วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย : ๑๒. AAR

การประชุม 7th Annual University Governance and Regulations Forum เน้นร่วมกันทำความเข้าใจระบบกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง ที่มหาวิทยาลัยจะต้องดำรงอยู่ให้ได้ และจะต้องดำรงสถานะ self-regulating ไว้อย่างสุดฤทธิ์ เพื่อการทำหน้าที่มหาวิทยาลัยให้แก่สังคม
เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย  : 12. AAR
ผมไปออสเตรเลียคราวนี้วัตถุประสงค์หลักคือไปร่วมการประชุม 7th Annual University Governance and Regulations Forum  การเดินทางไปร่วมประชุมจัดโดยสถาบันคลังสมองของชาติ  มีผู้ร่วมเดินทางไปร่วมประชุม ๑๒ คน  เป็นคนของสถาบันคลังสมอง ๕ คน  อีก ๗ คนแบ่งเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ คน  และเป็นผู้บริหารในมหาวิทยาลัย ๔ คน  ผู้อาวุโสที่สุดคือ ศ. นพ. กระแส ชนะวงศ์ อดีต รมต. ๔ กระทรวง และเวลานี้เป็นนายกสภาฯ ๓ แห่ง คือ ม. นราธิวาสฯ, มน., และ สถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัตน์  รองลงมาคือผม  ถัดไปคือคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ กรรมการสภา มวล. และสถาบันกันตนา
เป้าหมายของผมในการเดินทางไปประชุมคราวนี้ก็เพราะ สคช. ชวน และผมก็อยากไปเห็นว่าในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ออสเตรเลีย เขามีวิธีคิดหรือหลักการ และหลักปฏิบัติ เกี่ยวกับการกำกับดูแลมหาวิทยาลัยอย่างไร  และเนื่องจากในกำหนดการมีการไปเยี่ยมชมกิจการของมหาวิทยาลัยแคนเบอร์ราด้วย  ผมอยากไปเห็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียมาก เพราะไม่เคยไปเยี่ยมมเลย ยกเว้นที่ Adelaide เมื่อกว่า ๑๐ ปีมาแล้ว
สิ่งที่ได้รับมากเกินคาด คือได้ไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยซิดนีย์ และมหาวิทยาลัยโวลลองกอง  ได้รู้จักมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่ (regional university)  และได้รู้ว่าสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นธุรกิจค้ากำไรข้ามชาติ เขาทำงานอย่างไร 
สิ่งที่ไม่ได้คือ ไม่ได้ไปเยี่ยมชมกิจการของมหาวิทยาลัยแคนเบอร์รา เพราะทีม ๔ คนเปลี่ยนแผน ไปซิดนีย์แทน ได้แก่ ศ. ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง หัวหน้าทีม  ดร. นงเยาว์ เปรมกมลเนตร รองหัวหน้าทีม  รศ. ดร. กนต์ธร ชำนิประศาสน์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์  และผม  ทำให้ได้เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยซิดนีย์ และโวลลองกอง ดังกล่าวแล้ว
สิ่งที่ได้มากเกินคาดอีกอย่างหนึ่งคือ ได้เรียนรู้วิธีการจัดการของมหาวิทยาลัยเอง ที่รวมตัวกันทำงานสร้างสรรค์เชิงระบบให้แก่บ้านเมือง  และในขณะเดียวกัน ก็เป็นการสร้างความเข้มแข็งและความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัยในสายตาของสาธารณชนด้วย  คือ Engagement Australia  วิธีการแบบนี้สถาบันอุดมศึกษาไทยยังไม่ได้ทำ
สิ่งที่ได้เรียนรู้เต็มตามที่หวัง คือวิธีการกำกับดูแลอุดมศึกษาของรัฐบาลกลางออสเตรเลีย  ผ่านการออกกฎหมาย TEQSA  เพื่อควบคุมคุณภาพ  ผมเดาว่าเป้าหมายหลักคือสถาบันกลุ่มที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัย มีจำนวนมากกว่า ๑๕๐ แห่ง และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ  หรือผมเดาว่า เป็นการรับมือกับธุรกิจอุดมศึกษาค้ากำไรข้ามชาตินั่นเอง  ส่วนนี้เข้าใจว่าทางการไทยเรายังไม่ตระหนักในความท้าทายใหม่นี้
การประชุมไม่ลงไปเรื่อง การกำกับดูแลส่วนของสภามหาวิทยาลัย  คนที่มาประชุมดูจะเป็นผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่กรรมการสภามหาวิทยาลัย  บรรยากาศของการประชุมจึงต่างจากการประชุม AGB ที่ผมเคยไป ดังเล่าไว้ ที่นี่  การประชุมของ AGB เน้นเพื่อให้ความรู้แก่กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่คุ้นเคยกับการดำเนินการภายในมหาวิทยาลัย  ส่วนการประชุม 7th Annual University Governance and Regulations Forum เน้นร่วมกันทำความเข้าใจระบบกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง  ที่มหาวิทยาลัยจะต้องดำรงอยู่ให้ได้  และจะต้องดำรงสถานะ self-regulating ไว้อย่างสุดฤทธิ์  เพื่อการทำหน้าที่มหาวิทยาลัยให้แก่สังคม
จากการประชุมและการดูงาน ผมอ่านระหว่างบรรทัด นำมาตีความ บันทึกออก ลปรร. ใน บล็อก ได้ถึง ๑๒ บันทึก ถือเป็นการเก็บเกี่ยวความรู้เอามาทำหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาการอุดมศึกษาของชาติ  เป็นการทำหน้าที่แบบไม่มีหน้าที่อย่างเป็นทางการ
วิจารณ์ พานิช
๑๑ ก.ย. ๕๕
ที่มา : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/508416

เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย : ๑๑. Academic Board

  ในการประชุม 7th Annual University Governance and Regulations Forum วันแรก มีเรื่อง Defining the role of academic boards in decision making  เสนอโดย Associate Professor Peter McCallum, Chair of the Academic Board, The University of Sydney   ฟังแล้วสรุปได้ว่า ยังไม่มีรูปแบบของสภาวิชาการที่เป็นมาตรฐานตายตัว

          หลักการที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการแยก corporate governance กับ academic governance ออกจากกัน   และ corporate governance ต้องคอยช่วยปกป้องให้ academic governance มีอิสระ หรือ academic freedom   คือเป็นการกำกับกันอยู่ในวงวิชาการ   ไม่โดนฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายศาสนา (ในกรณียุโรปสมัยก่อน) เข้ามาสั่งการ    ซึ่งก็หมายความว่ามีการกำกับดูแลมาตรฐานวิชาการกันเองในวงวิชาการ   และกลไกนั้นคือ academic board (สภาวิชาการ)

          ซึ่งก็แปลว่า สภาวิชาการต้องมีกลไกปรับเปลี่ยน “มาตรฐานวิชาการ” ให้เหมาะแก่ยุคสมัย   รวมทั้งให้มีคุณภาพวิชาการ ความยากอยู่ที่ สภาวิชาการต้องทำหน้าที่อยู่ในสภาพความเป็นจริงของโลก ของสังคม และของวิชาการ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว    วิชาการบางเรื่องที่ดีที่สุด ทันสมัยที่สุดในวันนี้ อาจล้าสมัยในปีหน้าก็เป็นไปได้

           เมื่อดูในกฎหมาย TEQSA ของออสเตรเลีย   เห็นได้ชัดเจนว่า กฎหมายระบุกรอบคุณภาพและเงื่อนไขของการจัดการคุณภาพของวิชาการไว้ชัดเจน   และมอบอำนาจการจัดการให้แก่ฝ่ายบริหาร และแก่ Academic Board ให้ทำหน้าที่จัดการคุณภาพวิชาการของมหาวิทยาลัย   

          เขาบอกว่าการจัดการคุณภาพวิชาการ เป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อน    ในวงการวิชาการเอง และกับนักศึกษา 

          แต่ผมมองว่า Academic Board ต้องทำงานซับซ้อนกว่านั้น   ไม่จำกัดวงอยู่เฉพาะในวงวิชาการ และวง นศ. เท่านั้น   ต้องเชื่อมออกไปสู่วง “ผู้ใช้” ผลิตผลของมหาวิทยาลัย   หรืออาจเรียกว่าวง demand-side ด้วย   โดยที่เป็นความสัมพันธ์แบบที่ละเอียดอ่อน   ทั้งรับฟัง และสงวนความอิสระในการตัดสินใจ 

          Academic Board ต้องทำงานเพื่อรักษา คุณภาพ  ความน่าเชื่อถือ (integrity)  และความเป็นอิสระ ทางวิชาการ   โดยในขณะเดียวกัน ก็ต้องตอบสนองความต้องการของสังคม หรือที่เรียกว่า University Social Responsibility

          ผมค้นบันทึกระหว่างนั่งฟัง session นี้    หาบันทึกความในใจที่ปิ๊งแว้บขึ้น จากการฟัง    ได้ข้อความดังนี้  “Acad Bd ทำหน้าที่ถือกฎ  vs  ทำหน้าที่สร้างกระบวนการให้เกิดความร่วมมือกันสร้างคุณภาพวิชาการ

    Shared influence

          สภาวิชาการ > 50% จากบุคคลภายนอก   **ใช้ทำอะไรเป็นหลัก  ?ผลักวิชาการสู่สังคม   ?ผลักวิชาการสู่ขอบฟ้าใหม่   ?กำกับคุณภาพ   ?คิดระบบจัดการการพัฒนาวิชาการ

          ผมไม่ทราบว่า สภาวิชาการของมหาวิทยาลัยต่างๆ ของไทยมีองค์ประกอบอย่างไร    ทราบแต่ว่า ของต่างประเทศ กว่าครึ่งเป็นบุคคลภายนอก

          ผมลองค้นใน Google ด้วยคำว่า Academic Board พบเรื่องราวมากมาย   ของหลากหลายมหาวิทยาลัย ที่เปิดเผยกลไกการทำงานของ Academic Board ของเขาไว้   เช่น ของ University of Sydney ที่นี่ ซึ่งเขามีคู่มือของสมาชิก บอร์ด ไว้ด้วย ที่นี่

          ผม AAR กับตัวเองว่า วงการอุดมศึกษาไทยน่าจะมีกระบวนการพัฒนา สภาวิชาการอย่างเป็นระบบ   



วิจารณ์ พานิช
๑๑ ก.ย. ๕๕  ปรับปรุง ๒๑ ต.ค. ๕๕
ที่มา : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/506455

เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย : ๑๐. ความเชื่อมโยงกับสังคม

  มหาวิทยาลัยไม่ว่าในประเทศใด มีจุดแข็งและจุดอ่อนอยู่ที่วิชาการ    เรามุ่งสร้างสรรค์วิชาการ  ต้องการสมาธิแน่วแน่อยู่กับการสร้างสรรค์และถ่ายทอดความรู้    ความรู้จริงรู้ลึกรู้เชื่อมโยงคือจุดแข็งของเรา    แต่ความเข้มแข็งทางวิชาการนั้นเองกลายเป็นจุดอ่อน   เพราะเรามุ่งอยู่เฉพาะที่วิชาความรู้ ไม่เชื่อมโยงกับสังคม    มหาวิทยาลัยทั่วโลกจึงมีความเสี่ยงที่ความห่างเหินกับสังคม หรือชีวิตจริงของผู้คน
          ผมเดาว่า นี่คือที่มาของการก่อตั้ง Engagement Australiaซึ่งตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน (community engagement)    เป็นองค์กรที่สมาชิกจ่ายค่าสมาชิกรายปี   มีมหาวิทยาลัยออสเตรเลีย ๒๕ แห่งเป็นสมาชิก   จากจำนวนมหาวิทยาลัยทั้งประเทศ ๓๙ แห่ง    
          ลองอ่าน Charter ของ Engagement Australia ที่นี่   จะเห็นว่าเขามีวัตถุประสงค์กว้างขวาง    โดยเฉพาะหลักการของ engagement 9 ข้อที่ระบุไว้    มหาวิทยาลัยไทยน่าจะได้ทำความเข้าใจ และปรับใช้กับสถานการณ์ไทย
          ผมได้บันทึกการค้น อินเทอร์เน็ต ทำความเข้าใจเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับสังคมไว้ในบันทึกชุดเรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลียตอนที่ ๑ ที่นี่   และเมื่อได้คุยกับ Dr. Diana Whittonแห่ง University of Western Sydneyซึ่งเป็น Chair of the Scholarship Committeeก็รู้สึกว่า Engagement Australia ไม่แข็งแรงนัก   และทำงานเน้น community engagement เป็นหลัก    ผมได้ถามว่า เขา engage กับ industry ได้แค่ไหน   เขาบอกว่า ทางภาคอุตสาหกรรมไม่สนใจ
          ที่มหาวิทยาลัย โวลล็องก็อง เขาพูดเรื่อง community engagement ว่า เขาตีความคำว่า community กว้าง    หมายถึงทั้ง local community, national community, ไปจนถึง global community   เขาจึงมีวิทยาเขตที่นครดูไบ
          อย่างไรก็ตาม ผมมีความเห็นว่า เรื่อง engagement เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับมหาวิทยาลัย    ที่จะต้องเอาใจใส่สร้างพลัง engagement ในหลายมิติ   ทั้ง student engagement, staff engagement, community engagement, และ industry engagement    แต่ละมหาวิทยาลัยต้องศึกษาตีความคำว่า engagement เอาเอง   เพื่อหาทางใช้พลังของมัน เพื่อการดำรงอยู่อย่างมีคุณค่าของมหาวิทยาลัย


วิจารณ์ พานิช
๑๑ ก.ย. ๕๕  ปรับปรุง ๒๖ ก.ย. ๕๕
ที่มา : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/506073

เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย : ๙. สถาบันอุดมศึกษาเอกชนแสวงหากำไร

ผู้จัดการประชุม 7th Annual University Governance and Regulations Forum เชิญคนจากสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแสวงหากำไร ๑ แห่ง คือ Kaplan Australia มาพูดในการประชุม ๒ ช่วง คือหัวข้อ Registration of non self-accrediting institutions and course accreditation พูดโดยนักกฎหมายที่เป็นหัวหน้าหน่วย Accreditation and Compliance   กับหัวข้อ Developing steps to ensure quality assurance is achieved in partner institution โดย Prof. Jim Jackson, Vice President Academic Asia Pacific

          ผมเพิ่งรู้จัก Kaplanว่าเป็นบริษัทให้บริการทางการศึกษาที่หลากหลายมาก และดำเนินการในทั่วโลก   และจริงๆ แล้วเขาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท วอชิงตัน โพสต์  ที่มีหนังสือพิมพ์ นิวสวีก เป็นส่วนหนึ่ง    ที่เวลานี้รายได้จากธุรกิจการศึกษาเท่ากับ ๒.๖๔ พันล้านเหรียญ  มากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้บริษัททั้งหมด   ที่ประกอบด้วยธุรกิจหลัก ๔ ด้าน   คือหนังสือพิมพ์และนิตยสาร  ทีวี  เคเบิ้ล  และการศึกษา

          ความสามารถของ Kaplan ก็คือ ต้องฝ่าด่านการตรวจสอบทางคุณภาพนานากลไกให้ได้ในประเทศที่ตนเข้าไปประกอบธุรกิจ    โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศนั้นๆ    โดยผมฟังแล้วสรุปกับตนเองว่า Kaplan เก่งด้านระบบประกันคุณภาพ ที่สามารถจัดการให้ผ่านด่านตรวจ (accreditation) ของประเทศที่ตนเข้าไปดำเนินกิจการ    และเก่งในการหาพันธมิตรดำเนินการในพื้นที่หรือประเทศนั้นๆ 

          ผมได้เข้าใจกระแสของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแสวงหากำไร    ว่าเป็นกระแสธุรกิจข้ามชาติ   ที่กลไกกำกับดูแลอุดมศึกษาของแต่ละประเทศจะต้องรู้จัก และมีวิธีกำกับดูแลคุณภาพอย่างได้ผล   โดยน่าจะเน้นมุมมองเชิงบวก    ว่าหากเราเข้าใจและรู้จักใช้พลังเชิงบวกของสถาบันเหล่านี้   เราก็จะสร้างความเป็นนานาชาติ หรือโลกาภิวัตน์ของคนไทยได้ดีขึ้นโดยใช้กลไกของธุรกิจอุดมศึกษาข้ามชาติเหล่านี้    ซึ่งมองอีกมุมหนึ่ง เป็นการเล่นกับไฟ

          ทำให้ผมเข้าใจมหาวิทยาลัย เนชั่น ว่าน่าจะสอดคล้องกับการที่บริษัท วอชิงตัน โพสต์ หันมาทำธุรกิจบริษัท Kaplan

          เป็น corporate university ในรูปแบบหนึ่ง

          จากคำบรรยายของ Prof. Jim Jackson ผมรับรู้ด้วยความตกใจว่า ในสิงคโปร์มีสถาบันการศึกษาเอกชนถึง ๑ พันแห่ง   มีนักศึกษา ๑ แสนคน   และในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาก็เจ๊งกันไปมาก   เพราะการแข่งขันสูง    และทางรัฐบาลสิงคโปร์ก็ตรวจสอบเข้มงวด

          ผมได้เข้าใจว่า ประเทศต้องมีระบบกำกับดูแล ให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนให้บริการการศึกษาที่มีคุณภาพจริงๆ    โดยมีกลไกกำกับตรวจสอบคุณภาพของบัณฑิตที่แม่นยำ    นี่คือข้อท้าทายต่อประเทศไทย   ที่หลายกรณีผู้มีอิทธิพลเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยเอกชนแสวงหากำไร   และใช้กโลบายหลากหลายด้าน จัดการศึกษาที่ด้อยคุณภาพ   โดยผู้เข้าเรียนไม่ได้ต้องการความรู้ แต่ต้องการปริญญา เพื่อสถานะทางสังคม



วิจารณ์ พานิช
๑๐ ก.ย. ๕๕
ที่มา : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/505897

เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย : ๘. วิชาการด้านการเรียนการสอน

  แนวความคิดในบันทึกนี้ได้จากการไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ช่วงบ่ายวันที่ ๖ ก.ย. ๕๕  โดยเฉพาะจากการไปคุยกับ Assoc. Prof. Simon Barrie, Director,Institute for Teaching and Learning   และ Assoc. Prof. Michele Scoufis, Associate Dean Learning and Teaching, The University of Sydney Business School

          มหาวิทยาลัยซิดนีย์ใหญ่มาก   มี นศ. กว่า ๕ หมื่นคนใน ๑๖ คณะวิชา   และที่สำคัญมี นศ. ต่างชาติมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศจีน   ความพึงพอใจของนักศึกษาด้านการเรียนรู้จึงสำคัญมาก    นี่คือที่มาของการที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์มีเป้าหมายชัดเจนที่การพัฒนาคุณภาพของการเรียนการสอนของทั้งมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง  

          นำไปสู่การตั้ง Institute for Teaching and Learningทำหน้าที่จัดการฝึกอบรมการเรียนการสอนแก่อาจารย์ใหม่ ซึ่งมีปีละประมาณ ๒๐๐ คน   รวมทั้งทำงานวิจัยและพัฒนาศาสตร์ด้านการเรียนการสอน และการวัดผล   โปรดเข้าไปดูในเว็บไซต์ จะเห็นว่าเขามีกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนที่หลากหลายมาก   โดยอาจารย์ ไซมอน ผอ. สถาบันการเรียนการสอน บอกว่าแม้มหาวิทยาลัยจะเอาจริงเอาจังกับการพัฒนาการเรียนการสอน   แต่ก็ยังอ่อนแอด้านการประเมินผลการเรียน   โดยเฉพาะด้านที่ประเมินยาก เช่นด้านจริยธรรม  ด้าน engagement เขาบอกว่า QA ของการประเมิน ก็ยังไม่ดี

          เขามีบริการ Professional Developmentให้แก่อาจารย์มากมาย    เช่น อาจารย์ใหม่ทุกคนของมหาวิทยาลัยต้องเข้ารับการอบรม Principles and Practice of University Teaching (P&P)เป็นเวลา ๒ วัน   แถมยังมีหลักสูตร part time เวลา ๑ ปี ให้เรียนเพื่อให้ได้ Graduate Certificate in Educational Studies (Higher Education)ติดตัวไปตลอด  เป็นต้น

          ที่น่าประทับใจคือ ในทุกคณะจะมีรองคณบดีด้านการเรียนการสอน ที่ทำงานร่วมกับ ผอ. ของสถาบันการเรียนการสอน ในการพัฒนาคุณภาพของการเรียนการสอน   การพัฒนาอาจารย์ให้มีทักษะด้านการเรียนการสอนและการประเมิน เพิ่มขึ้น    รวมทั้งส่งเสริมอาจารย์ให้ทำวิจัยด้านการเรียนการสอน   โดยที่เขาพยายามส่งเสริมให้แต่ละคณะมีอาจารย์ที่เชี่ยวชาญและรักงานพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน   โดยอาจได้ปริญญาโทหรือเอกด้านการเรียนรู้ศาสตร์ตามคณะของตน   เช่น PhD in Engineering Education   และผลงานวิจัยการเรียนการสอนเอามานับเป็นผลงานเพื่อเลื่อนตำแหน่ง หรือพิจารณาความดีความชอบได้

          ที่คณะบริหารธุรกิจ เราได้คุยกับรองคณบดีฝ่ายการเรียนการสอน   ที่ทำงานพัฒนาศาสตร์ด้านการเรียนการสอนในสาขาบริหารธุรกิจมายาวนานกว่า ๒๐ ปี   คือ รศ. มิเชล ที่มีเอกสารช่วยเพิ่มพูนความรู้และทักษะด้านการเรียนการสอนแก่อาจารย์ใหม่ และอาจารย์ทั่วไปอย่างดีมาก   เข้าไปดูในเว็บไซต์ได้ ที่นี่  จะเห็นว่าเขาให้ความสำคัญต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอนมาก    เพื่อเพิ่มชื่อเสียงต่อนักศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ    มีระบบการจัดการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของอาจารย์ด้านการเรียนการสอน   มีการปลุกกระแสสร้างความเอาใจใส่คุณภาพของการจัดการเรียนการสอนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยหลากหลายวิธี



วิจารณ์ พานิช
๖ ก.ย. ๕๕
ที่มา  : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/505804

เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย : ๗. วิชาการด้านการเงินเพื่อรับใช้สังคม

  ในที่ประชุม 7th Annual UGRF เขาแจกเอกสารแนะนำการประชุม The Inaugural Social Finance Forumโดยขึ้นโลโก้ของ the Centre for Social Impactทำให้ผมได้รู้จักการทำงานวิชาการเพื่อรับใช้สังคมอีกรูปแบบหนึ่ง    ที่สะท้อนอยู่ใน เว็บไซต์ ของศูนย์นี้   คือทำงานวิชาการเพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม

          จากเอกสารนี้ทำให้ผมได้รู้จัก social impact bondที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางการเงิน    ที่เอาเงินของภาคประชาชนหรือของตลาดทุน ไปลงทุนเพื่อประโยชน์ด้านสังคม เช่นเพื่อยกระดับการศึกษา เพื่อลดอัตราอาชญากรรม เป็นต้น

          หน่วยงานที่ทำงานด้านนี้ของสหราชอาณาจักร คือ Social Finance UK

          จากเอกสารแนะนำการประชุม ผมได้รู้จักหน่วยงาน UnitingCareของวงการศาสนาคริสต์ในออสเตรเลีย   และได้รู้จัก The Benevolent Societyและ social ventures Australia

          ผมตีความว่า นี่คือการทำงานวิชาการด้านการเงิน เพื่อเอามาใช้ทำประโยชน์สาธารณะ   โดยต้องมีระบบ purchaser และ provider แยกกัน   เป็นการเคลื่อนไหวของสังคม ที่มีองค์กรสาธารณะที่ไม่ใช่ภาครัฐแต่ไม่แสวงกำไร เข้ามาทำงานเพื่อสาธารณะคู่ขนานไปกับภาครัฐ   โดยภาครัฐสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม   นี่คือวิชาการด้านการพัฒนาระบบ ของสังคม



วิจารณ์ พานิช
๖ ก.ย. ๕๕
ที่มา : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/505703

เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย : ๖. ระบบกำกับดูแลอุดมศึกษา

มหาวิทยาลัยที่เป็นที่เชื่อถือกันว่าคุณภาพ สูงต้องไม่ยอมติดบ่วง bureaucracy trap ต้องยืนหยัดต่อกลไก self-accrediting และ autonomy คือดำรงความมีอิสระ โดยรับผิดชอบตนเองด้านคุณภาพ เพื่อประโยชน์ของสังคม นี่คืออุดมการณ์ของการกำกับดูแลอุดมศึกษาในระดับสถาบัน
เรียนรู้อุดมศึกษาออสเตรเลีย  : 6. ระบบกำกับดูแลอุดมศึกษา

ในการปฏิรูปอุดมศึกษาของออสเตรเลียครั้งนี้ ระบบกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษาก็เปลี่ยนไปด้วย หรือโดนกระทบ  โดยผมตีความว่า TEQSA ที่รัฐบาลกลางออกกฎหมายจัดตั้ง เป็นเพียงกลไกหนึ่งในอีกหลากหลายกลไกกำกับดูแลระบบอุดมศึกษา  ผมเดาว่าหน้าที่หนักและหน้าที่หลักของ TEQSA น่าจะได้แก่สถาบันอุดมศึกษาส่วนที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้มีกว่า ๑๕๐ สถาบัน  และมีการจัดตั้งเพิ่มขึ้นตลอดเวลา  สถาบันเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นองค์กรเอกชนแสวงหากำไร  และมีความเสี่ยงสูงที่จะจัดการศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน
ในการประชุม 7th Annual University Governance and Regulations Forum  มีคนมาพูดว่า TEQSA เน้นดำเนินการเข้มงวดต่อสถาบันที่มีความเสี่ยงสูงต่อการจัดการศึกษาที่ด้อยคุณภาพ  ส่วนสถาบันที่ดีอยู่แล้ว การกำกับจะเป็นเพียง “light touch”
ผมฟังการประชุม ๒ วัน แล้วบอกตัวเองว่า หากผมเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่ามีคุณภาพสูงในออสเตรเลีย ผมจะต่อสู้สุดฤทธิ์ไม่ให้ TEQSA เข้ามาตรวจสอบแบบหยุมหยิม  ที่ทางออสเตรเลียเขากล่าวว่าเป็นพิษร้ายของ bureaucracy
ผมคิดว่า มหาวิทยาลัยที่เป็นที่เชื่อถือกันว่าคุณภาพสูงต้องไม่ยอมติดบ่วง bureaucracy trap  ต้องยืนหยัดต่อกลไก self-accrediting  และ autonomy  คือดำรงความมีอิสระ โดยรับผิดชอบตนเองด้านคุณภาพ  เพื่อประโยชน์ของสังคม  นี่คืออุดมการณ์ของการกำกับดูแลอุดมศึกษาในระดับสถาบัน
ระบบกำกับดูแลอุดมศึกษา มีส่วนที่มาจากภายนอกประเทศด้วย  ในรูปของการจัดอันดับหรือจัดระดับมหาวิทยาลัยโลก  เป็นระบบกำกับแบบทางอ้อม  ซึ่งก็มีผลต่อพฤติกรรมหลายอย่างของสถาบันอุดมศึกษาส่วนที่เป็นมหาวิทยาลัย  ที่ต้องการได้รับการยอมรับในฐานะ world class university
ภายในประเทศ ระบบอุดมศึกษายังอยู่ใต้กลไกกำกับดูแลเชิงวิชาชีพด้วย เช่นแพทยสภา  สภาวิศวกร เป็นต้น  มีประเด็นว่า ระบบหลักสูตรเพื่อปริญญา กับระบบการรับรองวิชาชีพ ควรเชื่อมโยงกันหรือควรแยกกัน  อย่างของไทย สกอ. ระบุว่า จะรับรองหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ต่อเมื่อสภาการพยาบาลได้ให้การรับรองว่าผู้จบหลักสูตรนั้นจะได้รับในประกอบวิชาชีพพยาบาลแล้วเท่านั้น  มีบางคนให้ความเห็นว่า คนไทยน่าจะมีสิทธิเข้าเรียนพยาบาล โดยไม่มุ่งไปใช้ชีวิตเป็นพยาบาล  ซึ่งก็เถียงกลับได้อีกว่า คนที่ตั้งใจเรียนโดยไม่ประกอบวิชาชีพ เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดของประเทศโดยไม่ก่อประโยชน์ต่อสังคม  เรื่องแบบนี้อาจจะขึ้นกับวิชาชีพอื่นด้วย  หากเอาไปถกเถียงกันในหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต กับการรับรอง กว. ของสภาวิศวกร  การพิจารณารับรองแยกกันอาจฟังดูสมเหตุสมผลกว่า  เพราะเวลานี้ก็มีหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิตหลายหลักสูตรที่ไม่ได้ขอให้ กว. รับรอง  และผู้จบหลักสูตรก็ไม่เดือดร้อน
ผมได้พูดในหลายวาระ ว่าในประเทศไทย หน่วยงานที่มีอิทธิพลที่สุดต่อมหาวิทยาลัยของรัฐ คือสำนักงบประมาณ  สังคมไทยยังเป็นสังคมอุปถัมภ์และเน้นพวกพ้อง  ยังไม่ใช่สังคมเหตุผล  เป็นที่รู้กันว่าการได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนมากขึ้นหรือน้อยลง ไม่ขึ้นกับคุณภาพและผลงาน หรือการทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองมากนัก  แต่ขึ้นกับความสามารถในการวิ่งเต้นมากกว่า
มหาวิทยาลัยทำอะไรบ้าง  ก็ย่อมโดนกำกับโดยวงการนั้นๆ ด้วย  เช่นมีหน้าที่หลักด้านการวิจัย  หน่วยงานให้ทุนวิจัยย่อมมีอิทธิพลกำกับดูแลมหาวิทยาลัยด้วย
และไม่ว่ามหาวิทยาลัยใดของไทย ย่อมต้องรับผิดชอบต่อสังคมภาคส่วนนั้นๆ และในวงกว้าง  จึงมีกลไกกำกับโดยสังคม  ในรูปของ reputation risk
เนื่องจากมีแนวโน้มโลก ว่ามหาวิทยาลัยเอกชนแสวงหากำไร จะขยายตัวเฟื่องฟูขึ้น  มหาวิทยาลัยแบบนี้ใช้วิธีการแบบที่มองบริการอุดมศึกษาเป็นสินค้า  มองความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับนักศึกษาเป็นผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ  ดังนั้น ประเทศไทยต้องพัฒนาระบบกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษากลุ่มนี้ ด้วยระบบคุ้มครองผู้บริโภค  ประเทศไทยต้องการระบบคุ้มครองผู้บริโภคด้านอุดมศึกษา  ที่เน้นทำงานคุ้มครองผู้บริโภคจากสถาบันธุรกิจเอกชนค้ากำไรเป็นหลัก  และสถาบันที่ไม่ค้ากำไร แต่แสดงพฤติกรรมค้ากำไร ก็ต้องโดนจับตาด้วย
วิจารณ์ พานิช
๑๐ ก.ย. ๕๕
ที่มา : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/508317