วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย : ๗. วิชาการด้านการเงินเพื่อรับใช้สังคม

  ในที่ประชุม 7th Annual UGRF เขาแจกเอกสารแนะนำการประชุม The Inaugural Social Finance Forumโดยขึ้นโลโก้ของ the Centre for Social Impactทำให้ผมได้รู้จักการทำงานวิชาการเพื่อรับใช้สังคมอีกรูปแบบหนึ่ง    ที่สะท้อนอยู่ใน เว็บไซต์ ของศูนย์นี้   คือทำงานวิชาการเพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม

          จากเอกสารนี้ทำให้ผมได้รู้จัก social impact bondที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางการเงิน    ที่เอาเงินของภาคประชาชนหรือของตลาดทุน ไปลงทุนเพื่อประโยชน์ด้านสังคม เช่นเพื่อยกระดับการศึกษา เพื่อลดอัตราอาชญากรรม เป็นต้น

          หน่วยงานที่ทำงานด้านนี้ของสหราชอาณาจักร คือ Social Finance UK

          จากเอกสารแนะนำการประชุม ผมได้รู้จักหน่วยงาน UnitingCareของวงการศาสนาคริสต์ในออสเตรเลีย   และได้รู้จัก The Benevolent Societyและ social ventures Australia

          ผมตีความว่า นี่คือการทำงานวิชาการด้านการเงิน เพื่อเอามาใช้ทำประโยชน์สาธารณะ   โดยต้องมีระบบ purchaser และ provider แยกกัน   เป็นการเคลื่อนไหวของสังคม ที่มีองค์กรสาธารณะที่ไม่ใช่ภาครัฐแต่ไม่แสวงกำไร เข้ามาทำงานเพื่อสาธารณะคู่ขนานไปกับภาครัฐ   โดยภาครัฐสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม   นี่คือวิชาการด้านการพัฒนาระบบ ของสังคม



วิจารณ์ พานิช
๖ ก.ย. ๕๕
ที่มา : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/505703

เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย : ๖. ระบบกำกับดูแลอุดมศึกษา

มหาวิทยาลัยที่เป็นที่เชื่อถือกันว่าคุณภาพ สูงต้องไม่ยอมติดบ่วง bureaucracy trap ต้องยืนหยัดต่อกลไก self-accrediting และ autonomy คือดำรงความมีอิสระ โดยรับผิดชอบตนเองด้านคุณภาพ เพื่อประโยชน์ของสังคม นี่คืออุดมการณ์ของการกำกับดูแลอุดมศึกษาในระดับสถาบัน
เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย  : 6. ระบบกำกับดูแลอุดมศึกษา

ในการปฏิรูปอุดมศึกษาของออสเตรเลียครั้งนี้ ระบบกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษาก็เปลี่ยนไปด้วย หรือโดนกระทบ  โดยผมตีความว่า TEQSA ที่รัฐบาลกลางออกกฎหมายจัดตั้ง เป็นเพียงกลไกหนึ่งในอีกหลากหลายกลไกกำกับดูแลระบบอุดมศึกษา  ผมเดาว่าหน้าที่หนักและหน้าที่หลักของ TEQSA น่าจะได้แก่สถาบันอุดมศึกษาส่วนที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้มีกว่า ๑๕๐ สถาบัน  และมีการจัดตั้งเพิ่มขึ้นตลอดเวลา  สถาบันเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นองค์กรเอกชนแสวงหากำไร  และมีความเสี่ยงสูงที่จะจัดการศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน
ในการประชุม 7th Annual University Governance and Regulations Forum  มีคนมาพูดว่า TEQSA เน้นดำเนินการเข้มงวดต่อสถาบันที่มีความเสี่ยงสูงต่อการจัดการศึกษาที่ด้อยคุณภาพ  ส่วนสถาบันที่ดีอยู่แล้ว การกำกับจะเป็นเพียง “light touch”
ผมฟังการประชุม ๒ วัน แล้วบอกตัวเองว่า หากผมเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่ามีคุณภาพสูงในออสเตรเลีย ผมจะต่อสู้สุดฤทธิ์ไม่ให้ TEQSA เข้ามาตรวจสอบแบบหยุมหยิม  ที่ทางออสเตรเลียเขากล่าวว่าเป็นพิษร้ายของ bureaucracy
ผมคิดว่า มหาวิทยาลัยที่เป็นที่เชื่อถือกันว่าคุณภาพสูงต้องไม่ยอมติดบ่วง bureaucracy trap  ต้องยืนหยัดต่อกลไก self-accrediting  และ autonomy  คือดำรงความมีอิสระ โดยรับผิดชอบตนเองด้านคุณภาพ  เพื่อประโยชน์ของสังคม  นี่คืออุดมการณ์ของการกำกับดูแลอุดมศึกษาในระดับสถาบัน
ระบบกำกับดูแลอุดมศึกษา มีส่วนที่มาจากภายนอกประเทศด้วย  ในรูปของการจัดอันดับหรือจัดระดับมหาวิทยาลัยโลก  เป็นระบบกำกับแบบทางอ้อม  ซึ่งก็มีผลต่อพฤติกรรมหลายอย่างของสถาบันอุดมศึกษาส่วนที่เป็นมหาวิทยาลัย  ที่ต้องการได้รับการยอมรับในฐานะ world class university
ภายในประเทศ ระบบอุดมศึกษายังอยู่ใต้กลไกกำกับดูแลเชิงวิชาชีพด้วย เช่นแพทยสภา  สภาวิศวกร เป็นต้น  มีประเด็นว่า ระบบหลักสูตรเพื่อปริญญา กับระบบการรับรองวิชาชีพ ควรเชื่อมโยงกันหรือควรแยกกัน  อย่างของไทย สกอ. ระบุว่า จะรับรองหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ต่อเมื่อสภาการพยาบาลได้ให้การรับรองว่าผู้จบหลักสูตรนั้นจะได้รับในประกอบวิชาชีพพยาบาลแล้วเท่านั้น  มีบางคนให้ความเห็นว่า คนไทยน่าจะมีสิทธิเข้าเรียนพยาบาล โดยไม่มุ่งไปใช้ชีวิตเป็นพยาบาล  ซึ่งก็เถียงกลับได้อีกว่า คนที่ตั้งใจเรียนโดยไม่ประกอบวิชาชีพ เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดของประเทศโดยไม่ก่อประโยชน์ต่อสังคม  เรื่องแบบนี้อาจจะขึ้นกับวิชาชีพอื่นด้วย  หากเอาไปถกเถียงกันในหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต กับการรับรอง กว. ของสภาวิศวกร  การพิจารณารับรองแยกกันอาจฟังดูสมเหตุสมผลกว่า  เพราะเวลานี้ก็มีหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิตหลายหลักสูตรที่ไม่ได้ขอให้ กว. รับรอง  และผู้จบหลักสูตรก็ไม่เดือดร้อน
ผมได้พูดในหลายวาระ ว่าในประเทศไทย หน่วยงานที่มีอิทธิพลที่สุดต่อมหาวิทยาลัยของรัฐ คือสำนักงบประมาณ  สังคมไทยยังเป็นสังคมอุปถัมภ์และเน้นพวกพ้อง  ยังไม่ใช่สังคมเหตุผล  เป็นที่รู้กันว่าการได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนมากขึ้นหรือน้อยลง ไม่ขึ้นกับคุณภาพและผลงาน หรือการทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองมากนัก  แต่ขึ้นกับความสามารถในการวิ่งเต้นมากกว่า
มหาวิทยาลัยทำอะไรบ้าง  ก็ย่อมโดนกำกับโดยวงการนั้นๆ ด้วย  เช่นมีหน้าที่หลักด้านการวิจัย  หน่วยงานให้ทุนวิจัยย่อมมีอิทธิพลกำกับดูแลมหาวิทยาลัยด้วย
และไม่ว่ามหาวิทยาลัยใดของไทย ย่อมต้องรับผิดชอบต่อสังคมภาคส่วนนั้นๆ และในวงกว้าง  จึงมีกลไกกำกับโดยสังคม  ในรูปของ reputation risk
เนื่องจากมีแนวโน้มโลก ว่ามหาวิทยาลัยเอกชนแสวงหากำไร จะขยายตัวเฟื่องฟูขึ้น  มหาวิทยาลัยแบบนี้ใช้วิธีการแบบที่มองบริการอุดมศึกษาเป็นสินค้า  มองความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับนักศึกษาเป็นผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ  ดังนั้น ประเทศไทยต้องพัฒนาระบบกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษากลุ่มนี้ ด้วยระบบคุ้มครองผู้บริโภค  ประเทศไทยต้องการระบบคุ้มครองผู้บริโภคด้านอุดมศึกษา  ที่เน้นทำงานคุ้มครองผู้บริโภคจากสถาบันธุรกิจเอกชนค้ากำไรเป็นหลัก  และสถาบันที่ไม่ค้ากำไร แต่แสดงพฤติกรรมค้ากำไร ก็ต้องโดนจับตาด้วย
วิจารณ์ พานิช
๑๐ ก.ย. ๕๕
ที่มา : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/508317

เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย : ๔. อุดมศึกษาเพื่อท้องถิ่น

ในการประชุมวันที่ ๔ ก.ย. ๕๕ มีการนำเสนอเรื่องราวของมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น โดยเขาเรียกว่า Regional University มีการนำเสนอว่าปฏิรูปอุดมศึกษาของออสเตรเลียครั้งนี้ กระทบสถาบันอุดมศึกษาเพื่อท้องถิ่นอย่างไร    และสถาบันต้องปรับตัวอย่างไร    Prof. Hal Swerissen Pro-Vice Chancellor (Regional) ชอง La Trobe University นำเสนอว่า มหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่นในออสเตรเลียมี ๑๔ มหาวิทยาลัย   นศ. ๑๕๖,๒๘๑ คน   สร้างรายได้แก่ท้องถิ่นปีละ ๒ พันล้านเหรียญ
          จำนวน นศ. ในมหาวิทยาลัยออสเตรเลียมีประมาณ ๑ ล้านคน   จึงบอกได้ว่า นศ. มหาวิทยาลัยในท้องถิ่นมีประมาณ ๑๕% ของนักศึกษาทั้งหมด   ซึ่งน้อยกว่า นศ. ต่างชาติ ที่มีถึงร้อยละ ๒๘ (คำนวณจากตัวเลขที่ได้จาก Universities Australia เมื่อ ๓ ก.ย. ๕๕)
          นสพ. The Australian ฉบับวันที่ ๕ ก.ย. ๕๕ ลงข่าวในเซ็กชั่น Higher Education เรื่อง Regional unis prepare to roll out partnership proposal to pool resourcesในข่าวบอกว่าเขามี Regional University Networkมีสมาชิก ๖ มหาวิทยาลัย จะร่วมมือกันเพื่อลดค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ามหาวิทยาลัยในเมือง เนื่องจากมี นศ. น้อยกว่า    ข่าวบอกว่าข้อตกลงนี้ได้จากการประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อน   นอกจากลดค่าใช้จ่าย ก็จะเพิ่มหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่เปิดสอน   และใช้ online learning มากขึ้น
          ผมตีความว่า การก่อกวนของรัฐบาล ให้สถาบันอุดมศึกษาตื่นตัวปรับปรุงตนเอง ได้ผล    มหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่นเคลื่อนไหวปรับตัวอย่างชัดเจน
          วันที่ ๗ ก.ย. ๕๕ เราไปเยี่ยมชมกิจการ Community Engagement ของมหาวิทยาลัย Wollongong (UOW)   จึงได้รู้ว่า UOW ก็เป็น regional university   และมีประวัติเป็นวิทยาเขตหนึ่งของมหาวิทยาลัย New South Wales (UNSW) มาก่อน   UOW อยู่ห่างจากซิดนีย์ไปทางใต้ประมาณ ๗๐ ก.ม.   ใช้เวลาเดินทางโดยขับรถไป ๑ ชั่วโมงครึ่ง    โดย ศ. ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง ผอ. สถาบันคลังสมองฯ เป็นผู้ขับรถเช่าไป    เราไปกัน ๔ คน อีก ๒ ท่านคือ ดร. นงเยาว์ เปรมกมลเนตร รอง ผอ. สถาบันคลังสมองฯ  และ รศ. ดร. กนต์ธร ชำนิประศาสน์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มทส.
          เมื่อเอ่ยถึงเมือง โวลลองกอง คนออสเตรเลียก็มองว่าเป็นเมืองยากจน    เมืองอุตสาหกรรมเหล็ก   ทั้งเมืองมีพลเมือง ๒๕๐,๐๐๐ คน เท่ากับจังหวัดเล็กๆ ของไทย   แต่ที่อยู่ในตัวเมืองจริงๆ มีไม่มาก   ใน โวลลองกอง มีชุมชนคนพื้นเมืองด้วย   ดังนั้น UOW จึงทำงานตอบสนองหรือริเริ่มกิจกรรมเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น    โดยสิ่งที่ท้าทายเบื้องหน้าคือการร่วมมือกับเมืองในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคน   โดยการเลิกโรงงานเหล็ก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอดีต    เพื่อเปลี่ยนเมืองไปทำมาหากินอย่างอื่นที่ก้าวหน้ากว่า    ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีกว่าซึ่งเป็นเรื่องยากและท้าทายมาก 
          มหาวิทยาลัย โวลลองกอง จึงพัฒนาขนานใหญ่   ไม่ใช่แค่สนองชุมชน โวลลองกอง    แต่สนองชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั้งโลก   จึงตีความ Community Engagement ว่า engage กับ world community   โดยกิจกรรมหนึ่งคือไปเปิดวิทยาเขตที่นคร ดูไบ ประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์   ตั้งแต่ปี 1993 โดยเริ่มเป็นวิทยาลัยเล็กๆ ที่สอนโดยใช้ภาษาอังกฤษในสังกัดมหาวิทยาลัย โวลลองกอง จดทะเบียนชื่อ ITC Limited แล้วขยายตัวเรื่อยมาจนเวลานี้ประสบความสำเร็จสูงมาก   จัดเป็นวิทยาเขตต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดของออสเตรเลีย   ตามที่ระบุในจดหมายข่าว Connect UOW ฉบับเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕ ที่นี่   กลับมาค้นที่บ้านจึงรู้ว่า ITC Limited เป็นบริษัทธุรกิจที่ตั้งขึ้นโดย UOW อ่านเรื่องราวได้ ที่นี่   เว็บไซต์ของ UOWD อยู่ ที่นี่
           เมื่อเอ่ยถึงบทบาททางเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยโวลลองกอง ต่อเมืองวอลลองกอง   เขาบอกว่ามหาวิทยาลัยวอลลองกองเป็นแหล่งจ้างงานใหญ่อันดับสอง รองจากโรงงานเหล็ก
          ตามที่คุณ Leanne Newsham, Community Engagement Manager, Office of Community & Partnerships เล่าให้คณะเราฟัง    เขามีวิธีทำงานร่วมกับชุมชนคนพื้นเมือง ในงานเทศกาลวัฒนธรรม   ทำให้งานมีสีสรร และในขณะเดียวกัน คนพื้นเมืองก็ได้รับการยกย่องให้ความสำคัญ    นอกจากนั้น ในกิจกรรมเพื่อสร้างความใกล้ชิดกับชุมชน นศ. ของมหาวิทยาลัยฯ ได้ออกไปทำกิจกรรมที่ชุมชนคนพื้นเมืองได้รับประโยชน์ และ นศ. ก็ได้เรียนรู้ชีวิตจริงของผู้คน และได้เรียนจากการลงมือปฏิบัติงานจริง
          เมื่อเราเข้าไปในอาคารสำนักงาน เราก็พบป้าย 5 Stars บอกว่า UOW ได้รับ 5 Stars ในด้านต่อไปนี้ Research intensity, Positive grduate outcomes, Getting a job, Graduate starting salary, Educational experience : graduate satisfaction, Educational experience : generic skillsเราสงสัยว่าใครเป็นผู้ให้ rating นี้ ผมกลับมาค้นที่บ้าน จึงรู้ว่าเป็นผลงานของ QS Stars Rated for Excellence
          สถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นในยุคโลกาภิวัตน์ ต้องทำงานเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คนในทุกทิศทาง    เพื่อเปิดท้องถิ่นออกสู่โลก   เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องถิ่น   คิดแบบนี้ไม่ยากสำหรับออสเตรเลีย   เพราะเขาใช้ภาษาอังกฤษ และมีความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมใกล้ชิดกับยุโรปและอเมริกาเหนือ    สถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นในยุคโลกาภิวัตน์ ของไทยควรเป็นอย่างไร เราต้องคิดและทำเอง    และที่สำคัญ ไม่ควรมีแบบเดียว


วิจารณ์ พานิช
๔ ก.ย. ๕๕
ที่มา : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/505037

เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย : ๓. การปฏิรูปอุดมศึกษา

การประชุม 7th Annual University Governance and Regulations Forum ที่ทีมไทยไปร่วมประชุมถึง ๑๔ คน นั้น   เรื่องราวที่พูดกันวนอยู่รอบๆ TEQSAซึ่งเป็นกลไกด้านคุณภาพของอุดมศึกษาของออสเตรเลีย    ผมจึงตีความ (ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด) ว่าการปฏิรูปอุดมศึกษาของออสเตรเลียเน้นที่คุณภาพ   ตามรูปแบบมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่ ๒ ด้านประกอบกันคือ ทั้งสอนและวิจัย   ฟังแล้วทุกคนเฮไปทางนั้นหมด
          มีคนเตือนสติอยู่คนเดียวคือ ศ. Stephen Parker อธิการบดีของ ม. แคนเบอร์รา ว่าควรคิดถึงค่าใช้จ่ายด้วย    ไม่ใช่คิดแต่เรื่องคุณภาพ    จึงน่าจะคิดเรื่องมหาวิทยาลัยที่เน้นสอนอย่างเดียว    ผลิตบัณฑิตที่เก่งตรงความต้องการได้ โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการวิจัยแบบเดิมๆ    เพราะเดี๋ยวนี้สามารถดึงเอาความรู้มาใช้ได้โดยง่าย   สามารถแยกทักษะในการสร้างความรู้กับทักษะในการใช้ความรู้ออกจากกันได้  
          มหาวิทยาลัยที่เน้นสอนหรือผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพสูง โดยไม่เน้นวิจัย น่าจะเป็นทางเลือกสำหรับยุคใหม่   โดยประเทศต่างๆ น่าจะมีแนวทางจัดการระบบอุดมศึกษาให้มีมหาวิทยาลัยหลากหลายแบบ แข่งขันกัน    ในระบบที่ซับซ้อนและปรับตัว
          หน้าที่หนึ่งของมหาวิทยาลัยที่เราไม่ค่อยได้พูดถึงคือหน้าที่สร้างความมั่งคั่ง (wealth)     แม้มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่นี้โดยตรง แต่ก็มีส่วนสำคัญ ผ่านการสร้างคนและสร้างความรู้   ทั้งคนและความรู้ที่ดีจะนำไปสู่นวัตกรรม ที่เป็นเส้นทางสู่ความมั่งคั่ง
          ศ. นพ. กระแส ชนะวงศ์ นายกสภา ๓ มหาวิทยาลัย   และอดีตรัฐมนตรี ๔ กระทรวง กล่าวตอนทำ AAR การไปร่วมประชุมว่า   มหาวิทยาลัยมีหน้าที่หลัก 3W คือ  wisdom, wealth และ welfare
          หน่วยงานกำกับดูแลอุดมศึกษาจึงควรทำงานวิจัยตรวจสอบขีดความสามารถของอุดมศึกษา และของมหาวิทยาลัยประเภทต่างๆ ในการสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประเทศ    คือต้องหาวิธีมองมหาวิทยาลัยเป็น profit center ให้ได้   ไม่ใช่มองเป็นรายจ่ายเท่านั้น
          กล่าวใหม่ ต้องมีการกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาของประเทศให้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศอย่างคุ้มค่า    มีการสร้างข้อมูล และสารสนเทศเพื่อตรวจสอบความคุ้มค่านั้น   เปรียบเทียบระหว่างสถาบันต่างแบบต่างจุดเน้น   และให้อิสระสถาบันในการปรับตัวหาจุดเน้นของตนเอง    ซึ่งนี่คือวิธีกำกับดูแลระบบแนว เคออร์ดิค    ไม่ใช่แบบ command & control   การปฏิรูปอุดมศึกษาแนวที่ผมเสนอนี้น่าจะเรียกว่า แนว เคออร์ดิค   คือให้ระบบมันมีทั้ง chaos และปรับตัวเข้าสู่ order เอง ผ่านการจัดสภาพแวดล้อมและสารสนเทศเพื่อการปรับตัวอย่างมีเป้าหมายและมีปัญญา
          ตัวอย่างของข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการปรับตัวอย่างมีปัญญาคือเอกสาร Mapping Australian higher educationโดยAndrew Norton, GRATTAN Institute นี่คือผลงานวิจัยระบบอุดมศึกษา ที่ประเทศไทยต้องการเป็นอย่างยิ่ง   Grattan Institute คือสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะของออสเตรเลีย ที่ถือว่าการวิจัยระบบการศึกษาเป็นหนึ่งในนโยบายสาธารณะที่สำคัญ
          ในการประชุม ๒ วันนี้ มีการพูดเรื่องการใช้สาระในกฎหมาย TEQSA Actเอามาจัดการความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยแบบลงรายละเอียดมาก   จนผมคิดว่าน่ากลัวเกิดความเสี่ยงใหม่ ที่ TEQSA เป็นต้นเหตุ    คือลงรายละเอียดขั้นตอนในการจัดการความเสี่ยงมาก จนลืมไปว่าเป้าหมายจริงๆ คือคุณภาพของอุดมศึกษา    หรือมิฉนั้นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดก็มากเกินกว่าผลดีที่ได้รับ

         ผมมีความเชื่อว่ามหาวิทยาลัยต้องเน้นการทำงานแบบมีนวัตกรรม   เน้นการรุกไปข้างหน้า    ไม่ใช่มัวแต่ปัดป้องความเสี่ยงตามที่หน่วยงานภายนอกกำหนดอย่างมีสูตรสำเร็จตายตัว   

          แต่วิทยากรที่มีความรู้เรื่อง TEQSA ก็บอกว่า TEQSA เป็น “light touch”   และจะดำเนินการแตกต่างกันระหว่างองค์กรอุดมศึกษาที่ความเสี่ยงสูง  กับองค์กรที่ความเสี่ยงต่ำ    คือไม่ใช่ one-size-fits-all

          ผมเขียนบันทึกนี้ด้วย learning mode   คือเขียนเพื่อตีความทำความเข้าใจกับตนเอง   จะถูกหรือผิดไม่สำคัญ   แต่ก็เอามา ลปรร. ใน บล็อก ด้วย    ผู้อ่านจึงพึงอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

วิจารณ์ พานิช
๕ ก.ย. ๕๕
ที่มา : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/504874

เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย : ๒. Universities Australia

นี่คือวิธีการรวมตัวกันของ university sector ของออสเตรเลีย เพื่อการดำรงอยู่ทั้งในออสเตรเลีย และในโลก เขาบอกว่า Universities Australia เป็น champion of change

เราไปถึง นครแคนเบอร์รา ตอนบ่ายวันที่ ๓ ก.ย. ๕๕  หลังรับประทานอาหารเที่ยงที่ร้านจีนก็ตรงไปเยี่ยมเรียนรู้กิจการของหน่วยงานพิเศษ ชื่อ Universities Australia  ซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.​๒๕๕๐ เพื่อเป็นองค์กรกลาง หรือองค์กรสูงสุด (เขาใช้คำว่า peak body) ของ university sector ของออสเตรเลีย  เทียบกับของไทยคือ ทปอ.  แต่ของเขาตั้งเป็นหน่วยงานตามกฎหมาย  มหาวิทยาลัยของรัฐ ๓๗ แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชนไม่ค้ากำไร ๒ แห่ง เป็นสมาชิก จ่ายค่าสมาชิกประจำปี  กิจกรรมของเขากว้างขวางและเป็นวิชาการกว่า ทปอ. ของเรามาก  อ่านรายละเอียดในเว็บไซต์ของเขาเอาเองนะครับ 
ผมกลับมาบ้าน และไตร่ตรองอีกที คิดว่า Universities Australia คล้ายๆ เป็นลูกครึ่ง ระหว่าง ทปอ. กับ สกอ.
ผมเข้าใจว่า นี่คือวิธีการรวมตัวกันของ university sector ของออสเตรเลีย เพื่อการดำรงอยู่ทั้งในออสเตรเลีย และในโลก  เขาบอกว่า Universities Australia เป็น champion of change  ซึ่งเมื่อมีวิสัยทัศน์เช่นนั้น ก็ต้องตีความออกมาว่าจะต้องทำอะไรบ้าง
ผมสังเกตว่าเขาทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์หาความหมายของข้อมูลเกี่ยวกับอุดมศึกษา  เขาแจกเอกสาร University Links with Thailand, May 2012  ซึ่งบอกว่ามีการลงนามความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยกับออสเตรเลีย 161 MOU  และที่ยังมีกิจกรรมมี 133 MOU  ในจำนวน 161 MOU  มี 55 เพื่อแลกเปลี่ยนนักศึกษา  92 เพื่อแลกเปลี่ยนอาจารย์  142 เพื่อความร่วมมือทางวิชาการและวิจัย  และ 15 เพื่อไปศึกษาต่างประเทศ  จากการค้นหาเอกสารนี้ใน อินเทอร์เน็ต (ซึ่งไม่พบ) ทำให้ผมพบข้อมูลเกี่ยวกับทุนศึกษาต่อในออสเตรเลีย ที่นี่   และพบ Study Overseas แนะนำคนออสเตรเลียเรื่องการไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดยส่วนคำแนะนำไปศึกษาต่อในประเทศไทยอยู่ที่นี่  จะเห็นว่าทางการออสเตรเลียมีข้อมูลดีมากให้บริการแก่ประชาชน
ข้อมูลสถาบันอุดมศึกษา แสดงในสไลด์นี้
ออสเตรเลียมีประชากร ๒๒ ล้านคน  มีคนอยู่ในระบบอุดมศึกษา ๓ ล้าน  แบ่งเป็นในมหาวิทยาลัย ๑ ล้าน (๑ ใน ๔ มาจากต่างประเทศ)  และอีก ๒ ล้านอยู่ใน VET (Vocational Education)  เขาบอกว่ามีแนวโน้มที่มหาวิทยาลัยกับ VET จะเข้ามาชิดกันหรือเป็นเนื้อเดียวกัน
จะเห็นว่าเขามีมหาวิทยาลัยต่างประเทศมาประกอบกิจการที่ออสเตรเลีย  และมหาวิทยาลัยออสเตรเลียก็ไปเปิด แคมปัสในต่างประเทศด้วย  เขาบอกว่า สถาบันอุดมศึกษาที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัย ที่เป็นของเอกชน มีการเปิดมากมาย เชาใช้คำว่า เปิดเพิ่มทุกสัปดาห์ 
คำที่เขาย้ำคือมหาวิทยาลัยเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ self-accrediting  คือรับรองคุณภาพของตนเอง  แต่เมื่อมี TEQSA เกิดขึ้นตามกฎหมาย  สภาพ self-accrediting ของมหาวิทยาลัยก็ถูกสั่นคลอน
ranking ของมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย ดูได้ที่นี่
ในการนำเสนอและพูดคุยกันที่ Universities Australia วันนี้ Professor Leo Goeegbuure ผู้อำนวยการของ LH Martin Institute ซึ่งอยู่ที่ U of Melbourne มาร่วมพูดคุยด้วย  ทำให้เราได้รู้จักสถาบันนี้  ซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการและการกำกับดูแลอุดมศึกษา คล้ายกันกับสถาบันคลังสมองของชาติ  แต่ LHMI เป็นสถาบันที่จัดการศึกษา คือให้ปริญญาด้วย   ทั้งๆ ที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นมี Graduate School of Education ด้วย 
วิจารณ์ พานิช
๔ ก.ย. ๕๕  ปรับปรุง ๑๓ ก.ย. ๕๕
ที่มา : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/508223

เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย : ๑. เตรียมตัว

การทำหน้าที่อุดมศึกษาในสภาพที่ฝ่าย “ผู้ใช้” (demand side) เป็นผู้กำหนดความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือแนวโน้มโลก และสภาพของไทยก็จะอยู่ในแนวโน้มเดียวกัน ซึ่งก็หมายความว่า ฝ่ายมหาวิทยาลัยต้องพัฒนาทักษะในการจับทิศทางความต้องการของ demand-side
เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย  : 1. เตรียมตัว

สถาบันคลังสมองของชาติ จัดการเดินทางไปร่วมประชุม The 7th annual University Governance and Regulations Forum ที่นครแคนเบอร์ร่า ออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 4-5 ก.ย. 55   พร้อมทั้งดูงานมหาวิทยาลัยที่นั่น    ผมได้รับคำชวนให้ร่วมไปด้วย   และมีรายการดูงานด้าน Scholarship of Teaching and Learning ที่ ซิดนีย์ด้วย ในวันที่ 6-7 ก.ย.   รวม 3 งาน
เข้าไปดูหัวข้อการประชุมของ University Governance and Regulations Forum จะเห็นว่า เขาไม่พูดกันเฉพาะเรื่องการกำกับดูแล   เขาพูดเข้าไปในเนื้อของการทำหน้าที่มหาวิทยาลัย   เช่นเรื่องการทำหน้าที่อุดมศึกษาในสภาพที่ฝ่าย “ผู้ใช้” (demand side) เป็นผู้กำหนดความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ    นี่คือแนวโน้มโลก และสภาพของไทยก็จะอยู่ในแนวโน้มเดียวกัน   ซึ่งก็หมายความว่า ฝ่ายมหาวิทยาลัยต้องพัฒนาทักษะในการจับทิศทางความต้องการของ demand-side   และในการสื่อสารร่วมมือกัน
อีกเรื่องหนึ่งที่เขาเอามาพูดกันคือเรื่อง regional campus  ซึ่งหมายความว่า เขาต้องปรับตัวทำงานให้ตรงความต้องการของท้องถิ่น   ผมอยากรู้ว่าเขาปรับโครงสร้างการทำงานแค่ไหน   ผมเคยเสนอไว้ให้แก่คนชุมพรให้คิดวางโครงสร้างมหาวิทยาลัยชุมพรเขตรอุดมศักด์ ให้เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชุมพร   และมีโครงสร้างตามประเด็นหลักๆ ที่ต้องการพัฒนา    ไม่ใช่จัดตามวิชา    จัดตั้ง “คณะพัฒนา” ไม่ใช่คณะวิชา    ตั้ง “ภาคพัฒนา” ไม่ใช่ภาควิชา    โดยที่หน่วยงานต้องมีอาจารย์หลายสาขาวิชาทำงานร่วมกัน   

วันที่สองของการประชุม เน้นเรื่องคุณภาพของอุดมศึกษา    ผมได้รู้จักหน่วยงาน TESQA ที่ชื่อก็บอกแล้วว่า สมศ. ของเราเรียนรู้จากเขา    แต่ของเขาแยกการดูแลอุดมศึกษาออกมา    เมื่อเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของ TEQSA ก็รู้สึกว่าเขาทำงานต่างจาก สมศ.   คือ สมศ. ทำงานรับผิดชอบต่อรัฐ   แต่ TESQA ทำงานรับผิดชอบต่อนักศึกษา    เขาบอกว่า TEQSA’s primary aim is to ensure that students receive a high quality education at any Australian higher education provider.

    อ่านจาก เว็บไซต์ ที่นี่ จึงรู้ว่า TEQSA เพิ่งตั้งเมื่อปีที่แล้วนี่เอง    และมีข้อสังเกตว่าเขาเอา Q นำหน้า S (คุณภาพนำหน้ามาตรฐาน)  แต่ของเรากลับกัน
มิน่า การประชุมถึงเอาเรื่อง risk มาไว้ปนกับ TEQSA   เพราะ TEQSA ตั้งใหม่   มีข้อกำหนดใหม่ที่มหาวิทยาลัยอาจไม่เข้าใจ และทำผิดกติกา เกิดเป็น compliance risk   และ quality risk    ผมจึงจ้องไปเรียนรู้มุมมองของออสเตรเลียต่อกระบวนการคุณภาพของอุดมศึกษา
เรื่องที่น่าสนใจมากกลายเป็นของแถม คือการไปดูงานเรื่อง scholarship of teaching ที่ ซิดนีย์   ซึ่งเอาเข้าจริงได้เรื่อง scholarship of engagement แถมมาด้วย   ผมได้เรียนรู้ว่าเขามีการตั้งหน่วยงานรับผิดชอบขับเคลื่อนเรื่องทั้งสอง   ในด้านวิชาการด้านการเรียนการสอน มีเรื่องของ Institute for Teaching and Learning (ITL) University of Sydney ที่นี่   รวมทั้งมีการตั้งสมาคมนานาชาติด้วย คือ The International Society for the Scholarship of Teaching & Learning (ISSOTL)  ซึ่งเมื่อเข้าไปชมเว็บไซต์ ก็ไม่ประทับใจ   ดูเรื่องขององค์กรชื่อ Engagement Australia ได้ที่นี่   
ผมได้เรียนรู้ว่า มหาวิทยาลัยซิดนีย์ใหญ่มาก มี นศ. กว่า ๕ หมื่นคน และมี ๑๖ คณะ   คณะศึกษาศาสตร์เป็นหนึ่งใน ๑๖   แต่เขาก็ยังมีหน่วยงาน ITL ทำหน้าที่ขับเคลื่อนคุณภาพการเรียนการสอนของทั้งมหาวิทยาลัย   และทำงานร่วมกับวงการนานาชาติด้วย 
จากเว็บไซต์ของ Engagement Australia ผมได้เรียนรู้ว่า มหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย มีหน่วยงาน Office of Community Engagement (OCE)    ตรงกับที่ผมเคยเสนอไว้ที่นี่   
ผมได้เรียนรู้ว่า Engagement Australia เป็น ฟอรั่ม ที่มหาวิทยาลัยช่วยกันตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยในออสเตรเลียเข้าไปใกล้ชิดกับสังคมหรือบ้านเมืองมากขึ้น    ไม่ลอยตัวจากสังคม    และ EA ทำงานเน้นใน ๓ เรื่องคือ (1) Engaged research  (2) Engaged teaching  และ (3) Social responsibility   
ผมค้นไปค้นมาในเว็บไซต์ของ EA ไปพบหนังสือ The Engaged University : International Perspectives on Civic Engagement เขียนโดย Sir David Watson และคณะ   ค้นไปเรื่อยๆ ก็ได้ความรู้สึกว่า สมัยนี้สังคมทั่วโลกเริ่มตั้งข้อสงสัย หรือเสื่อมความนับถือต่อมหาวิทยาลัย ว่ามีประโยชน์ต่อสังคมแค่ไหน   มหาวิทยาลัยจึงต้องหันมาเอาใจใส่ปรับปรุงตัวเองในด้าน Social engagement   ที่มหาวิทยาลัย Northwestern University ในสหรัฐอเมริกา มี Center for Civic Engagement
ทำให้ผมตีความว่า ปัญหาหอคอยงาช้าง หรือปัญหาลอยตัวหรือแยกตัวจากสังคม เป็นปัญหาของวงการศึกษาทุกระดับทั่วโลก   เพราะคนในวงการศึกษาบูชาความรู้หรือวิชา    ไม่ยกย่องเอาใจใส่ชีวิตจริงของผู้คนในสังคม   มองไม่เห็นคุณค่าของความรู้ที่ฝังแฝงอยู่กับการทำงานและการดำรงชีวิตร่วมกันเป็นชุมชนและสังคม
เป้าหมายสุดท้ายของการทำหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยจึงได้แก่การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่การ เป็นภาคีของการพัฒนาสังคมนั่นเอง
จากการทำความรู้จัก Sir David Watson ผมจึงได้รู้จัก Green Templeton College  ของมหาวิทยาลัย อ็อกซฟอร์ด   และได้เรียนรู้วิธีปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยแห่งอดีตให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งอนาคต   และGTC ทำหน้าที่เป็นแหล่งการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเพื่อความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ในอนาคต    จึงเป็นสถาบันสหวิทยาการ ได้แก่วิทยาศาสตร์การแพทย์ การจัดการ และสังคมศาสตร์    จะเห็นว่า Sir David Watson ผู้เคยเป็นอธิการบดี (ของมหาวิทยาลัย ไบรท์ตัน) มาแล้ว    มารับหน้าที่ Principal ของวิทยาลัย โดยไม่ถือเป็นการลดความสำคัญ 
วิจารณ์ พานิช
๒ ก.ย. ๕๕
ที่มา : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/502409

เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย : ๕. การเดินทางของระบบประกันคุณภาพ

หลังเข้าร่วมประชุม The 7th annual University Governance and Regulations Forum ที่นครแคนเบอร์ร่า ออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ ๔-๕ ก.ย.55 ที่นครแคนเบอร์รา  ออสเตรเลีย   ผมก็บอกตัวเองว่า หัวใจของเรื่องระบบประกันคุณภาพ ในบริบทไทย ส่วนที่สำคัญยิ่ง มี ๓ ประการ
๑. เป็น means ไม่ใช่ end  หรือเป็นการเดินทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง

๒. ไม่มีจุดจบ   คือต้องทำเรื่อยไป

๓. ตัวเอกคือผู้ทำงาน   ไม่ใช่หน่วยกำกับ
ระบบประกันคุณภาพเป็นการเดินทาง
          ระบบประกันคุณภาพอุดมศึกษาเป็นการเดินทางที่ไม่มีจุดจบ   เป้าหมายคือการทำให้อุดมศึกษาเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็ง ในการพัฒนาประเทศชาติ    ระบบประกันคุณภาพที่เข้มแข็งไม่ใช่เป้าหมาย    ความเข้มแข็งหรือคุณภาพของอุดมศึกษาต่างหากที่เป็นเป้าหมาย

          ในการประชุมนี้ จึงมีคนออกมาเตือน   ว่าให้ระวังกรณีที่ TEQSA เข้มแข็งมาก มีอำนาจมาก และใช้อำนาจบังคับมาก    ลงรายละเอียดให้มหาวิทยาลัยดำเนินการ จนต้องเสียเวลา คน และค่าใช้จ่ายปฏิบัติตามที่ TEQSA กำหนด    จนตัวคุณภาพและการสร้างสรรค์เองย่อหย่อน   เข้าทำนอง “ระบบประกันคุณภาพเข้มแข็งมาก  แต่ตัวคุณภาพจริงๆ อ่อนแอ”   ซึ่งเป็นสภาพที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ 
          ระบบประกันคุณภาพเป็นเครื่องมือ (means)  ไม่ใช่เป้าหมาย (end)
ระบบประกันคุณภาพไม่มีจุดจบ
          การประกันคุณภาพของทุกสิ่ง ทุกเรื่อง ไม่หยุดนิ่ง    เป็นเป้าเคลื่อนไหว หรือมีชีวิต     จึงมีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงเรื่อยไปตามปัจจัยแวดล้อมมากมาย   การประกันคุณภาพของอุดมศึกษาก็เช่นเดียวกัน
          แต่ที่สำคัญที่สุด ระบบประกันคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาของแต่ละแห่ง จะต้องปรับตัวตามวิสัยทัศน์และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่มีการเปลี่ยนแปลง    เพื่อตอบสนองสังคม ในฐานะเป็นหุ้นส่วนของการพัฒนาที่ยั่งยืน
ตัวเอกในระบบประกันคุณภาพคือผู้ทำงาน
          เมื่อเป้าหมายแท้จริงของระบบประกันคุณภาพคือผลงานหลักขององค์กร   ตัวเอกของระบบประกันคุณภาพจึงต้องเป็นผู้ทำงานประจำในองค์กร    ผู้ทำงานประจำเหล่านี้จึงควรเป็นเจ้าของระบบประกันคุณภาพ    และใช้กลไกประกันคุณภาพมารับใช้ตน ให้สามารถผลิตผลงานที่มีคุณภาพอยู่ตลอดเวลา
          หน่วยงานใดสร้างการบวนทัศน์นี้ได้ ระบบประกันคุณภาพจะไม่เป็นตัวกดขี่หรือสร้างความทุกข์แก่คนทำงาน   แต่จะมีผลในทางตรงกันข้าม
นวัตกรรมของกระบวนการพัฒนาคุณภาพ

          การพัฒนาคุณภาพมีความหมายกว้าง    ไม่ใช่เพียงดูที่ตัวคุณภาพของผลิตภัณฑ์หรือบริการเท่านั้น   แต่ยังต้องดูที่ประสิทธิภาพ และดูที่ความพึงพอใจของผู้ทำงานเองด้วย   ระบบประกันคุณภาพ จึงสู้กระบวนการพัฒนาคุณภาพไม่ได้    กระบวนการพัฒนาคุณภาพให้ความหมายกว้างกว่า    และเน้นบทบาทของผู้ทำงานมากกว่า    รวมทั้งเปิดโอกาสให้การทำงานประจำเป็นการพัฒนาคุณภาพไปพร้อมๆ กัน    มีผลให้คนทำงานอยู่ในบรรยากาศเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา    การทำงานประจำที่มีการพัฒนาคุณภาพฝังอยู่ภายในเป็นส่วนหนึ่ง   เมื่อมองอีกมุมหนึ่ง เป็นการเรียนรู้   


          ในกระบวนการทั้งหมดนี้ หากสร้างบรรยากาศของการทำงานและการเรียนรู้ ให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้   เน้นการทดลองและค้นพบนวัตกรรม    การทำงานประจำนั้นเองจะสามารถสร้างนวัตกรรมได้ในลักษณะ “นวัตกรรมยกกำลังสอง”   คือนวัตกรรมในการทำงาน และนวัตกรรมของระบบประกันคุณภาพ


วิจารณ์ พานิช
๘ ก.ย.​๕๕
ที่มา http://www.gotoknow.org/blogs/posts/505354