์ หรือใช้แบบทดสอบ
เราสามารถทดสอบจุดอ่อนและจุดเด่นของเราได้จากแบบทดสอบประเภทต่างๆ เช่น
แบบทดสอบทางจิตวิทยาเพื่อดูลักษณะนิสัย แบบทดสอบทางภาษา แบบทดสอบการคำนวณ
เป็นต้น
2. ตั้งเป้าหมาย (set objectives with timeline and expected result) หลังจากที่คุณรับรู้ถึงจุดอ่อนแล้ว คุณสามารถกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า
4. ประเมินผลและแก้ไขปรับปรุง(evaluation & improvement) หลังจากที่คุณได้ปฏิบัติตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว สิ่งที่สำคัญคือการประเมินผลว่าทักษะของคุณได้มีการพัฒนาไปถึงจุดที่คุณตั้ง ไว้หรือไม่ ถ้าการประเมินมีผลเป็นที่ไม่น่าพอใจคุณก็ต้องกลับไปวิเคราะห์ว่าแต่ละขั้น ตอนมีจุดบกพร่องอะไรบ้างเพื่อที่คุณจะได้ปรับวิธีหรือกลยุทธเพื่อให้ได้ ผลลัพธ์เป็นที่พอใจ แต่ถ้าการประเมินผลออกมาเป็นที่น่าพอใจคุณยังสามารถตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย เพิ่มขึ้นไปอีกได้เช่นเดียวกัน
การพัฒนาทักษะการทำงานไม่ใช่เรื่องยาก แต่การปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความสำเร็จต่างหากที่เป็นสิ่งที่ยาก ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณไม่มีแรงจูงใจ ไม่มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติ และไม่เห็นความสำคัญ เช่น คิดว่าทำไปก็เท่านั้น ทำไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น อยากจะขอแนะนำว่าคุณกำลังทำร้ายตัวเองทางความคิด เพราะฉะนั้นถ้าคุณเป็นหนึ่งในบุคคลที่กำลังทำร้ายตัวเองทางความคิดขอแนะนำ ให้คิดใหม่ให้คิดบวก สุดท้ายนี้อยากจะบอกว่าคนเราทุกคนมีศักยภาพในการพัฒนาทักษะการทำงานของตนเอง และคิดว่าทุกๆคนมีความรู้สึกและอยากที่จะให้ตัวเองมีความพัฒนาอย่างต่อ เนื่องเพียงแต่จะมีใครที่จะดึงความตั้งใจและความพยายามเหล่านั้นมาใช้เพื่อ ให้เกิดประโยชน์มากกว่ากันท่านั้น
ที่มา : www.m2fjob.com
ในยุคปัจจุบันการพัฒนาทักษะในการทำงานถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่าง หนึ่งที่พนักงานและนายจ้างไม่ควรมองข้ามและสมควรที่จะให้ความสำคัญเป็นอย่าง มาก เราสามารถแบ่งการพัฒนาทักษะการทำงานออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือการพัฒนาทักษะทางด้านอารมณ์ (EQ) และ ประเภทที่สองคือการพัฒนาทักษะทางด้านความสามารถที่เป็นสิ่งที่จับต้องและวัด ได้เช่นเพิ่มทักษะด้านภาษาอังกฤษ (English skill) เพิ่มทักษะในด้านการบริหารจัดการ (management skill) ทักษะในการเป็นผู้นำ (leadership skill) และทักษะด้านการสื่อสาร (communication skill) เป็นต้น ซึ่งการพัฒนาทักษะการทำงานควรจะต้องพัฒนาทั้งสองประเภทควบคู่กันเพื่อให้ เกิดประสิทธิภาพที่สูงสุด การที่พนักงานจะมีพร้อมทั้งสองทักษะก็ถือว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายนักแต่ก็ไม่ ยากจนเกินไปที่จะพัฒนาไม่ได้
เทคนิคการพัฒนาทักษะการทำงานก็มีอยู่มากมายแล้วแต่มุมมองและความเหมาะสมของ แต่ละบุคคลหรือองค์กรที่จะนำมาใช้เพื่อให้เข้ากับสภาพการทำงานและให้เข้ากับ พนักงานให้มากที่สุด ตัวอย่างเทคนิคที่ขอนำเสนอมีดังต่อไปนี้
2. ตั้งเป้าหมาย (set objectives with timeline and expected result) หลังจากที่คุณรับรู้ถึงจุดอ่อนแล้ว คุณสามารถกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า
- What: กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าคุณต้องการพัฒนาทักษะอะไร และเป้าหมายที่จะต้องไปถึง ณ จุดใด
- Why:คุณจะต้องรู้ว่าทำไมคุณถึงเลือกที่จะพัฒนาทักษะเหล่านั้นและหลังจาก ที่คุณได้พัฒนาทักษะเหล่านั้นแล้วสิ่งที่คุณจะได้รับกลับมาจะมีอะไรบ้าง เช่น จะให้คุณทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสในการเลื่อนตำแหน่งงานจะมีโอกาสมากขึ้น หรือทำให้คุณทำงานเข้ากับผู้อื่นได้ดี เป็นต้น
- When: ตั้งระยะเวลาที่ชัดเจนว่าคุณจะใช้เวลาในการพัฒนาแต่ละทักษะเท่าไหร่
- How: ค้นหาผู้ช่วย การพัฒนาทักษะสามารถทำได้ในหลายวิธี ตัวอย่างเช่น ลงทะเบียน course ต่างๆตามสถาบันต่างๆ เรียนรู้งานกับหัวหน้างานหรือผู้มีประสบการณ์ หรือ เรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านการอ่านหนังสือทางด้านวิชาการหรือ case studies ต่างๆ
4. ประเมินผลและแก้ไขปรับปรุง(evaluation & improvement) หลังจากที่คุณได้ปฏิบัติตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว สิ่งที่สำคัญคือการประเมินผลว่าทักษะของคุณได้มีการพัฒนาไปถึงจุดที่คุณตั้ง ไว้หรือไม่ ถ้าการประเมินมีผลเป็นที่ไม่น่าพอใจคุณก็ต้องกลับไปวิเคราะห์ว่าแต่ละขั้น ตอนมีจุดบกพร่องอะไรบ้างเพื่อที่คุณจะได้ปรับวิธีหรือกลยุทธเพื่อให้ได้ ผลลัพธ์เป็นที่พอใจ แต่ถ้าการประเมินผลออกมาเป็นที่น่าพอใจคุณยังสามารถตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย เพิ่มขึ้นไปอีกได้เช่นเดียวกัน
การพัฒนาทักษะการทำงานไม่ใช่เรื่องยาก แต่การปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความสำเร็จต่างหากที่เป็นสิ่งที่ยาก ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณไม่มีแรงจูงใจ ไม่มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติ และไม่เห็นความสำคัญ เช่น คิดว่าทำไปก็เท่านั้น ทำไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น อยากจะขอแนะนำว่าคุณกำลังทำร้ายตัวเองทางความคิด เพราะฉะนั้นถ้าคุณเป็นหนึ่งในบุคคลที่กำลังทำร้ายตัวเองทางความคิดขอแนะนำ ให้คิดใหม่ให้คิดบวก สุดท้ายนี้อยากจะบอกว่าคนเราทุกคนมีศักยภาพในการพัฒนาทักษะการทำงานของตนเอง และคิดว่าทุกๆคนมีความรู้สึกและอยากที่จะให้ตัวเองมีความพัฒนาอย่างต่อ เนื่องเพียงแต่จะมีใครที่จะดึงความตั้งใจและความพยายามเหล่านั้นมาใช้เพื่อ ให้เกิดประโยชน์มากกว่ากันท่านั้น
ที่มา : www.m2fjob.com
เคล็ดไม่ลับหัวหน้างานยุคใหม่
ก่อนที่จะใช้คำว่า”หัวหน้างาน” เราต้องเคยเป็น”ลูกน้อง”มาก่อน ดังนั้น เราจะต้องรู้ว่า เราเคยทำอย่างไรแล้วหัวหน้างานพอใจและชื่นชมเรา ในทางกลับกัน หัวหน้างานทำอย่างไรกับเรา เราถึงเคารพและรักในหัวหน้างาน นี่จึงเป็นที่มาว่า หากเราอยากที่จะเป็นหัวหน้าที่ดี เราต้องทำอย่างไรกับการบริหารจัดทีม รวมถึงการดูแลลูกทีมของเรา ซึ่งมีเคล็ดไม่ลับง่ายๆ 5 ข้อ ดังนี้
1. การให้เกียรติซึ่งกันและกัน
การเป็น หัวหน้างานที่ดีนั้น เราควรที่จะให้กียรติกับคนทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น ผู้บังคับบัญชาของเรา ลูกค้า หรือแม้กระทั่งการให้เกียรติลูกน้องของเราเอง หลักง่ายๆของการให้เกียรติคือ การยอมรับฟังความคิดเห็น การเคารพในการตัดสินใจที่ถูกต้อง เมื่อคุณได้ให้เกียรติลูกน้องคุณแล้ว ลูกน้องก็จะให้เกียรติคุณเช่นเดียวกัน นี่คือหลักในการจูงใจคนในการทำงาน
2. เอาใจเขามาใส่ใจเรา
แน่นอนว่า การที่เราจะรู้ว่าลูกน้องเราคิดอะไรอยู่ เหตุใดจึงกระทำการต่างๆ เช่นนั้น หัวหน้าจะต้องลองเอาตัวเองไปนั่งในใจของเขา เพื่อที่จะทำความเข้าใจในตัวลูกน้อง การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็เหมือนกับการรู้เขารู้เรา ดังนั้น จะง่ายต่อการบริหาร เราต้องรู้ว่า ลูกน้องแต่ละคนชอบอะไร บางคนชอบการยกย่อง บางคนชอบรางวัล บางคนชอบตำแหน่ง ดังนั้น เราควรจะให้ในสิ่งที่เหมาะสมกับลูกน้องของเรามากที่สุดในการให้รางวัลต่างๆ เช่นเดียวกันกับการลงโทษ เราควรหลีกเลี่ยงการลงโทษต่อหน้าคนอื่น ควรจะรับรู้กันเพียงหัวหน้ากับลูกน้องเท่านั้น เพราะลองคิดถึงใจเราว่า เราก็คงไม่ชอบที่หัวหน้าจะมาต่อว่าเราต่อหน้าคนอื่นเช่นเดียวกัน
3. ส่งเสริมและสนับสนุนลูกน้อง
ทุกๆ คนก็ต้องการความก้าวหน้า และความสำเร็จในชีวิต รวมทั้งลูกน้องของเราด้วย ดังนั้น หากว่าลูกน้องคนใดมีแววที่จะสามารถก้าวหน้าได้ เราก็ควรจะให้โอกาสโดยการส่งเสริม และสนับสนุนให้ลูกน้องคนนั้นได้โอกาสเจริญเติมโต
4. สามารถฝึกฝน และให้ความรู้ลูกน้อง
หัว หน้าที่ดีจะต้องมีทักษะในการสื่อสารที่ดี โดยสามารถฝึกฝน และให้ความรู้ต่างๆ แก่ลูกน้องได้ โดยสามารถวิเคราะห์ได้ว่าข้อมูลใดบ้างที่สำคัญ และจำเป็นต่อการปฏิบัติงาน และการใช้ชีวิตในองค์กร ควรที่จะทำการสื่อสารให้ลูกน้องได้รับทราบ เพื่อลูกน้องจะได้ฝึกฝน และเรียนรู้ระบบของงาน ซึ่งทำให้ลูกน้องทำงานอย่างเข้าใจ หรือปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ขององค์กร
5. รู้จักเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา
การ จะเป็นหัวหน้านั้น ต้องใฝ่หาความรู้ใหม่ๆ ตลอด พึงคิดเอาไว้เสมอว่าเรายังไม่รู้อะไรอีกมาก พยายามมองอย่างลึกซึ้ง และจริงจัง เป็นผู้รู้ และเข้าใจในแต่ละเรื่องอย่างแท้จริง โดยเฉพาะความรู้ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ และการดำรงชีวิต และสารมารถนำความรู้ต่างๆ มาประยุคใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง ถูกเวลา และเหมาะสม
จะเห็นได้ว่าหลักการง่ายๆทั้งสองข้อนี้เป็นหลักการจากหลายๆหลักการในการเป็น หัวหน้างานที่ดี ถ้าเราอยากให้คนอื่นปฏิบัติกับเราเช่นไร เราก็ปฏิบัติเช่นนั้นกับเขา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานะและความเหมาะสม เราก็สามารถที่จะได้ใจลูกน้องของเราได้โดยง่าย และหากลูกน้องรักและเคารพในตัวเราแล้ว อย่าว่าแต่สั่งสิบทำได้สิบเลย เขาจะทำให้ถึงสิบห้าเลยแหล่ะ
ที่มา : http://www.m2fjob.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
บทความแนะนำ
โครงการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่และกำลังคนที่มีสมรรถนะเพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย
http://www.mua.go.th/users/bhes/pdf/%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B...
-
ฟอนต์อัตลักษณ์มหาวิทยาลัยศิลปากร เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี มหาวิทยาลัยศิลปากร ดาวน์โหลดกันได้เลยค่ะ http://www.f0nt.com/release/silpakor...
-
สวัสดีค่ะ... วันนี้แอดมินขอนำเสนอความหมายของ EdPEx อีกครั้ง ....ที่ก่อนหน้านี้ได้นำเสนอ "คำถาม 15 ข้อที่คาใจ" เกี่ยวกับ EdPEx...
-
http://www.mua.go.th/users/bhes/pdf/%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B...






